7 สภาวิชาชีพ เสนอ รื้อระบบสอน Palliative Care จี้รัฐตั้งเกณฑ์ขั้นต่ำการศึกษา ปิดช่องโหว่บริการ
กรรมาธิการ อว. ถก 7 สภาวิชาชีพสุขภาพ เผยปัญหาหลักสูตร Palliative Care ไร้มาตรฐานกลาง ทำคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไร้มาตรฐาน เสนอจัดทำกรอบสมรรถนะร่วมคู่ขนานการปรับระบบบริการจริงในชุมชน
วานนี้ (22 ต.ค.69) ภายในงานประชุม กมธ.อุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม มีข้อเสนอถึงการศึกษา การยกระดับสมรรถนะบุคลากรด้านการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care-PC) และการวางแผนการดูแลล่วงหน้า เพื่อกำหนดหลักสูตรและการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่สหวิชาชีพที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผ่านการให้ความเห็นของตัวแทนสภาวิชาชีพทั้ง 7 ได้แก่ แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์ สภาการแพทย์แผนไทย สภากายภาพบำบัด สภาการสาธารณสุขชุมชน และสมาคมนักกิจกรรมบำบัด เพื่อร่วมกันกำหนดสมรรถนะขั้นต่ำของบุลากรในการยกระดับการดูแลแบบประคับประคอง
เบื้องต้น ตัวแทนจากทั้ง 7 วิชาชีพให้ความเห็นตรงกันว่าการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและการดูแลแบบประคับประคองมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในเวลานี้เนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอนยังไม่ครอบคลุมหรือเพียงพอ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเพิ่มเนื้อหาและเสริมทักษะการดูแลให้กับผู้เรียนเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอน ทุกสภาจึงเห็นตรงกันว่าจะนำไปหารือภายในคณะกรรมการสภาเพื่อร่วมกันกำหนดกรอบชั่วโมงการสอนขั้นต่ำและผลลัพธ์การเรียนรู้ภายใต้ขอบเขตวิชาชีพ ทรัพยากรที่มี และโครงสร้างของหลักสูตร
โดยเกิดข้อเสนอ ดังนี้
- เสนอกำหนดหลักสูตรหลายระดับให้เหมาะสมกับวิชาชีพ
บัณฑิตแต่ละวิชาชีพมีขอบเขตการทำงานที่จำเพาะเจาะจงต่างกัน ดังนั้น บัณฑิตทั่วไปที่ต้องปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพ (General Health Care Practicioner) ควรกำหนดหลักสูตรและสมรรถนะแยกออกจากผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับ PC เป็นประจำ (Generalist Palliative Care) และสมรรถนะของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Spetialist Palliative Care) โดยแนวทางนี้จะช่วยกำหนดความคาดหวังของบุคลากรให้เหมาะสมกับบทบาทหน้างานจริง และไม่เพิ่มภาระทางการศึกษามากเกินความจำเป็น
นอกจากนี้ยังควรส่งเสริมความรอบรู้ด้านความตาย (Death Literacy) สำหรับประชาชน ผ่านกลไกอื่นด้วย เช่น โรงเรียน อาสาสมัครในชุมชน และสื่อมวลชน
2. เสนอให้สธ.เป็นเจ้าภาพ ทำงานร่วมกับสภาวิชาชีพเพื่อจัดหาบุคลากร
แม้การกำหนดสมรรถนะและชั่วโมงเรียนขั้นต่ำแล้ว ยังเจอความท้าทายคือมีความยากลำบากในการหาอาจารย์ผู้สอนที่มีประสบการณ์ดูแลหน้างานและหาแหล่งฝึกที่มีโอกาสเจอผู้ป่วยและครอบครัวที่ต้องการการดูแลแบบประคับประคองได้มากพอ
หากกระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพด้านการจัดหาบุคคลากรผู้สอนและแหล่งฝึกที่เหมาะสม จะทำให้มั่นใจได้ว่านักศึกษาวิชาชีพด้านสุขภาพจะมีประสบการณ์ด้านการดูแลแบบประคับประคองขณะฝึกอบรมอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ
3. เสนอให้ สธ.และสมาพันธ์วิชาชีพสนับสนุนการการศึกษาแบบสหวิชาชีพ (Interprofessional Education – IPE) ใน Palliative Care
การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายไม่มีวิชาชีพใดทำงานตามลำพังได้ การเรียนรู้ร่วมกันแบบข้ามวิชาชีพ หรือ Interprofessional Education (IPE) จึงเป็นคำตอบสำคัญที่หลายฝ่ายสนับสนุน เพราะหน้างานจริงคือการผนึกกำลังกัน ทุกวิชาชีพต้องเข้าใจพื้นฐานตรงกัน (สมรรถนะร่วม) บางสมรรถนะทุกวิชาชีพต้องเข้าใจพื้นฐานตรงกัน (สมรรถนะร่วม) และบางสมรรถนะควรกำหนดให้เป็นความเชี่ยวชาญของบางวิชาชีพ
อย่างไรก็ตาม โมเดลนี้ยังติดขัดในทางปฏิบัติ เพราะยังขาดกลไกเชิงโครงสร้าง ดังนี้
- สภาวิชาชีพขาดหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดเวทีออกแบบหลักสูตรร่วมกัน
- ขาดงบประมาณผลักดันอย่างต่อเนื่อง
- แหล่งฝึกงานจริงแบบข้ามสายวิชาชีพยังมีจำกัด
- ยังไม่มีการกำหนดเส้นแบ่งขอบเขตและบทบาทของแต่ละวิชาชีพในการดูแล
เสนอให้สธ.และอว. ร่วมพัฒนาการฝึกอบรมบุคลากรควบคู่ไประบบบริการจริงทั้งที่บ้านและชุมชน โจทย์สำคัญคือการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาหรือการอบรมเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยให้ประชาชนได้ประโยชน์ หากระบบบริการยังไม่รองรับการทำงานจริง ดังนั้น การเรียนการสอนจึงต้องควบคู่กับการประสานงานการทำงานในชุมชนด้วย เช่น การออกเยี่ยมบ้าน และต้องมีการเชื่อมข้อมูลที่มีประสิทธิภาพระหว่างโรงพยาบาลและรพ.สต.ด้วยเพื่อให้ทักษะของผู้เรียนตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริง
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ปีกสาธารณสุข อธิบายว่า แม้หลักสูตรการศึกษาของวิชาชีพด้านสุขภาพส่วนใหญ่จะเริ่มบรรจุเนื้อหาด้านการบริบาลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ไว้บ้างแล้ว แต่สัดส่วนและความเข้มข้นยังคงแตกต่างกันไปตามแต่ละสถาบัน การออกแบบหลักสูตรแต่ละแห่งจึงเกิดจากความตระหนักรู้และเจตจำนงของผู้สอนเป็นหลักอาจารย์จำนวนมากเลือกสอดแทรกเนื้อหาและถ่ายทอดอย่างเข้มข้น แม้หลักสูตรกลางจะไม่ได้บังคับ ส่งผลให้บางสถาบันสามารถบ่มเพาะบัณฑิตที่มีทักษะด้านการดูแลประคับประคองสูงกว่าเกณฑ์ทั่วไป
เมื่อการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับความสนใจเฉพาะตัวของสถาบันหรือผู้สอน ทำให้บัณฑิตบางแห่งมีทักษะระดับสูง ขณะที่บางแห่งแทบไม่ได้รับความรู้พื้นฐาน จุดที่น่ากัวล ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านมาตรฐานวิชาชีพ ความเหลื่อมล้ำของสมรรถนะบัณฑิตต่างสถาบัน และนำมาสู่ความเหลื่อมล้ำในระบบบริการสุขภาพ
ทำให้การเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองของผู้ป่วยกลายเป็นเรื่องของความโชคดีส่วนบุคคลที่บังเอิญพบผู้ให้บริการที่มีทักษะ แทนที่จะเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ที่ผู้ป่วยทุกคนควรได้รับการดูแลที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม
ปัญหาสำคัญคือปัจจุบันยังขาดการกำหนดสมรรถนะขั้นต่ำร่วมกัน ทั้งภายในวิชาชีพเดียวกันและระหว่างวิชาชีพ สอดคล้องกับการที่นโยบายระดับชาติยังไม่ได้กำหนดวาระชัดเจนว่า ในบริบทสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ แต่ละวิชาชีพจำเป็นต้องมีทักษะด้าน PC ในระดับใด
“ทั้งผู้จ้างงาน และผู้ป่วย คือผู้ได้รับผลกระทบจากหลักสูตรการศึกษาที่ไม่เหมาะสม ด้าน ผู้จ้างงาน เมื่อเสียเงินจ้างมาแล้วแต่ทักษะไม่ได้ตามมาตรฐานก็ต้องส่งไปฝึกอบรมใหม่ แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดคือผู้ป่วย
“ผู้ป่วยบางคนโชคดี เจอบุคลากรที่เรียนด้านการดูแลแบบประคับประคองในหลักสูตรที่เข้มข้น ก็จะได้รับการดูแลที่ดี แต่ผู้ป่วยบางคนเจอบุคลากรที่มีความรู้ด้านนี้ค่อนข้างน้อยก็เป็นเรื่องโชคร้าย ทั้งที่เราควรทำให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับมาตรฐานการดูแลที่เท่าเทียมกัน”
เอกภพ ย้ำว่า บาร์ต่ำสุดที่ควรจะเกิดขึ้นในระบบการศึกษาด้านการดูแลแบบประคับประคอง คือ ความสามารถในประเมินความต้องการด้านการดูแลแบบประคับประคอง คัดกรองเคส และจำแนกได้ว่าสิ่งที่แต่ละวิชาชีพและระดับผู้ปฏิบัติงานดูแลได้เองคืออะไร และลักษณะไหน ต้องส่งต่อ รวมถึงการบรรเทาความทุกข์ทรมานจากศาสตร์และขอบเขตของแต่ละวิชาชีพ ในขณะที่ความคาดหวังต่อมาตรฐานสูงสุดของแต่ละวิชาชีพ คือ ต้องออกแบบสมรรถนะตามขอบเขตวิชาชีพและระดับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของแต่ละวิชาชีพได้
“อย่างน้อยที่สุด ทุกวิชาชีพที่เกี่ยวข้องต้องมีทักษะการสื่อสารเรื่องยากอย่างเหมาะสม รับฟังความกังวลและความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัว สนับสนุน ให้ความรู้เบื้องต้นเรื่องการวางแผนดูแลสุขภาพล่วงหน้า (Advance Care Planning) ประสานบริการระหว่างโรงพยาบาล บ้าน และชุมชน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิผู้ป่วย เข้าใจจริยธรรม กฎหมาย และความแตกต่างของผู้ป่วยแต่ละคน”