รัชกาลที่ 4 ทรงจัดการอย่างไรกับเรื่อง “ช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง”
สำนวนไทยที่ว่า “ช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง” หรือบ้างเขียนว่า “ช้างเหยียบนา พระยาเหยียบเมือง” ก็มี ไม่ว่าจะเป็น “พญา” หรือ “พระยา” ก็ได้ความที่ใกล้เคียงกันว่า เมื่อเจ้าใหญ่ นายโต ไปถึงที่ใดก็เกิดความเสียหายกับพื้นที่นั้น พญา (พระยา) เหยียบเมืองเสียหายขนาดไหน? ต้องย้อนกลับไปดูวรรคก่อนหน้าที่ว่า “ช้างเหยียบนา” ก็จะเห็นภาพชัดเจน
แต่เมื่อ “พญา” เข้มงวดกวดขัน “ช้าง” ไหนเลยไม่กล้า
ดังเช่น การเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตะวันออกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2400 ซึ่งเป็นการเสด็จประพาสในลักษณะของการท่องเที่ยว+ดูงาน ทรงเลือกประทับค้างแรมที่บ้านอ่างศิลา แขวงเมืองชลบุรี โดยมีเหล่าขุนนางข้าราชการตามเสด็จเป็นคณะใหญ่ รวมจำนวนขุนนางที่ตามเสด็จเบ็ดเสร็จ 3,240 คน จากกรมกองต่างๆ ทั้งฝ่ายพลเรือนและกลาโหม
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงประกาศกำชับแก่คณะผู้ตามเสด็จทั้งหมด ดังนี้
“ไปบ้านเมืองนั้น เสดจอยู่ที่ไหนก็ต้องอยู่ในที่ใกล้รอบคอบเพียงเพื่อจะมีรับสั่งให้หาในเวลากลางคืนก็ดีกลางวันก็ดี ให้ได้ตัวในกึ่งชั่วโมงจึงจะชอบ เมื่อจะไม่ตามเสดจไปแลจะตั้งอยู่ที่นั้นๆ ได้ ฤาจะไปที่นั้นๆ อื่นจากที่เสดจพระราชดำเนินได้ ก็ต่อเมื่อมีรับสั่งกะเกนให้อยู่รักษาแลไปราชการที่นั่นๆ จึงจะอยู่ได้ไปได้จากที่เสดจ์แลกระบวนเสดจ์ แลเมื่อจะไปตามเสดจนั้น…
แลครั้งนี้เจ้านายหลายองค์ ขุนนางหลายนาย แลมหาดเลก ทั้งขุนน้อยเลกหมื่นเลกน้อยเปนอันมาก…ไม่มีที่เที่ยวเร่เตร่เตรดสนุกสบาย ก็ภากันไปจอดเสียที่ท่าเมืองชลเปนอันมาก จะหาตัวใครก็ไม่ได้ เปนแต่เมื่อไรเสดจ์ออกพลับพลา ก็จะมาเฝ้าหมอบบนพลับพลาแลน่าพลับพลาอ้อตัวไปเท่านั้น ไว้ตัวเหมือนมาเที่ยวเล่นเองตามสบายใจ แล้วมิหนำซ้ำทำข่มเหงแก่ชาวเมืองชลต่างๆ ด้วยอ้างว่าเปนพวกตามเสดจ์…
ถ้าเรือเจ้านายแลข้าราชการผู้ใดไม่มาจอดใกล้ที่ประทับที่บ้านอ่างสิลา ไปอยู่ไกลแล้ว จะให้จับคนในเรือลำนั้นทั้งนายทั้งบ่าวจำตรวนส่งเข้าไปในกรุงเทพมหานคร จ่ายขัดสิลาแลขนอิดลากไม้กว่าจะเสดจ์กลับ แล้วจะปรับเรือลำนั้นสอกละบาทตามยาวให้เปนบำเหนจแก่ผู้จับด้วย ถ้าพวกที่เดิรบกมาฤาโดยสารผู้อื่นมาไม่มีเรือ ขึ้นตั้งพักอยู่บนบกไกลจากที่บ้านอ่างสิลากว่ากึ่งชั่วโมงแล้ว ก็จะให้จับตัวให้เสียเบี้ยปรับแก่ผู้จับคนละบาท ตัวก็จะจำตรวจส่งเข้าไปในกรุงเทพมหานครเหมือนกัน
ถ้าใครเข้าไปข่มเหงชาวบ้านเข้าไปในโรงเรือนแลรั้วบ้านของราษฎร ก็ให้เจ้าของบ้านกับพระยาชลบุรานุรักษ์กรมการช่วยกันจับตัวส่งมายังเจ้าพระยายมราช แลเมื่อจะจับนั้น ผู้ที่เข้าไปข่มเหงในบ้านถึงจะถูกบาดเจบมีบาดแผลประการใด ก็จะไม่ว่าให้ จะกดเอาคดีเปนแพ้แก่ผู้จับทั้งสิ้น ถ้าเปนพวกมากเข้าไปข่มเหงชาวบ้านๆ ไม่สู้รบแลมาฟ้องร้องก็จะให้ชำระเอาตัวให้จงได้
ผู้ที่ไปข่มเหงชาวบ้านๆ จับมาส่งก็ดี ชำระได้ความก็ดี จะให้รับพระราชอาญาตามพระราชกำหนดกระบถศึก…ไพร่ในเรือของเจ้านายแลข้าราชการผู้ใดไปข่มเหงราษฎร เมื่อจับได้ชำระได้เปนผิดดังนี้แล้ว ตัวนายผู้เปนเจ้าของเรือ เมื่อไม่ได้ไปด้วยเปนแต่ไม่ได้ห้ามปราม ก็เปนผู้มีความผิดจะให้ปรับเร่งเอาเงินเท่าส่วนที่สามบ้างถึงข้างของเบี้ยหวัด ทำขวันให้ราษฎรผู้ต้องข่มเหงตามสมควร…”** [หสช.จ.ร.4 จ.ศ.1219 (พ.ศ. 2400) เลขที่ 96 ประกาศเรื่องผู้ตามเสด็จประพาสบ้านอ่างศิลาทางน้ำทางบก]
เมื่อเสด็จฯ ไปถึงบ้านอ่างศิลา พระองค์ยังทรงรับสั่งกำชับ (แกมขู่) เพิ่มเติมให้ทราบทั่วกันอีกว่า
“เจ้านายขุนนางข้าราชการ ที่ไปแยกย้ายจอดเรือที่อื่น ในหลวงมิได้บังคับนั้น เหมือนเปนกระบถทีเดียว ไปแยกย้ายอยู่ไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไร เจ้านายก็หลายองค์ ถ้าไม่ฟังยังขืนหลบหลีกอยู่ เพราะกรมการตำรวจทำอ่อนแอโลเลไป จะให้เรือกำปั่นไปยิงให้ยับเยิน” [หสช.จ.ร.4 จ.ศ.1219 (พ.ศ. 2400) เลขที่ 96 ประกาศเรื่องผู้ตามเสด็จประพาสบ้านอ่างศิลาทางน้ำทางบก]
อ่านเพิ่มเติม :
หมายเหตุ บทความนี้คัดย่อจาก กำพล จำปาพันธ์. “พระจอมเกล้าฯ กับการเสด็จประพาสเมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก พ.ศ. 2400” ใน, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมีนาคม 2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มีนาคม 2565