โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“พบชัย” มอง SET ฟื้นลุ้นแตะ 1,610 จุด รับ Fitch ปรับ Outlook ชู รพ.-แบงก์-ไฟแนนซ์เด่น

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ก.ย.2569) นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ InnovestX เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้มีโอกาสฟื้นตัว หลังปัจจัยกดดันสำคัญหลายด้านที่สร้างความกังวลแก่ตลาดในช่วงครึ่งแรกของเดือนเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

สำหรับปัจจัยต่างประเทศ การประชุมเฟดล่าสุดเป็นไปตามที่ตลาดคาด โดยมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ประมาณการของเจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 ทำให้ความกังวลต่อนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากกว่าคาดเริ่มลดลงบางส่วน ทั้งนี้ เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 16 ก.ย. และค่ากลางประมาณการดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่ชี้ถึงการขึ้นอีกหนึ่งครั้งในปีนี้

ขณะเดียวกัน ปัจจัยบวกสำคัญในประเทศมาจาก Fitch Ratings ที่ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย หรือ Outlook จากระดับ Negative เป็น Stable พร้อมคงอันดับเครดิตที่ BBB+ ซึ่งนายพบชัยมองว่าเข้ามาช่วยหนุน Sentiment ตลาดในจังหวะที่ยังขาดปัจจัยบวกใหม่ และอาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อสินทรัพย์ไทยได้มากขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุว่า Fitch ให้เหตุผลสำคัญจากเสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น แนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง สถานะหนี้ภาครัฐที่ยังอยู่ในกรอบบริหารจัดการได้ ฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่มีความน่าเชื่อถือ โดย Fitch คาด GDP ไทยปี 2569 เติบโต 2.3% และคาดหนี้ภาครัฐบาลจะอยู่ต่ำกว่า 63% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2571

นายพบชัยประเมินว่า ปัจจัยดังกล่าวจะช่วยให้ความกังวลของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อตลาดหุ้นไทยลดลง และเป็นแรงสนับสนุนให้ SET Index ฟื้นตัวได้ในสัปดาห์นี้ โดยมองแนวต้านบริเวณ 1,600 จุด และมีโอกาสขึ้นทดสอบ 1,610-1,615 จุด ขณะที่แนวรับสำคัญอยู่บริเวณ 1,575 จุด

สำหรับประเด็นต่างประเทศในช่วงปลายสัปดาห์ ตลาดจะจับตาการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในวันที่ 24 ก.ย.69 โดยนายพบชัยมองว่า หากการหารือมีพัฒนาการในเชิงบวก จะช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนเพิ่มเติม ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน โดยประเด็นสำคัญครอบคลุมทั้งการค้า ภาษี เทคโนโลยี และ AI

ส่วนความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ขยับเข้าใกล้ระดับ 5% รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมันนั้น นายพบชัยมองว่า ตลาดหุ้นไทยได้สะท้อนความกังวลเหล่านี้ไปบางส่วนแล้ว โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงานที่ไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงตามราคาน้ำมันในช่วงก่อนหน้า ดังนั้น นักลงทุนควรให้น้ำหนักกับปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น ขณะที่หุ้นพลังงานเหมาะสำหรับการลงทุนระยะสั้นและควรเพิ่มความระมัดระวัง

ด้านกลยุทธ์การลงทุน InnovestX แนะนำให้น้ำหนักหุ้นที่ราคายังปรับขึ้นไม่มาก หรือ Laggard และหุ้นที่อิงเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Play) เนื่องจากมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศน้อยกว่า โดยกลุ่มแรกที่ยังมีมุมมองเชิงบวกคือ กลุ่มการแพทย์ ซึ่งเข้าสู่ช่วง High Season ในไตรมาส 3 และคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตเด่น โดยเลือก BH และ PR9 เป็นหุ้นเด่น

ขณะที่ กลุ่มพาณิชย์ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ โดยหนึ่งในหุ้นที่แนะนำคือ CRC ส่วน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ คาดว่าจะได้อานิสงส์จากความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นภายหลัง Fitch ปรับ Outlook ประเทศไทย รวมถึงแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ที่มีโอกาสดีขึ้น โดยแนะนำ BBL และ KBANK

นอกจากนี้ InnovestX ยังมองบวกต่อ กลุ่มไฟแนนซ์ จากแนวโน้มภาวะการเงินที่อาจผ่อนคลายลง การฟื้นตัวของรายได้ภาคเกษตร รวมถึงมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อภาระหนี้ครัวเรือนและคุณภาพสินทรัพย์ โดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ MTC, SAWAD และ TIDLOR

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...