โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ศาลพระภูมิ" ในวังไกลกังวล เป็นเทพองค์ใด?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 พ.ย. 2567 เวลา 10.59 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2567 เวลา 07.52 น.
พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ศาลพระภูมิในวังไกลกังวล เป็นเทพองค์ใด?

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลพระภูมิในวังไกลกังวล พระยาโหราธิบดีเลือกค้นหาตามคัมภีร์ฎีกาโหราศาสตร์นิยม กราบบังคมทูลว่า ให้ตั้งทิศบุรพาเป็นเกณฑ์ที่ 1 ทิศอีศานเป็นเกณฑ์ที่ 2 นอกจาก 2 ทิศนี้ ห้ามตั้งศาลพระภูมิ [1]

โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งศาลพระภูมิทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระตำหนักเปี่ยมสุข ในที่ดินริมชายหาดทราย… โดยก่อสร้างขึ้นในช่วงเตรียมการพิธีก่อพระฤกษ์รากพระตำหนักเปี่ยมสุขในเดือนกันยายน พ.ศ. 2470

ศาลพระภูมิตั้งอยู่ยอดใจกลางบนฐานกลมประดับหินก้อนใหญ่ มีบันไดเวียนขวาแบบก้นหอย กลมกลืนกับบรรยากาศชายทะเล หม่อมเจ้าการวิกทบทวนความจำในช่วง พ.ศ. 2471-2472 ว่า“ศาลพระภูมินี้ตอนแรกดูเหมือนมีโครงสร้างสถาปัตยกรรม แต่ยังไม่มีองค์พระภูมิ”

มีผู้เรียกขานนามศาลพระภูมิหลังนี้แตกต่างกันไป อาทิ ศาลพระชัยมงคล ศาลเจ้าแม่ทับทิม ศาลเจ้าแม่กัลยาเทวี ศาลพระนางสรัสวดี เป็นต้น จึงเห็นว่าควรสืบค้นที่มาแห่งองค์พระภูมิ เพื่อนำไปสู่การเรียกขานนามและการบูชาที่ถูกต้อง

มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับ ณ วังไกลกังวลเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2471 ทรงพระสุบินว่ามีหญิงผู้หนึ่งชื่อทับทิม เป็นเจ้าที่รักษาพื้นที่วังไกลกังวล ขอพระราชทานปวารณาจะปกป้องคุ้มครอง ทั้ง 2 พระองค์ให้ทรงพระเกษมสำราญตลอดไป

เรื่องนี้ถึงกับมีผู้พยายามผูกพันเข้ากับ “เจ้าแม่ทับทิม” ซึ่งหมายถึงเทพธิดาจุยโบยเบี้ยว ตามคติความเชื่อของจีนไหหลำ หรือที่ต่อมาขยายการสื่อความหมายไปสู่รูปเคารพอื่น ๆ ของชาวจีนด้วย อาทิ เทียนโฮ่ว หรือมาโจ๊ว เมื่อทูลถามเรื่องนี้ หม่อมเจ้าการวิกกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า “ไม่เคยได้ยิน”

การค้นคว้าเพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ได้พบหลักฐานที่สำคัญยืนยันว่า สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเป็นผู้ออกแบบองค์พระภูมินี้ ดังปรากฏหลักฐานในหนังสือที่ทรงมีถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเกี่ยวด้วยเรื่อง “บาตร” อันเชื่อมโยงถึงการออกแบบองค์พระภูมิ หรือที่ทรงเรียกว่า “เจว็ด”

มีตั้งใจจะกราบทูลทักอย่างหนึ่งแต่แล้วก็ลืม สิ่งที่จะกราบทูลทักนั้นคือบาตรแบน ทางเขาควรเป็นเช่นนั้นจึงสมกับที่ว่าเลย นึกถึงว่าได้เคยทำแบบเจว็ด พระภูมิสำหรับวังไกลกังวลไปให้เขาสลักหิน ทักเอาพระภูมิเป็นพระธรณีตามคำบูชาที่ว่า “โอมพระภูมะธรณี” จึงค้นตำราหาพระธรณี ได้ความว่าถือบาตรใส่อะไรต่ออะไร อันเป็นทรัพย์ในดิน สังเกตคำว่าบาตรดูเป็นภาชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นอะไรก็ได้ [2]

องค์พระภูมิรูปพระธรณีที่ประทับอยู่ในศาลพระภูมิปัจจุบันนี้แกะสลักงดงามบนแผ่นหินอ่อนสีขาว ขนาด 53.5 x 23.5 เซนติเมตร เป็นรูปเทพทรงยืนบนฐานรูปช้าง มี 4 กร กรหนึ่งถือดอกบัว อีก 3 กรถือภาชนะซึ่งน่าจะหมายถึง “บาตร” มีอักษรขอมโบราณจารึกอยู่เบื้องล่าง

ภุมฺมา อาคจฺฉรา เทวนราสาย อตารยา

เมตฺํ สมปฎฐฺเปตา นรินฺเท สห เทวิยา

แปลความว่า ภุมมเทวาเป็นนางฟ้าผู้มั่นคง ไม่หมุนไปตามความปรารถนา (โลภ) ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตั้งไว้อย่างสม่ำเสมอ แล้วซึ่งความเมตตาในพระราชาและพระเทวี

น่าสนใจว่าพระธรณีในที่นี้มิใช่พระธรณีบีบมวยผมดังที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่เป็นพระธรณีที่กรหนึ่งถือดอกบัว ส่วนอีก 3 กรถือสิ่งที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงกล่าวว่า“ถือบาตรใส่อะไรต่ออะไร อันเป็นทรัพย์ในดิน” เมื่อเปรียบเทียบรูปลักษณ์องค์นี้กับรูปเคารพในศาสนาฮินดูองค์อื่น ๆ ได้พบว่ามีความละม้ายเหมือนกับพระภูม หรือภูเทวี เทพีแห่งปฐพี

ซึ่งผาสุข อินทราวุธ บรรยายไว้ว่า“เมื่อประทับเดี่ยวจะมี 4 กร ถือภาชนะบรรจุเพชรพลอย ภาชนะบรรจุพืชผัก ภาชนะบรรจุว่านที่เป็นยา และดอกบัว ประทับนั่งบนหลังช้าง 4 เชือก จัดเป็นเทพแห่งปฐพีผู้ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่พืชพันธุ์ธัญญาหาร” [3]

คําว่า “ธรณี” หรือ “ปฐพี” ต่างมีความหมายถึง “แผ่นดิน” ส่วนข้อแตกต่างมีอยู่ว่า พระธรณีที่ทรงออกแบบไว้นี้ ทรงยืนบนฐานช้าง 3 เศียร แต่พระภูมหรือภูเทวีประทับบนช้าง 4 เชือก เหตุแห่งความ แตกต่างอาจเกิดจากการออกแบบศิลปกรรมให้งดงามเหมาะสมกับลักษณะสถาปัตยกรรมของศาลก็เป็นได้

นอกจากนั้น ความเชื่อทางศาสนาฮินดูยังมีข้อปลีกย่อยอีกหลายประการ อาทิ เทพีเมื่อทรงยืนเดี่ยวจะมี 4 กร ถ้าประทับเคียงข้างพระวิษณุจะมีเพียง 2 กร จะยืนหรือนั่งก็ได้ ดังนั้นเห็นว่าข้อแตกต่างนี้ไม่น่าจะมีความสำคัญมากนัก จึงมีความเห็นว่า องค์พระภูมิในสวนไกลกังวลคือ “พระธรณี” และน่าจะเป็นองค์เดียวกับพระภูมหรือภูเทวี เทพีแห่งปฐพีนั่นเอง

ในความพยายามสืบค้นถึงแหล่งผลิตศิลปกรรมองค์พระธรณีรูปนี้พบว่า หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ได้จัดส่ง “รูปพระภูมิหินอ่อนสีขาว 1 รูป” จากราชบัณฑิตยสภามายังวังไกลกังวล โดยฝากมากับนายยู่ซุน ผู้รับเหมารายหนึ่ง ภายหลังจากพระราชพิธีราชคฤหมงคลขึ้นพระตำหนักเปี่ยมสุข โดยได้รับหนังสือยืนยันตอบรับจากกองอำนวยการรักษาวังไกลกังวล เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2472 [4] ไม่พบหลักฐานงานสลักหินชิ้นนี้ในแผนกช่างหัตถศิลป์ของราชบัณฑิตยสภาแต่อย่างใด

แต่พบหลักฐานการจ่ายเงินค่า “พระภูมิหินอ่อน” จำนวน 2,200 ลีร์ ให้แก่ห้างโมรันดีและบัชซี ในประเทศอิตาลี ผ่านทางแบงก์เครดิโตอิตาเลียโน เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2472 [5] จึงสันนิษฐานว่าการแกะสลักองค์พระภูมิหรือพระธรณีตามแบบที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงออกแบบไว้นั้น น่าจะทำการแกะสลักที่ประเทศอิตาลี

ไม่พบหลักฐานว่ามีการทำบุญบวงสรวงหรือจัดพิธีประทับศาลหรือไม่ แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะยังไม่ได้จัดพิธีดังกล่าวในขณะนั้น เพราะประจวบกับเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี เสด็จประพาสชวา ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม ถึงวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2472 และมิได้เสด็จฯ มาประทับที่หัวหินจนเริ่มศักราชใหม่ ไม่มีบันทึกเรื่องนี้ไว้ในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] หจช. (4) ศธ.2.1.2.1.1/1 เรื่องการกะการสร้างวังใหม่ที่ตำบลหัวหินและสร้างสถานที่เพิ่มเติ่ม, พ.ศ. 2469-2470.

[2] สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. สาส์นสมเด็จ เล่มที่ 23. (กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา, 2504) หน้า 16-17.

[3] ผาสุข อินทราวุธ. รูปเคารพในศาสนาฮินดู. (กรุงเทพฯ : หอสมุดวังท่าพระ, พ.ศ. 2522) หน้า 68.

[4] หจช. ศธ.0701.7.3.1.2/26 เรื่องศิลปกรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา ส่งมอบตึกต่าง ๆ ให้พนักงานฝ่ายกระทรวงวังรับไปพิทักษ์รักษา, พ.ศ. 2471-2474

[5] หจช. (4) ศธ.2.1.2.1.1/4 เรื่องการซื้อเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งและสิ่งของต่าง ๆ สำหรับใช้ที่พระราชวังไกลกังวล, พ.ศ. 2469-2475.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาบางส่วนจากบท “ศาลพระภูมิในวังไกลกังวล” ในหนังสือ จดหมายเหตุวังไกลกังวลสมัยรัชกาลที่ 7 เขียนโดย แพทย์หญิงกรรณิการ์ ตันประเสริฐ (สำนักพิมพ์มติชน, 2552)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 ธันวาคม 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ศาลพระภูมิ” ในวังไกลกังวล เป็นเทพองค์ใด?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...