โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘ตลาดเกิดใหม่เอเชีย’ กับวิกฤต ‘เงินเฟ้อสูง..ทุนสำรองหด’!

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 27 พ.ค. เวลา 09.29 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

เสถียรภาพทาง “เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย”กำลังถูกทดสอบครั้งใหญ่สุดรอบหลายปี วิกฤตการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.พ. 69 ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงดั่งโดมิโน มีชนวนเหตุสำคัญมาจาก “ราคาน้ำมันดิบ”ที่ปรับขึ้นมากกว่า 40% ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ดุลบัญชีต่างประเทศของกลุ่มประเทศผู้นำเข้าพลังงานในเอเชีย นำไปสู่สภาวะ “เงินเฟ้อสูง ทุนสำรองลด” และค่าเงินอ่อนค่า..

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงสัปดาห์นี้ คือ สัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตเมื่อ “ธนาคารกลางศรีลังกา”ตัดสินใจทำเซอร์ไพรส์ตลาด ด้วยมาตรการแบบยาแรง ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวดเดียว 1% สู่ระดับ 8.75% ถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกรอบ 3 ปี การเคลื่อนไหวอันดุดันเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้กำหนดนโยบายไม่มีทางเลือกอื่นเหลือนอกจากยอมเบรกการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อสกัดกั้นการไหลออกของเงินทุนและปกป้องค่าเงินรูปี ที่อ่อนค่าลงกว่า 4% แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

สิ่งที่น่ากังวลสุดคือ “ศรีลังกา” ไม่ใช่ผู้เล่นรายเดียว ที่กำลังเผชิญหน้ามรสุมลูกนี้ นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง BNY บ่งชี้ว่า “การขึ้นดอกเบี้ย กำลังกลายเป็นแนวโน้มตอบสนองระดับภูมิภาค”เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามและสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงิน

ตัวเลขความเสียหายของสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ (EM) นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น นั่นคือค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซีย, รูปีอินเดีย, เปโซฟิลิปปินส์ อ่อนค่าลงอย่างรุนแรงเฉลี่ย 4.5- 6.5% โดยค่าเงินรูปีศรีลังกา ปรับตัวลดลง 4% ท่ามกลางภาวะขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งสัปดาห์ “ธนาคารกลางอินโดนีเซีย” สร้างความประหลาดใจให้ตลาดไปแล้ว ด้วยการขึ้นดอกเบี้ย 0.5% พร้อมประกาศแผนฉุกเฉินเพื่อควบคุม และรวมศูนย์การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อดึงเม็ดเงินตราต่างประเทศกลับเข้าสู่ระบบและหนุนค่าเงินรูเปียห์

ขณะเดียวกัน “ธนาคารกลางฟิลิปปินส์” เริ่มส่งสัญญาณชัดเจนว่าอาจมีการประชุมนัดพิเศษนอกวาระวันที่ 18 มิ.ย.นี้ เพื่อปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ ด้าน “ธนาคารกลางอินเดีย” ออกมาให้คำมั่นว่า จะทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดการเก็งกำไรค่าเงิน พร้อมมีกระแสข่าวว่ากำลังพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้าด้วยเช่นกัน

นอกเหนือจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด ผ่านการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายทั่วทั้งเอเชียยังจำเป็นต้องงัด “มาตรการฉุกเฉิน” อื่น ๆ ขึ้นมาใช้อย่างจำใจ เพื่อรักษาเสถียรภาพและป้องกันไม่ให้ระบบเศรษฐกิจย่ำแย่ไปกว่านี้..!

มาตรการทางเลือกประเทศแถบเอเชีย เพื่อความอยู่รอด เริ่มจากศรีลังกา สั่งเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์อย่างหนัก รื้อฟื้นมาตรการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศ ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเพื่อลดการบริโภคพลังงานและประหยัดเงินตราต่างประเทศ

ส่วนอินเดีย นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ออกโรงเรียกร้องให้หน่วยงานทุกภาคส่วนใช้นโยบายรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวดเพื่อประหยัดเงินทุนสำรอง ขณะที่บังกลาเทศ ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนต้องเปิดฉากเจรจาขอข้อตกลงกู้เงินฉุกเฉินรอบใหม่กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

สถานการณ์ฝั่งตะวันตกกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงลบให้รุนแรงขึ้นเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ถูกลดทอนความน่าสนใจลง เม็ดเงินทุนไหลออกจากภูมิภาคเอเชียอย่างรวดเร็ว เพื่อวิ่งเข้าหาเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น การแข็งค่าของดอลลาร์ไม่ได้เพียงแต่ทำให้ค่าเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนแอลงเท่านั้น แต่เป็นการเพิ่มภาระหนี้สินในสกุลเงินดอลลาร์ที่รัฐบาล และภาคเอกชนในเอเชีย ต้องชำระคืนสูงขึ้น.!!

ดูเหมือนประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยพร้อมมาตรการรัดเข็มขัด เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินในคราวเดียวกัน..!?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...