โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สืบต้นกำเนิดสำเพ็ง จากศูนย์การค้ายุคแรกสมัยรัตนโกสินทร์ สู่ย่านสีเทา-โสเภณี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 ก.พ. 2566 เวลา 02.38 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2566 เวลา 00.08 น.
สำเพ็ง เมื่อพ.ศ. 2452 เป็นย่านการค้า และแหล่งเที่ยวกลางคืน มีแหล่งรื่นรมณ์เกิดขึ้นจำนวนมาก ทั้งโรงโสเภณี โรงบ่อน และโรงสูบฝิ่น

ทุกวันนี้คนที่เคยสัมผัสกับบรรยากาศในกรุงเทพฯ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักย่าน “สำเพ็ง” ย่านการค้าที่เคยถูกเปรียบได้ว่าแทบเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการค้าที่เติบโตมาพร้อมกับกรุงรัตนโกสินทร์ กว่าจะเป็น “สำเพ็ง” ในทุกวันนี้ ย่านการค้าที่สำคัญเคยมีนักเลงคนดังประจำถิ่น และเนื่องจากเป็นย่านขึ้นชื่อเรื่องโรงโสเภณี ก็ย่อมมีเกร็ดเคล็ดลับที่คนเก่าคนแก่ซุบซิบกันมา

ต้นกำเนิดของ “สำเพ็ง” เริ่มต้นขึ้นเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกและขึ้นครองราชย์ เมื่อ พ.ศ. 2325 ทรงมีพระราชดำริให้ข้ามมาสร้างพระนครใหม่ทางคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออก แต่บริเวณที่โปรดฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังเป็นที่อยู่ของพระยาราชาเศรษฐี และชาวจีนจำนวนหนึ่ง จึงโปรดให้ย้ายไปอยู่ที่สวนบริเวณวัดสามปลื้ม ไปจนถึงคลองวัดสามเพ็ง ซึ่งมีข้อความระบุถึงวัดชื่อ “สามเพ็ง” ในพระราชพงศาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่า

“ให้พระยาราชาเศรษฐี และพวกจีนย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ที่สวนตั้งแต่คลองวัดสามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสามเพ็ง…”

เมื่อชาวจีนย้ายมาอยู่ที่บริเวณนี้ บุบผา คุมมานนท์ ผู้เขียนบทความ “‘สำเพ็ง’ ศูนย์การค้าแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์” บรรยายว่า ด้วยความถนัดในด้านค้าขาย เมื่อตั้งบ้านเรือน จึงเริ่มค้าขายในบ้านที่พักอาศัย บ้านของชาวจีนกลุ่มนี้มีลักษณะกึ่งบ้านที่พักอาศัยกึ่งร้านค้า ถือเป็นวัฒนธรรมของฝั่งตะวันออก หลังจากนั้นจึงเริ่มกลายเป็นย่านการค้าแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ในมุมมองของปิยนาถ บุนนาค ผู้เขียนบทความ “สำเพ็ง : ประวัติศาสตร์ชุมชนชาวจีนในกรุงเทพมหานคร” ยังมองว่า ถือได้ว่าเป็นชุมชนชาวจีนแห่งแรกที่ก่อตัวขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นับตั้งแต่สถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานีของไทยเมื่อ พ.ศ. 2325

สำหรับชื่อ “สำเพ็ง” มีหลายข้อสันนิษฐานถึงที่มาของชื่อนี้ บุบผา เชื่อว่า เป็นชื่อที่เพี้ยนมาจากคำว่า “สามเพ็ง” ซึ่งเป็นชื่อวัดและชื่อคลองที่อยู่ละแวกนั้น คนจีนในย่านเดียวกันชินกับการออกเสียงสั้น จึงทำให้จาก “สามเพ็ง” กลายเป็น “สำเพ็ง” ในทุกวันนี้

หรืออีกข้อสันนิษฐานเชื่อว่า เพี้ยนมาจาก“สามแผ่น” ที่หมายถึงลักษณะภูมิประเทศของย่านที่มีคลองขวาง 2 คลอง ได้แก่ คลองเหนือวัดสำเพ็ง และคลองวัดสามปลื้ม ทำให้ตัดแผ่นดินเป็นสามตอน หรือสามแผ่น ต่อมาจึงเพี้ยนไปตามสำเนียงคนจีนกลายเป็น “สำเพ็ง” หรืออาจเพี้ยนมาจากคำว่า “สามแพร่ง” ที่เป็นลักษณะของภูมิประเทศเช่นกัน

หรืออีกข้อสันนิษฐานว่า มาจากชื่อพืชตระกูลเฟิร์นชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายใบโหระพา เรียกว่า “ลำเพ็ง” ซึ่งพบเห็นมากในบริเวณนี้ ผู้คนจึงเรียกกันว่า “ลำเพ็ง” และเพี้ยนมาเป็น “สำเพ็ง” ในภายหลัง

ไม่ว่าที่มาของชื่อย่านนี้มาจากไหน แต่ต้องยอมรับว่า “สำเพ็ง” เป็นย่านการค้าที่เปลี่ยนแปลงจากท้องที่เปลี่ยวอยู่นอกกำแพงพระนคร พัฒนามาเป็นพื้นที่การค้าที่เจริญรุ่งเรืองจนเป็นสถานที่ยอดนิยมอีกแห่งในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้

หากย้อนกลับไปในสภาพย่านสำเพ็งในอดีต สำเพ็งไม่ได้เป็นแหล่งรวมสินค้าที่หลากหลาย ยังเป็นแหล่งธุรกิจหลายประเภท เช่น รับจ้างปะชุนเสื้อผ้า หรือรับจ้างเขียนหนังสือส่งไปถึงพี่น้องในจีน บุบผา อธิบายว่า เป็น China Town หรือย่านคนจีนแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ได้อีกทาง

ไม่เพียงเท่านี้ ย่านสำเพ็งที่โด่งดังในอดีตยังเป็นย่านที่มีชื่อเสียงในด้านโลกียสำราญ มีทั้งโรงโสเภณี บ่อนพนัน คำว่า “สำเพ็ง” เคยเป็นคำด่าในสมัยหนึ่งก็มี โดยเป็นคำด่าที่รุนแรงที่หมายถึงผู้หญิงที่ค้าขายทางโลกีย์ ธุรกิจที่ว่านี้มีแพร่หลายในสำเพ็ง และทำอย่างเปิดเผย มีโคมสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ ผู้หญิงที่ค้าขายกลุ่มนี้เป็นหญิงกวางตุ้ง หรือถ้าเป็นชาวไทยก็ยังเปลี่ยนชื่อเป็นชาวจีน อาทิ กิมเน้ย กิมเฉียง เป็นต้น

บุบผา เล่าว่า ในบรรดาผู้หญิงที่มีชื่อเสียงในสำเพ็ง ต้องมีชื่อ “อำแดงแฟง” ที่กลายเป็นชื่อตรอกว่า “ตรอกอำแดงแฟง” ในจดหมายเหตุสมัยรัชกาลที่ 4 ก็มีระบุชื่อตรอกนี้

สภาพของสำนักโสเภณีในอดีตมีตรอกที่มีชื่อซึ่งเรียกกันว่า “ตรอกน่ำแช” คำว่า “น่ำแช” แปลว่า “โคมเขียว” สันต์ สุวรรณประทีป บรรยายในบทความ “ลำเลิกอดีต” ว่า สำนักโสเภณีที่แขวนโคมเขียวไว้หน้าสำนัก เป็นสำนักของคนจีน สินค้าก็เป็นจีนล้วน อายุแค่ 10-12 ปี รับแต่คนจีน คนไทยไม่รับ เนื่องจากลักษณะพิเศษที่ถูกนิยามเป็นวลีว่า “เดี๋ยวจับนมเดี๋ยวดมหน้าหกสลึงแอ๊คหกท่า” แสดงถึงความเจ้าบทบาทของคนไทยที่ชอบบรรเลง เอื้อนไปอยู่นั่น

คนไทยที่จะเข้าไปได้นั้น ต้องเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์ และมีคนจีนที่เจ้าสำนักรู้จักนำพาเข้าไป ราคาที่ตรอกน่ำแชก็แพงกว่าที่อื่น หากที่อื่น 2 สลึง ที่ให้บริการของคนจีนต้อง 6 สลึง

หากอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วมีข้อสงสัยว่า 10-11 ขวบจะรับรองแขกได้หรือ สันต์ บรรยายว่า เคยสอบถาม “ตาแบน” บ้านพระยาสีหราชฤทธิไกร ซึ่งตาแบน ให้คำตอบว่า ไหว! เพราะแม่เล้าเอาผิวไม้ไผ่เข้าไปถ่างทุกวัน ผู้เขียนบทความบรรยายต่อว่า เจ้าสำนักจะเอาไม้ไผ่เหลาขี้ออกให้เหลือแต่ผิว และไม่ให้มีคม แล้วโค้งเอาเข้าสอดช่องคลอดให้ไม้ไผ่ค่อยๆ ถ่างออกทีละน้อย ทำอยู่เป็นแรมเดือน

ครั้นเป็นแหล่งเริงสตรีแล้ว เหล่าชายหนุ่มสมัยนั้นโดยเฉพากลุ่มที่เรียกว่า “นักเลง” ก็ย่อมเข้าไปท่องเที่ยวกันเป็นประจำ ความนิยมในกิจการสตรีในย่านนี้ถึงกับทำให้ทางการต้องจัดตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ดังปรากฏหลักฐานเริ่มมีกิจการตำรวจนครบาล เมื่อ พ.ศ. 2404 เรียกกันในสมัยนั้นว่า “โปลิส” เริ่มออกปฏิบัติราชการครั้งแรกก็ในย่านสำเพ็ง

บุบผา ยังเล่าเพิ่มเติมว่า นักเลงโตที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วสำเพ็ง หรือทั่วกรุงเทพฯ ในสมัยนั้นก็ว่าได้ คือ “นายยิ้ม” ซึ่งชอบเดินเตร่สำรวจตรวจตราสิ่งของแปลกใหม่

ลักษณะการแต่งกายของนักเลงโตสมัยนั้นจะนุ่งโสร่งไหม หรือนุ่งผ้าลอยชาย สวมเสื้อผ้าเบาบางเป็นดอกดวง สวมหมวกสานใบโต ผ้าขาวม้าพาดไหล่ ภาพจำของเครื่องแต่งกายเหล่านี้ทำให้ผู้พบเห็นจะทราบทันทีว่าเป็นเจ้าถิ่นที่คนต้องเกรงใจ แต่คำว่านักเลงสมัยนั้นไม่ได้หมายถึงโจรปล้นจี้หรือชิงข้าวของเหมือนอันธพาล นักเลงโตจะชกต่อยวิวาทกับผู้มาระรานข่มเหงตัวเองเท่านั้น

เกร็ดเพิ่มเติมอีกประการของสำเพ็งคือวลีที่คนสมัยหนึ่งอาจคุ้นกันว่า “ไฟไหม้สำเพ็ง” ซึ่งหมายถึง “ความชุลมุนวุ่นวายของฝูงชน” หรือ “เรื่องไม่คาดว่าจะเกิดขึ้น” อันเป็นวลีที่มาจากเหตุไฟไหม้ในสำเพ็งซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้ง ด้วยสภาพที่เป็นชุมชนที่มีประชากรหนาแน่น ร้านค้าเบียดติดกัน เมื่อเกิดไฟไหม้ก็มักลุกลามรวดเร็วทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ชุมชนที่ประชากรหนาแน่นแล้วเกิดอัคคีภัยขึ้นคงสะท้อนสภาพ “ความชุลมุน” ตามความหมายของวลี “ไฟไหม้สำเพ็ง”

เมื่อเกิดไฟไหม้แล้ว ผลตามมาประการหนึ่งจากการบอกเล่าของบุบผา คุมมานนท์ คือ จะมีชาวบ้านมาคอยซื้อของกันมาก เพราะ “ของที่นำออกมาขายหลังไฟไหม้ทุกครั้ง ราคาจะถูกอย่างไม่น่าเชื่อ”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบข้อมูลเรื่องระดับความเสียหายอย่างชัดเจน แต่ในที่นี้ต้องกล่าวว่า หยิบยกข้อมูลเพื่อการศึกษาบริบทเชิงพื้นที่ทางสังคมและย้อนดูประวัติความเป็นมาเท่านั้น และต้องแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียทุกราย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

บุบผา คุมมานนท์. “‘สำเพ็ง’ ศูนย์การค้าแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์,” ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 3 ฉบับที่ 6, เมษายน 2525.

ปิยนาถ บุนนาค. “สำเพ็ง : ประวัติศาสตร์ชุมชนชาวจีนในกรุงเทพมหานคร”. สำเพ็ง ประวัติศาสตร์ชุมชนชาวจีนในกรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2559

สันต์ สุวรรณประทีป. “ลำเลิกอดีต,” ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 3 ฉบับที่ 5, มีนาคม 2525.

ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. ชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯ. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : มติชน, 2551

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 เมษายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...