3 ทางเลือก ซื้อ RMF / SSF เท่าไหร่ดี ?
ทันข่าว Today
อัพเดต 30 ธ.ค. 2563 เวลา 00.00 น. • เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2563 เวลา 00.00 น. • ทันข่าว ChannelHighlight
ตัวช่วยดีดีที่จะช่วยวางแผนภาษีได้ คือ SSF และ RMF เพราะทั้ง
▪️ SSF หรือกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Saving Fund)
▪️ RMF กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund)
คือ กองทุนรวมชนิดที่มีเงื่อนไขพิเศษที่สามารถนำยอดเงินที่ซื้อไป เป็นค่าลดหย่อนภาษีได้
SSF และ RMF ต่างก็มีเงื่อนไขการซื้อขายและระยะเวลาการถือครองที่แตกต่างกัน ขอทบทวน แบบสั้นๆ ก็คือ
ระยะเวลาการถือครอง
▪️ SSF ต้องถือครองไม่น้อยกว่า 10 ปี (นับแบบวันชนวัน)
▪️ RMF นั้นต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี และสามารถขายได้ เมื่อผู้ซื้อมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี
ยอดที่ซื้อได้ต่อปี
▪️ SSF สามารถซื้อได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินในปีภาษีนั้น และสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี
▪️ RMF นั้น สามารถซื้อได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินในปีภาษีนั้น และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
ยอดซื้อ SSF เมื่อรวมกับ RMF และรวมกับยอดลงทุนกลุ่มเกษียณต่างๆ (เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ, กบข.) ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
แล้วจะซื้อ RMF / SSF เท่าไหร่ดี ถึงจะช่วยประหยัดภาษีแบบคุ้มๆ ?
ก่อนอื่นเราต้องสำรวจเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีต่อปีของเราก่อนว่าเป็นเท่าใด เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ แล้ว ยังเหลือเงินที่ต้องเสียภาษีอีกเท่าใด ?
และอยู่ในฐานภาษีไหน?
เพราะว่าจะได้ซื้อกองทุน SSF และ RMF เพื่อลดหย่อนภาษีได้อย่างเหมาะสม เพราะการซื้อ SSF และ RMF น้อยเกินไป จะทำให้ลดหย่อนภาษีได้ไม่เต็มที่
แต่หากซื้อมากเกินสิทธิ เงินส่วนที่เกินก็จะนามาใช้ลดหย่อนภาษีไม่ได้ แถมเงินส่วน ที่ซื้อเกินนี้ หากขายคืนและได้กำไร ยังต้องนากำไรไปรวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีด้วย
มารู้จักกับ 3 ทางเลือกในการคำนวณเงินที่สามารถลงทุนใน SSF และ RMF ได้อย่างคุ้มค่า คือ…
1. ซื้อตามฐานภาษีสูงสุด
2. ซื้อตามฐานภาษีสูงสุด + ส่วนเพิ่มที่จ่ายไหว
3. ซื้อสูงสุดตามสิทธิ
ซื้อตามฐานภาษีสูงสุด
วิธีนี้จะเป็นการซื้อ SSF และ/หรือ RMF ตามจำนวนเงินที่อยู่ในฐานภาษีสูงสุด
เพื่อลดฐานภาษีให้ลดลง
ขอยกตัวอย่างให้เข้าใจกันง่ายๆ
เราเงินเดือน 30,000 บาท ต่อเดือน
เท่ากับว่า ทั้งปี เราจะมีเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี 360,000 บาท โดยประมาณ ▪️เมื่อหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท
▪️ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
▪️ และประกันสังคม 9,000 บาทออกไป
จะเหลือเงินได้สุทธิที่ต้องมาคำนวณภาษี 191,000 บาท
โดยเงินได้ 150,000 บาทแรกจะได้รับยกเว้นภาษี !!
เหลือเงินได้ที่นำมาคำนวณภาษีจริงๆ เพียง 41,000 บาทเท่านั้น ตามตารางนี้เลย
ซึ่งอยู่บนฐานภาษี 5% คิดเป็นเงินภาษีที่ต้องจ่าย 2,050 บาท (41,000*5%)
ถ้าเราใช้ทางเลือกซื้อ RMF และ/หรือ SSF ตามฐานภาษีสูงสุด ด้วยวงเงิน ก็คือ 41,000 บาท
ก็จำให้ฐานภาษีลดลง จากเดิม 5% เป็น 0% เท่ากับว่า เราไม่ต้องเสียภาษีเลย (ประหยัดภาษีไป 2,050 บาท)
แต่ถ้าเงินเดือนสูงขึ้น และอยากจะซื้อบางส่วน RMF และ/หรือ SSF เพราะเงินในกระเป๋ามีจำกัด !!
คือ ทางเลือกที่ 2 ซื้อตามฐานภาษีสูงสุด + ส่วนเพิ่มที่จ่ายไหว
เรามีตัวอย่าง เพื่อให้เห็นภาพ
เราเงินเดือน 100,000 บาท ต่อเดือน !!
เท่ากับว่า ทั้งปี เราจะมีเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี 1,200,000 บาท โดยประมาณ ▪️เมื่อหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท
▪️ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
▪️ และประกันสังคม 9,000 บาทออกไป
จะเหลือเงินได้สุทธิที่ต้องมาคำนวณภาษี 1,031,000 บาท
ซึ่งอยู่ในฐานภาษี 25% คิดเป็นเงินภาษีที่ต้องจ่ายทั้งสิ้น 122,750 บาท
บาท ตามตารางนี้เลย
เนื่องจากเงินในกระเป๋ามีจำกัด อยากจะซื้อบางส่วน เช่น ซื้อทั้ง SSF และ RMF รวมกัน 150,000 บาท
เงินได้สุทธิที่นำมาคิดภาษีจะลดลง จาก 1,031,000 บาท เหลือ 881,000 บาท (1,031,000 – 150,000) และฐานภาษีลดลง จากเดิม 25% เป็น 20% ซึ่งจะช่วยประหยัด ภาษีได้ 31,550 บาท (122,750 – 91,200)
หรือใครที่คิดจะซื้อแบบจัดเต็ม ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างคุ้มค่าที่สุด
ด้วยการซื้อ SSF และ/หรือ RMF แบบสูงสุดตามสิทธิ ซื้อ SSF และ RMF รวมกัน 500,000 บาท
เงินได้สุทธิที่ต้องเอามาคิดภาษีจะลดลง จาก 1,031,000 บาท เหลือ 531,000 บาท (1,031,000 – 500,000) และฐานภาษีลดลง จากเดิม 25% เป็น 15% ซึ่งจะช่วยประหยัด ภาษีได้ถึง 90,600 บาทเลยทีเดียว (122,750 – 32,150)
สุดท้ายแล้ว จะเลือกลงทุนเท่าไหร่ สุดท้ายแล้วก็ต้องดูเงินในกระเป๋าเราเป็นสำคัญ!!