โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คปภ.ปรับเกณฑ์เงินกู้กรมธรรม์ หนุนประกันเติมสภาพคล่องลูกค้าอ่วมไวรัส

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 เม.ย. 2563 เวลา 01.15 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. 2563 เวลา 12.04 น.

คปภ.ขอความร่วมมือบริษัทประกันชีวิตช่วยสภาพคล่องลูกค้าเดือดร้อนจากผลกระทบโควิด-19 ปรับเพิ่มเพดานปล่อยกู้มากกว่า 80% ของมูลค่าเงินสดตามกรมธรรม์ รวมถึงลดดอกเบี้ย จากเดิมคิดบวกเพิ่ม 2% จากดอกเบี้ยจ่ายผู้เอาประกันตก 6-7% ชี้ไม่บังคับขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ฟากธุรกิจประกันคิดหนัก หวั่นกระทบสภาพคล่องบริษัท เหตุเพิ่งมีมาตรการยืดเวลาชำระเบี้ยช่วยลูกค้าไป ขณะที่เปิดตัวเลขย้อนหลัง 5 ปี บริษัทประกันโกยรายได้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพิ่มขึ้น 9-12% ต่อปี ฟาก “ฟิลลิปประกันชีวิต” ปล่อยกู้ผ่านแอปพุ่ง 1 ล้านบาทต่อวัน

นายอาภากร ปานเลิศ ผู้ช่วยเลขาธิการสายกำกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า คปภ.ได้ขอความร่วมมือบริษัทประกันชีวิตให้พิจารณาปรับเพิ่ม “เพดานขั้นสูง” ของเงินกู้ยืมตามกรมธรรม์ จากปัจจุบันลูกค้า (ผู้เอาประกัน) จะสามารถกู้ยืมได้ไม่เกิน 80% ของมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ โดยกรมธรรม์ต้องชำระเบี้ยมาอย่างน้อย 2 ปี จึงจะขอกู้ได้ นอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือให้พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยทบต้นที่กำหนดไว้ในสัญญากรมธรรม์ จากเดิมที่จะบวกเพิ่ม 2% จากดอกเบี้ยจ่ายให้ผู้เอาประกัน ซึ่งทำให้ดอกเบี้ยที่คิดจากลูกค้าตก 6-8% ต่อปี ทั้งนี้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้าที่ต้องการสภาพคล่องช่วงนี้อีกด้วย

“2 มาตรการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งในมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่จะไม่ใช่มาตรการบังคับ โดยให้แต่ละบริษัทใช้ดุลพินิจของตัวเอง ซึ่งเชื่อว่าหากมีบริษัทใดเข้าไปช่วยเหลือ ลูกค้าก็จะมีลูกค้าอีกบริษัทเรียกร้องให้ทำตาม และจะเกิดภาพการแข่งขันตามมา” นายอาภากรกล่าว

นายนิติพงษ์ ปรัชญานิมิต ประธานอนุกรรมการคณิตศาสตร์ประกันภัย สมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องรอดูแต่ละบริษัทประกาศออกมา เนื่องจากขึ้นกับความสมัครใจ อย่างไรก็ดี เนื่องจากก่อนหน้านี้ บริษัทประกันได้มีมาตรการยืดชำระเบี้ยไป ซึ่งอาจทำให้กระแสเงินเข้าบริษัทลดน้อยกว่าเดิมมาก ขณะที่เงินครบกำหนดต่าง ๆ ยังต้องจ่ายตามปกติ ทำให้แต่ละบริษัทอาจมีความกังวลเรื่องสภาพคล่องของบริษัท

แหล่งข่าววงการประกันชีวิต กล่าวว่า ปัจจุบันเงินกู้ยืมตามกรมธรรม์ ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าในกรณีเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายมากนัก เนื่องจากเป็นบริการเงินกู้ฉุกเฉินที่ให้เฉพาะลูกค้าประกันเท่านั้น ซึ่งลูกค้าสามารถใช้กรมธรรม์เป็นหลักประกันกู้ยืมเงินได้ โดยไม่ต้องหาหลักทรัพย์อื่นมาค้ำ และบริษัทประกันจะคิดอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำ เฉลี่ยอยู่ที่ 6-8% ต่อปี หรือ 0.5-0.66% ต่อเดือน เนื่องจากเป็นการกู้เงินจากเงินของตัวเอง

“ถ้าเทียบกับการกู้สถาบันการเงินอื่น ๆ เงินกู้กรมธรรม์จะมีความคล่องตัวกว่า แถมยังได้รับความคุ้มครองด้วย เพียงแต่วงเงินอาจจะไม่มากขึ้นอยู่กับมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์” แหล่งข่าวกล่าว

โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ คปภ. ระบุว่า รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมโดยมีกรมธรรม์เป็นประกัน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2558-2562) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 9-12% ต่อปี (ดูกราฟิก) โดยบริษัทประกันชีวิต ที่ให้เงินกู้ไปมากที่สุด 5 อันดับแรก (ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2562) ได้แก่ 1.บริษัท เอไอเอ ประเทศไทย (AIA) 31,880 ล้านบาท 2.บมจ.ไทยประกันชีวิต 26,459 ล้านบาท 3.บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต 22,410 ล้านบาท 4.บมจ.ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต 20,244 ล้านบาท และ 5.บมจ.กรุงไทยแอกซ่าประกันชีวิต 12,362 ล้านบาท

แหล่งข่าวกล่าวว่า รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมที่ขยายตัวขึ้นทุกปีนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการเติบโตของสัดส่วนการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิต ขณะเดียวกันอาจสะท้อนภาพเศรษฐกิจขาลง เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจดี รายได้ดอกเบี้ยส่วนนี้จะไม่ค่อยโต

“ถ้าสังเกตให้ดีช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีสัญญาณว่าการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตตกต่ำลง เนื่องจากเกิดเหตุการณ์หลายอย่างขึ้น ทำให้เศรษฐกิจแย่ และปีนี้ประเมินยอดธุรกรรมดังกล่าวน่าจะเพิ่มมากขึ้นแน่ ๆ เพราะคนตกงานเยอะ ดีไม่ดีอาจจะปิดกรมธรรม์ ใครพอมีกำลังซื้ออยู่บ้าง แต่ถูกลดรายได้ลงมาก็อาจจะมาขอกู้ยืมเงิน ซึ่งคาดว่าช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้ เบี้ยประกันชีวิตรับรวมทั้งระบบ น่าจะดิ่งลงแน่นอน” แหล่งข่าวกล่าว

นายชวลิต ทองรมย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส-ฝ่ายขาย และประธานเจ้าหน้าที่สายงานตัวแทน (CAO) บมจ.ฟิลลิปประกันชีวิต กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทให้ลูกค้าขอกู้เงินตามกรมธรรม์ ผ่านแอปพลิเคชั่น e-Loan ได้สูงสุดถึง 1 ล้านบาทต่อวัน โดย 70% เป็นลูกค้าทั่วไป และอีก 30% เป็นลูกค้าสินทรัพย์สูง (จ่ายเบี้ยประกันหลักแสนบาทต่อปี)

“การสนับสนุนการกู้เงินตามกรมธรรม์ เพื่อต่อสู้กับวงจรเงินกู้นอกระบบ อาจจะค้านกับความเชื่อเดิม ๆ ที่ต้องการสนับสนุนให้คนสะสมเงินออมมากกว่าถอนออกมาใช้ แต่กรณีนี้จุดประสงค์หลัก มองว่าเป็นเงินฉุกเฉินสำหรับคนที่มีวินัยการออม ถ้าเขามีความจำเป็นต้องนำเงินก้อนนี้ไปใช้ก่อน เชื่อว่าคนกลุ่มนี้จะไม่ปล่อยให้กรมธรรม์ขาดอายุ” นายชวลิตกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...