สธ. ดันไทย ‘ฮับสุขภาวะและอายุยืน’ เผย 3 ต้นทุนศักยภาพไทย
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ที่พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ปาฐกถา เรื่อง“การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาวะและการมีอายุยืน : จากศักยภาพของประเทศสู่ความเชื่อมั่นระดับโลก” ในการเป็นประธานพิธีเปิดงานThaiFDA Wellnext 2026 ว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นจากการความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ช่วยป้องกันและรักษาโรค ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากสังคมสูงวัย โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ โดยองค์การอนามัยโลก(WHO)คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 ประชากร 1 ใน 6 ของโลกจะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป
สร้างอายุยืนอย่างมีสุขภาวะ รับมือสังคมสูงวัย
ส่วนประเทศไทย คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2573 จะมีผู้สูงอายุเกิน 60 ปี มากกว่า 17 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความท้าทายที่ต้องเตรียมระบบสุขภาวะและสาธารณสุขรองรับ เพื่อให้การมีชีวิตที่ยืนยาวนั้นมาพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นอิสระและมีคุณค่าในครอบครัวและสังคม
“หัวใจสำคัญของการดำเนินงาน คือ Healthy Longevity หรือการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาวะ โดยเน้นว่าการดูแลสุขภาพไม่ควรเริ่มต้นเมื่อเจ็บป่วย แต่ต้องเริ่มจากการส่งเสริม ป้องการ และสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตลอดทุกช่วงชีวิต เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนปีให้กับชีวิต แต่เป็นการเพิ่มคุณภาพให้กับทุก ๆ ปีที่มีชีวิตอยู่”นายพัฒนากล่าว
ต้นทุนและศักยภาพในการต่อยอด
ประเทศไทยมีต้นทุนและศักยภาพสำคัญ 3 ประการที่สามารถนำมาต่อยอดได้ ได้แก่
1.) ความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และระบบสุขภาพ ที่มีบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงและสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานสากล
2.) ภูมิปัญญาและทรัพยากรไทย ทั้งการแพทย์แผนไทย สมุนไพร อาหารไทย นวด และบริการส่งเสริมสุขภาพ ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่
และ3.) ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม จากมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Global Wellness Institute รายงานว่าในปี 2567 เศรษฐกิจสุขภาวะของไทยมีมูลค่าประมาณ 242,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่องและช่วยสร้างรายได้ อาชีพ และมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ
3 มิติ ดันศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง
ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาจากจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านองค์ความรู้ นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการสุขภาวะที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 หมุดหมายที่ 4 มุ่งให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง โดยกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ได้ดำเนินนโยบายภายใต้แนวคิด"สุขภาพดีทุกช่วงวัย สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมภูมิปัญญา" ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่
- การสร้างระบบสุขภาพที่เข้มแข็งเน้นการส่งเสริมและป้องกันโรคตั้งแต่นต้นทาง
- การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การคัดกรอง วินิจฉัย และดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล
- และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายโอกาสสู่ตลาดโลก
“การนำผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพไทยสู่ตลาดโลก สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่ การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัย โดยนวัตกรรมด้าน Wellness และ Longevity ต้องตั้งอยู่บนงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การประเมินหลักฐานอย่างรอบคอบ และระบบกำกับดูแลที่คุ้มครองประชาชนพร้อมกับส่งเสริมผู้ประกอบการไทยตามมาตรฐานสากล”นายพัฒนากล่าว
3 ภารกิจสู่ศูนย์กลางด้านสุขภาวะและอายุยืน
การผลักดันประเทศก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางด้านสุขภาวะและอายุยืน” จะต้องดำเนินงานผ่าน 3 ภารกิจสำคัญ ได้แก่
1.) การเสริมสร้างสุขภาพดีและการป้องกันโรคครอบคลุมทุกช่วงวัย
2.) การนำศักยภาพ ภูมิปัญญา งานวิจัย และเทคโนโลยีมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาวะโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
และ3.) การสร้างความเชื่อมั่นในระดับโลกด้วยการยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยเพื่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
"สุขภาพดีคือเป้าหมาย ศักยภาพไทยคือโอกาส และความเชื่อมั่นคือกุญแจสำคัญ โดยเชื่อมั่นว่า งาน ThaiFDA Wellnext 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ ในการนำศักยภาพที่มีมาต่อยอดให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดี มีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาวะและการมีอายุยืนที่ได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก”นายพัฒนากล่าว