KTB แนะจับตา CPI สหรัฐฯ ชี้ชะตาทิศทาง “เงินบาท”
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก ก่อนจะรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในช่วงราว 19.30 น. อย่างไรก็ดี ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก ในช่วงระหว่างวัน เนื่องจากมาเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank อาจสร้างความผันผวนให้กับเงินบาทได้บ้าง แต่โดยรวมเรามองว่า เงินบาทอาจยังพอมีโซนแนวรับแถว 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านแรกอาจอยู่แถว 33.60 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ ควรติดตาม การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ
รวมถึง เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้พอควร ส่วนความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนราคาพลังงานในช่วงนี้ จะเป็นปัจจัยที่คอยกดดันเงินบาทอยู่ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ โดยหากอัตราเงินเฟ้อ CPI และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ไม่ได้เร่งตัวขึ้นมากกว่าชัดเจน อีกทั้ง สัดส่วนของราคาสินค้าและบริการ ที่เร่งตัวขึ้น ได้ทยอยปรับตัวลดลง (Inflation Breadth ส่งสัญญาณภาพการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อที่ดีขึ้น) อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย กดดันให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง
พร้อมทั้งหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งเปิดโอกาสให้ เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ในทางกลับกัน หากอัตราเงินเฟ้อ CPI เร่งตัวขึ้นมากกว่าคาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เราเชื่อว่า ผู้เล่นในตลาดจะกลับมากังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งการเร่งขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม หนุนการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ
พร้อมกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทพอควร เปิดความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน ทดสอบโซน 33.65-33.70 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก (แนวต้านสำคัญยังคงอยู่แถว 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์)
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ