โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รู้จัก AAARRR Model ใน Growth Hacking

Marketing Oops

อัพเดต 26 ก.ย 2561 เวลา 00.36 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2561 เวลา 05.35 น. • Molek

Growth Hacking นั้นเป็นศาสตร์ที่นักการตลาดในต่างประเทศให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะว่าการทำ Growth Hacking นั้นเป็นวิธีการที่คิดออกจากกรอบการตลาดแบบเดิมและหาทางใหม่ ๆ ในการเพิ่มวิธีการสร้างตลาดขึ้นมาโดยใช้ข้อมูล เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้บริษัทที่ใช้วิะีการ Grwoth Hacking เป็นส่วนใหญ่คือพวก Startup ทั้งหลาย ที่มีต้นทุนในการทำงานที่จำกัดแต่ต้องให้ผลตอบแทนที่สูง ดังนั้นการใช้ Growth Hacking จึงเหมาะมากที่จะมาตอบสนองโจทยืที่ท้าทายนี้ และเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้สำหรับองค์กรใหญ่ ๆ ในการทำการตลาดให้มีประสิทธิภาพขึ้นด้วยแบบเช่น Startup

image_thumb1

โมเดลหนึ่งที่นิยมอย่างมากใน Growth Hacking ตอนนี้ก็คือโมเดลที่เรียกว่า AAARRR Model หรือจะมองว่าเป็นพิมพ์เขียวใน Framework ของการเข้าใจพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายของการตลาดว่าจะติดตามและตรวจสอบกลุ่มเป้าหมายอย่างไรใน Customer journey และทำให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้เป็นลูกค้าพร้อมกับโตขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งด้วยข้อมูลและ Framework นี้จะทำให้คุณสามารถปรับปรุงการทำการตลาดให้ดีขึ้นได้อย่างมากเลยทีเดียว ซึ่ง AAARRR model นั้นประกอบด้วย 6 ขั้นตอนตามชื่อตัวอักษรของ AAARRR model

Screen Shot 2561-09-25 at 20.31.45

1. Awareness : ขั้นแรกคือการทำแบรนด์ตัวเองให้ปรากฏอยู่ในสายตาของกลุ่มเป้าหมายให้ได้ ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักคุณว่าคุณคือใคร และคุณมีกลยุทธ์อย่างไรที่จะสร้างให้คนนั้นรู้จักตัวองค์กรคุณได้ขึ้นมา ซึ่งด้วยกลยุทธ์นี้จะทำให้คุณนั้นมีจุดยืนที่แตกต่างจากคู่แข่ง ตัวอย่างเช่น Airbnb เคยใช้ Craglist ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายขึ้นมาแล้ว และทำให้คนมอง Airbnb เท่ากับบริษัทเทคโนโลยีด้านที่พัก

2. Acquisition : ขั้นที่ 2 คนรู้จักแล้ว ที่นี้ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายนั้นหาคุณให้เจอได้ง่ายที่สุด ซึ่งด้วยการทำการตลาดแบบการใช้ข้อมูลส่วนสำคัญที่ต้องได้ในข้อมูลอันนี้คือ อัตราการลงทะเบียนเป็นสมาชิกของคุณหรือการเกิดฐานของการเข้ามาติดตาม ถ้าตรวจดูแล้วว่า % การเข้ามาต่ำ แลปว่าคุณกำลังทำอะไรบางอย่างผิดอย่างมาก ซึ่งเป็นไปได้ว่าคนนั้นไม่มาถึงตัวคุณ คุณอาจจะทดลองเปลี่ยนช่องทางการสื่อสาร วิธีการสื่อสารและวิเคราะห์ออกมาว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะทำให้คุณรู้ว่าอะไรได้ผล ไม่ได้ผลในที่สุด

3. Activation : ขั้นที่ 3 เมื่อกลุ่มเป้าหมายมาถึงตัวคุณแล้ว ทีนี้ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายนั้นปฏิสัมพันธ์กับคุณให้เกิดการสื่อสารกันขึ้นมาให้ได้ ดังนั้นการสร้างประสบการณ์จนทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกดีนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก โดยการเข้าใจเรื่อง UX/UI นั้นจะทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถใช้งานได้อย่างมีประสบการณ์ที่ดี หรือจะทำการเทส A/B เพื่อหาว่าอะไรที่ดีที่สุดในการที่จะปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคแต่ละแบบขึ้นมาก็ได้ เพื่อรักษาให้ผู้บริโภคอยู่กับแบรนด์ให้ได้นานที่สุด

growth-hacking-case-studies-principles-13-638

4. Retention : ขั้นที่ 4 เมื่อพูดถึงนานแล้ว นั้นคือใจความสำคัญในการทำขั้นที่ 4. คือการรักษากลุ่มเป้าหมายเอาไว้ให้ได้ โดยการตรวจสอบว่ากลุ่มเป้าหมายหรือผู้บริโภคนั้นมีอัตราการกลับมาใช้งานหรือกลับมาปฏิสัมพันธ์มากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่มีการกลับมาแสดงว่าคุณนั้นได้ทำอะไรผิดไปในการสื่อสารหรือสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีกับลูกค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น E-mail, website, social หรือ SMS และกระทั่งโฆษณาที่ลงไปต่าง ๆ กัน ลองตรวจสอบดูว่ามีอะไรที่ทำให้กลุ่มผู้บริโภคหรือกลุ่มเป้าหมายนั้นไม่อยากกลับมาใล้หรือไม่ แล้วรีบปรับปรุงให้ดี

5. Revenue : ขั้นที่ 5 คือการสร้างรายได้ ให้ได้ขึ้นมา เพราะการตลาดนั้นจะประสบความสำเร็จได้ คือการที่มีคนจ่ายค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ ขึ้นมา ดังนั้นถ้าคุณเชิญให้กลุ่มเป้าหมายลองใช้ฟรี จะทำอย่างไรให้กลุ่มเป้าหมายนี้เปลี่ยนมาเป็นลูกค้าที่จ่ายเงินให้ได้ขึ้นมา หรืออัพเกรดการจ่ายเงินให้สูงขึ้นมาให้ได้ ดังนั้นการที่คุณสามารถเปลี่ยนอัตราการใช้ฟรีให้มาจ่ายเงินได้ หรือ เปลี่ยนให้คนอัพเกรดการใช้บริการที่สูงขึ้นได้ ย่อมทำให้คุณนั้นมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากอย่างแน่นอน แต่ก่อนที่จะสร้างรายได้ให้มากขึ้น คุณต้องทำให้แน่ใจก่อนว่าสินค้าและบริการของคุณมีคุณค่ามากพอที่กลุ่มเป้าหมายนั้นจะยอมจ่ายเพิ่มขึ้น

6. Referral : สุดท้ายข้อ 6 คือการสร้างการบอกต่อหรือชวนคนอื่นมาเป็นลูกค้าเพิ่ม ดังนั้นถ้ากลุ่มเป้าหมายชอบในคุณค่าและผลประโยชน์ที่ได้รับจากตัวคุณมา กลุ่มเป้าหมายนี้ก็ย่อมไปชวนคนรอบตัวที่รู้จัก ไม่ว่าจะครอบครัว จนถึงเพื่อนที่ทำงานให้มาลองเป็นลูกค้าขึ้นมา ลองดูว่าคุณได้ลูกค้าจากการแนะนำนี้เยอะแค่ไหน เพราะการได้การแนะนำให้มาสมัครที่คุณเยอะแค่ไหน ก็ทำให้คุณประหยัดในงบทางการตลาดไปอย่างมาก ลองดูอย่าง Tesla ได้ ที่ไม่ได้ใช้งบในการซื้อโฆษณาเลย แต่เกิดจากการบอกปากต่อปากขึ้นมา ถ้าคุณไม่มีคนแนะนำให้มาเป็นลูกค้าคุณเลย แสดงว่าคุณนั้นมีปัญหาแล้วอย่างมาก และต้องรีบตรวจสอบว่าทำไมถึงไม่มีลูกค้าของคุณไปแนะนำให้คนอื่นมาลองใช้เพิ่มเติมเลย ซึ่งอาจจะใช้ตรง ๆ โดยการถามลูกค้าปัจจุบันถึงปัญหาก็ได้ เพื่อจะได้แก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านบทความทั้งหมด ที่ MarketingOops.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...