โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลูกหนี้มีทางออก รวมมาตรการช่วยเหลือจากสถาบันการเงินในสถานการณ์โควิด-19

Dharmniti

อัพเดต 22 พ.ค. 2563 เวลา 17.56 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2563 เวลา 17.56 น.

เมื่อโควิด-19 ยังคงมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและส่งผลกระทบกับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกอาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการลดภาระหนี้ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับประชาชนกลุ่มลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ ให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้ด้วยดี

สรุป 2 มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากสถาบันการเงิน

1. มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย

ลูกหนี้รายย่อย คือ ลูกหนี้ที่กู้ยืมเงินเพื่อการอุปโภคบริโภค เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์
เพื่อลดภาระทางการเงินให้กับลูกหนี้กลุ่มนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จึงมีมาตรการช่วยเหลือออกมาโดยเน้นด้านสภาพคล่องทางการเงิน และการเร่งปรับโครงสร้างหนี้
มาตรการที่ออกมาเพื่อรองรับการช่วยเหลือนี้จะเป็นแนวทางที่ทำให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็ว เรียกว่าความช่วยเหลือขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล เช่าซื้อ ลีสซิ่ง สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อธุรกิจ SMEs ซึ่งยังไม่เป็นหนี้ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน (ยังไม่เป็น NPL หรือ หนี้เสีย)
1.1 การสร้างสภาพคล่องทางการเงิน

ความช่วยเหลือขั้นต่ำ

โดยแบ่งประเภทความช่วยเหลือตามรายละเอียดในตาราง

แนวทางจัดการหนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อย

เพื่อรักษาสถานะการชำระหนี้ให้เป็นปกติในช่วงวิกฤติ ลูกหนี้รายย่อยมีทางเลือกในการชำระหนี้ 2 แนวทางคือ
• การชำระหนี้ตามกำหนด
สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติแต่ยังสามารถแบ่งเงินชำระหนี้ได้ควรชำระให้ตรงกำหนดตามปกติ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่ยังเดินอยู่ และเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้รายอื่นทางอ้อมเพราะสถาบันการเงินมีสภาพคล่องดี
• การเลื่อนกำหนดชำระหนี้
ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้รายได้ลดหรือขาดรายได้ สามารถติดต่อสถาบันการเงินแจ้งการขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายได้ในระยะสั้น แต่ยังมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยเดินอยู่ หากวิกฤติผ่านพ้น หรือครบระยะเวลาเลื่อนชำระหนี้แล้วจะกลับมาชำระดังเดิม
1.2 การปรับโครงสร้างหนี้
การปรับโครงสร้างหนี้ คือ จากการเจรจาระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้กรณีที่มีการจ่ายชำระเงินไม่ไหว โดยอาจมีการทำสัญญาขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ ลดจำนวนยอดผ่อน หรือลดอัตราดอกเบี้ยให้น้อยลงชั่วคราว เพื่อลดโอกาสที่ลูกหนี้ดีจะกลายเป็นลูกหนี้เสีย
แนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ในสถานการณ์โควิด-19 ลูกหนี้สามารถเลือกดำเนินการได้ 3 แนวทาง คือ

1.2.1 กลุ่มปรับโครงสร้างหนี้แบบป้องกัน

ลักษณะ
• ลูกหนี้ที่มีประวัติการผ่อนชำระดีมาโดยตลอด แต่เพราะเหตุการณ์วิกฤติทำให้รายได้ขาดหายไปชั่วคราว
• ยังมีศักยภาพในการผ่อนชำระ และมีโอกาสที่จะกลับมาสร้างรายได้ตามปกติเมื่อวิกฤติผ่านพ้นไป
• การปรับโครงสร้างกลุ่มนี้จะยังถือเป็นหนี้ปกติ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีประกาศรองรับ
แนวทางแก้ไข
• ควรรีบติดต่อขอเจรจากับเจ้าหนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อหาแนวทางปรับโครงสร้างหนี้

1.2.2 กลุ่มที่เป็นหนี้เสียอยู่แล้ว

ลักษณะ
• กลุ่มลูกหนี้ที่ค้างชำระเกิน 3 งวดแล้ว และถือเป็น NPL (หนี้เสีย) ก่อนการเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้
• กลุ่มนี้เรียกว่า ปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา ซึ่งทางเลือกจะมีไม่มากเพราะไม่ต้องการถูกดำเนินคดี
แนวทางแก้ไข
• ควรรีบเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้ หรือ ติดต่อเจ้าหนี้เพื่อเจรจาแนวทางออก

1.2.3 กลุ่มที่เจอเหตุการณ์หนักมาก

ลักษณะ
• ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบแล้วรายได้หายไปหมด (income shock) แต่ยังมีหนี้ต้องผ่อนชำระรอบด้าน เช่น บ้าน รถ บัตรเครดิต
แนวทางแก้ไข
• ควรรีบขอพักชำระหนี้ คือแขวนต้นเงิน และดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายไว้ก่อน
• หากยังมีกำลังอาจจ่ายดอกเบี้ยนิดๆ หน่อยๆ เรียกว่าพักชำระหนี้ และในประวัติการชำระหนี้จะขึ้นสถานะ อยู่ระหว่างการพักชำระหนี้ หากสามารถชำระได้เมื่อไรก็จะกลับมาเป็นปกติ
2. มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ SMEs

SMEs (Small and Medium Enterprise) คือ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพราะเป็นแหล่งจ้างงาน การกระจายรายได้จากผู้ประกอบกิจการสู่ประชาชน ดังนั้นหากธุรกิจ SMEs ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติ แน่นอนว่าจะกลายเป็นห่วงโซ่ที่เชื่อมโยงความเดือดร้อนสู่ประชาชนกลุ่มลูกจ้างอย่างแน่นอน
เพื่อให้ธุรกิจยังอยู่ได้ และการจ้างงานยังคงดำเนินต่อไป ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีมาตรการออกมาช่วยเหลือเพื่อให้เกิดสภาพคล่องทางการเงินดังนี้คือ
1. มาตรการเลื่อนกำหนดชำระหนี้
มาตรการที่ให้ความช่วยเหลือสำหรับเจ้าของธุรกิจ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท (สำหรับแต่ละสถาบันการเงิน) ซึ่งอาจได้รับสิทธิ์เลื่อนจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยนาน 6 เดือน โดยดอกเบี้ยที่พักชำระไว้อาจทยอยจ่ายในงวดที่เหลือหรือเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างลูกหนี้กับสถาบันการเงิน

คุณสมบัติผู้รับสิทธิ์ตามมาตรการเลื่อนกำหนดชำระหนี้

• เป็นผู้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย
• ไม่เป็น NPL (หนี้เสีย) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562
• มีวงเงินสินเชื่อเพื่อธุรกิจ (O/D, working cap, term loan, trade finance) รวมทั้งกลุ่มธุรกิจกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 100 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562
• หากธุรกิจมีวงเงินกู้อยู่มากกว่า 1 สถาบันการเงิน จะได้รับสิทธิ์นี้สำหรับทุกสถาบันการเงินที่มีวงเงินกู้รวมไม่เกิน 100 ล้านบาท

สิทธิ์ที่จะได้รับตามมาตรการเลื่อนกำหนดชำระหนี้

• เลื่อนการชำระหนี้ (เงินต้นและดอกเบี้ย) ภายในช่วง 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน - 22 ตุลาคม 2563
• การเลื่อนกำหนดชำระหนี้จะไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้ และไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต

ข้อควรปฏิบัติระหว่างการเลื่อนกำหนดชำระหนี้

• ควรรีบดำเนินการเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน
• ตกลงรูปแบบการจ่ายชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ยที่เลื่อนชำระไว้ โดยสามารถเลือกแนวทางการชำระคืน 4 แนวทางคือ
- เฉลี่ยเงินต้นและดอกเบี้ยไปเรียกเก็บตามงวดชำระหนี้ที่เหลือของสัญญา
- เฉลี่ยเงินต้นและดอกเบี้ยไปเรียกเก็บในงวดท้ายๆ ของสัญญา
- เรียกเก็บเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดในงวดสุดท้ายของสัญญา
- ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ตามสัญญาออกไป
สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติ แต่ยังสามารถแบ่งเงินชำระหนี้ได้ควรชำระให้ตรงกำหนดตามปกติ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่ยังเดินอยู่ และเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายอื่นทางอ้อมเพราะสถาบันการเงินมีสภาพคล่องดี
2. มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ของธนาคารแห่งประเทศไทย
มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท (สำหรับแต่ละสถาบันการเงิน) ซึ่งอาจได้รับ soft loan โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำชับให้สถาบันการเงินกระจายเงินสินเชื่อนี้อย่างทั่วถึง และมีประกาศกำหนดให้สถาบันการเงินห้ามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ขอสินเชื่อในกรณีนี้ด้วย

คุณสมบัติผู้รับสิทธิ์ตามมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

• เป็นผู้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย
• ไม่จดทะเบียนในตลาดหุ้น และไม่ประกอบธุรกิจทางการเงิน
• ไม่เป็น NPL (หนี้เสีย) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562
• มีวงเงินสินเชื่อเพื่อธุรกิจ (O/D, working cap, term loan, trade finance) รวมทั้งกลุ่มธุรกิจกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562
• ถ้าธุรกิจมีวงเงินกู้อยู่มากกว่า 1 สถาบันการเงิน ก็จะได้รับสิทธิ์นี้สำหรับแต่ละสถาบันการเงินที่มีวงเงินกู้รวมไม่เกิน 500 ล้านบาท

สิทธิ์ที่จะได้รับตามมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

• สินเชื่อ soft loan วงเงินไม่เกิน 20% ของยอดสินเชื่อคงค้าง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562
• อัตราดอกเบี้ย ไม่เกิน 2% ต่อปี นาน 2 ปี โดยคิดตามวงเงินที่เบิกใช้จริง
• ไม่เสียดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก จ่ายคืนเฉพาะเงินต้น
• ไม่เสียค่าธรรมเนียมทุกประเภท
• รัฐบาลค้ำประกันสินเชื่อให้ 70% ในกรณีที่มีวงเงิน ณ 31 ธันวาคม 2562 ไม่เกิน 50 ล้านบาท หรือ 60% ในกรณีที่มีวงเงินเดิมเกิน 50 ล้านบาท
• ในบางกรณี สถาบันการเงินอาจพิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเอง (วงเงินเกินกว่ายอดสินเชื่อคงค้างตามสิทธิ์) และมีการกำหนดเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป
เป็นอีกทางเลือกสำหรับกลุ่มลูกหนี้รายย่อย และ SMEs ที่จะประคองภาวะทางการเงิน พร้อมรักษาสถานะลูกหนี้ปกติไว้เพื่อไม่ให้เสียเครดิต เพื่อให้ก้าวผ่านพ้นช่วงวิกฤตินี้ไปได้
ข้อมูลอ้างอิง
www.bot.or.th
www.ncb.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...