โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้นเล็ก VS หุ้นใหญ่ ควรเลือกซื้อหุ้นประเภทไหน ?

Stock2morrow

อัพเดต 05 พ.ค. 2560 เวลา 03.05 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2560 เวลา 07.42 น. • Stock2morrow
หุ้นเล็ก VS หุ้นใหญ่ ควรเลือกซื้อหุ้นประเภทไหน ?

คำถามที่ยังค้างคาใจอยู่ในใจของนักลงทุนจำนวนมาก คือ ระหว่างการลงทุนในหุ้นเล็ก และหุ้นใหญ่ หุ้นแบบไหนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่ากัน ยังคงเป็นคำถามอยู่จนถึงทุกวันนี้ พอดีผมได้เจอกับบทความจากต่างประเทศน่าสนใจอยู่บนหนึ่งว่า นักลงทุนควรจะลงทุนในหุ้นเล็ก หรือหุ้นใหญ่ดี และแบบไหนให้ผลตอบแทนมากกว่ากัน เราจะมาเจาะลึกกันครับ….

สำหรับนิยามของหุ้นใหญ่ (Big Cap.) ทางเว็บไซด์ของ morningstar ได้นิยามเอาไว้ว่า "บริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากกว่าหมื่นล้านเหรียญ" อย่างไรก็ตาม การนิยามความหมายของหุ้นใหญ่ของแต่ละคนก็ย่อมแตกต่างกันออกไป เช่น บางคนอาจจะบอกว่าหุ้นใหญ่ คือหุ้นที่มีพื้นฐานดี มีฐานะทางการเงินมั่นคง หรือเป็นหุ้นที่มีอิทธิพลกับตลาดค่อนข้างสูง ถ้าเทียบกับบ้านเราก็อย่างเช่น PTT หรือ SCC ที่มีอิทธิพลต่อการแกว่งตัวของดัชนี

สำหรับนิยามของหุ้นเล็ก หรือ Small Cap. ได้มีการนิยามเอาไว้ว่า หุ้นที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap.) ประมาณ 400 ล้านเหรียญ จนถึง 2 พันล้านเหรียญ ซึ่งจุดสังเกตของหุ้นขนาดเล็ก คือ จะมีหุ้นสามัญ มาซื้อขายในตลาดเป็นจำนวนมาก พื้นฐานของบริษัทก็ยังไม่มีอะไรโดดเด่น และไม่มีอิทธิพลกับการแกว่งตัวของดัชนีมากนัก

อย่างไรก็ตาม ลักษณะทางกายภาพของหุ้นแต่ละตัวก็มีความแตกต่างกันไป เราจะมาวิเคราะห์กันครับว่ามีอะไรบ้าง

หุ้นขนาดใหญ่

นักลงทุนสามารถชี้ชัดได้เลยว่า ถ้าอยากลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เราสามารถหาหุ้นเหล่านี้ได้ใน SET50 หรือ SET100 ซึ่งตลาดหลักทรัพย์คัดเลือกมาให้เราแล้วว่าเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี หุ้นขนาดใหญ่ และจ่ายปันผล

 

หุ้นขนาดใหญ่ คือ หุ้นที่มี Market Cap. หรือ บริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากกว่าหมื่นล้านเหรียญ
(ที่มาภาพ : Investopedia)

 

หุ้นใหญ่ มักจะเป็นหุ้นที่มีการทำธุรกิจอยู่ในต่างประเทศ มีความพยายามอย่างแรงกล้าที่จะขยายธุรกิจไปต่างประเทศให้ได้ และมักจะมีภาพลักษณ์หรือแบรนด์ที่ติดตาคนในประเทศ เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว อีกทั้งในตลาดหุ้นก็เป็นที่จับตาของเหล่ากองทุนขนาดใหญ่ บรรดานักวิเคราะห์ รวมถึงนักลงทุนรายย่อยก็ให้ความสนใจอีกด้วย

โดยส่วนใหญ่แล้ว หุ้นขนาดใหญ่มักจะมีการเติบโตที่ต่ำมาก เป็นเพราะว่าฐานรายได้ของบริษัทที่ใหญ่อยู่แล้ว การขยายการเติบโตให้มากขึ้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง และสิ่งนี้เองก็เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ราคาหุ้นของหุ้นใหญ่ไม่ผันผวนมากนัก มักจะล้อไปตามตลาดหรือดัชนีมากกว่า ด้วยความไม่หวือหวา มักจะไม่เป็นที่นิยมสำหรับนักเก็งกำไรส่วนต่าง โบรคเกอร์ที่เก็งกำไรระยะสั้น ดังนั้นนักลงทุนที่พร้อมใจซื้อหุ้นเหล่านี้ ต้องทำใจระดับหนึ่งว่าจะไม่ได้เห็นกำไรในระยะสั้น หรือถ้าเห็นก็คงจะน้อยนิด เพราะเป็นหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ

แต่จุดที่น่าสนใจสำหรับหุ้นใหญ่แล้ว คงเป็นเรื่องของการจ่ายปันผลมากกว่า หุ้นใหญ่ที่มีพื้นฐานดีมักจะมีการจ่ายปันผลที่ดี และต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

Mark Niznik ผู้จัดการกองทุน  Artemis UK Smaller Companies Fund ได้ให้ความเห็นว่า "หุ้นใหญ่เป็นหุ้นที่ซื้อขายกันในราคาที่สมเหตุสมผลในตัวของมันอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ยากถ้าเราจะพยายามซื้อมันในราคาที่มีส่วนลด หรือถ้าอยู่ดีๆ มันถูกซื้อขายในราคาที่มีส่วนลดมากๆแล้วแสดงว่ามันมีบางอย่างผิดปกติในตัวพื้นฐานของมัน"

"ตลาดหุ้น จะให้ราคาที่สมเหตุสมผลกับหุ้นขนาดใหญ่อยู่แล้ว ดังนั้นมันจึงเหมาะแก่การลงทุนมากกว่าหวังส่วนต่างราคา และคุณก็ไม่ควรหวังหุ้นเด้งจากหุ้นเหล่านี้"  Mark Niznik กล่าว

จากการศึกษาอย่างยาวนาน โดยใช้ตลาด S&P 500 เป็นตัววัด ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้จัดการกองทุนที่ลงทุนในหุ้นใหญ่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถเอาชนะตลาดหุ้น S&P 500 ได้

หุ้นขนาดเล็ก
"ความสวยงามของหุ้นเล็ก คือ จะสร้างผลตอบแทนเป็นเด้งๆให้กับนักลงทุน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะได้มัน" นี้เป็นหลักคิดของหุ้นเล็ก คือ มีทั้งความสวยงาม และอันตรายอยู่ในเวลาเดียว

ทำไมเราถึงบอกว่ามีอันตราย เพราะหุ้นขนาดเล็กป็นหุ้นที่มีความผันผวนสูงมาก สามารถขึ้นลงเป็น 10% ได้ภายในวันเดียว ดังนั้นด้วยความผันผวน จะต้องมีคนที่ขาดทุน และคนที่กำไร

 

หุ้นเล็ก ให้ผลตอบแทนที่มากกว่าหุ้นใหญ่ แต่ความผันผวนก็มากตาม ดังคำกล่าวที่ว่า "More risk more reward"
(ที่มาภาพ : keystocks.com)

Gordon Rose ฝ่ายวิจัยของบริษัท Morningstar analyst ได้ให้ความเห็นว่า "หุ้นเล็ก เป็นที่รู้จักกันดีว่าสร้างผลตอบแทนที่สูงมากให้กับนักลงทุน แต่ข้อเสียของมันคือ ความผันผวนที่มากตามนั้นเอง .. สำหรับหุ้นใหญ่แล้ว เราคิดว่าถ้าเราซื้อราคาที่เหมาะสม มันก็อาจจะลงได้อีก 5-10% แต่สำหรับหุ้นเล็กแล้ว เราคิดว่าเราซื้อที่ราคาถูกมาก ซื้อราคามีส่วนลดแล้วอาจจะมีถูกและลดยิ่งกว่า 50-70% ได้เลยทีเดียว"

หุ้นเล็ก มักไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก นักวิเคราะห์ไม่สนใจ บทวิเคราะห์ที่หาอ่านในอินเตอร์เน็ตก็มีไม่มากนัก แต่หุ้นเหล่านี้กลับเป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูงมากอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อบริษัทเติบโตก็จะส่งผลให้ราคาหุ้นขึ้นดีมาก (เพราะนักลงทุนหน้าใหม่ต่างก็เข้ามาซื้อและหวังว่ามันจะเติบโตแรงขึ้นได้มากกว่านี้อีก) การประเมินมูลค่าหุ้นแบบดั้งเดิมไม่สามารถใช้ได้กับหุ้นกลุ่มเหล่านี้ เช่น การวิเคราะห์ค่า P/E Ratio หรือ P/BV Ratio ที่มีค่าสูงมากซึ่งไม่เหมาะแก่การลงทุน แต่หุ้นเหล่านี้กลับวิ่งต่อไปได้อีก

Mark Niznik ให้ความเห็นว่า หุ้นเล็กมีความเสี่ยงที่สูง ดังนั้นนักลงทุนไม่ควรซื้อมันเพียงแค่ 2-3 ตัว แต่หุ้นเล็กควรเป็นการลงทุน"ทางเลือก" เพื่อเป็นการจัดสรรการลงทุนที่เหมาะสมเท่านั้น

"ถึงแม้ว่าหุ้นเล็กจะสร้างผลตอบแทนที่งดงาม แต่มันกลับจ่ายปันผลออกมาน้อยมากหรือแทบจะไม่จ่ายเลย และกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือ บริษัทสามารถล้มละลายได้ง่ายกว่า ถ้าคุณเป็นนักลงทุนประเภทกล้าได้กล้าเสีย คุณก็พร้อมที่จะเสียเงินก้อนนี้พอๆกับที่จะได้รับมัน" Mark Niznik กล่าวทิ้งท้าย

แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป…. ?
จากการเก็บข้อมูลต้ังแต่ปี 1930 จนถึงปี 2013 โดยใช้ข้อมูล 4 ชุด คือ ดัชนี S&P 500  Index กองทุนที่ลงทุนแต่หุ้นใหญ่ ดัชนีหุ้นกลุ่มเล็ก (Small-Cap) และกองทุนที่ลงทุนแต่หุ้นเล็ก ผลตอบแทนจะเป็นอย่างไรบ้างโดยใช้การทบต้นตลอด 10 ปี เป็นการเปรียบเทียบ

 

รวมเงินปันผลแล้ว และเงินปันผลที่ได้ก็นำมาลงทุนซื้อหุ้นต่อ 
(ที่มา : Dimensional Fund Advisors.)
 
 

เมื่อดูจากตารางข้างต้น ผมสามารถสรุปเป็นแนวคิดสรุปได้ 6 ข้อ ดังนี้ครับ

- มันเห็นได้ชัดเลยว่า ถ้าเราวัดผลระยะยาวในช่วง 10 ปี ตลาดหุ้นจะเป็นขาขึ้น และให้ผลตอบแทนเป็นบวกแม้ว่าจะผ่านสภาวะตลาดหมีมาหลายต่อหลายครั้ง สุดท้ายแล้วมันก็จะเป็นบวก

- ตลาดหุ้นจะมีช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์อยู่ทศวรรต นักลงทุนส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในยุค 1990 - 1999 ซึ่งหุ้นจะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก (ผลตอบแทนประมาณ 15-18%) แต่จากสถิติที่เก็บชี้ให้เราเห็นว่า นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในยุค 90 ส่วนใหญ่แล้วมักจะผ่านยุค 80 มาด้วย (ซึ่งให้ผลตอบแทนมากกว่าประมาณ 16-21%) นั้นแสดงให้เห็นว่า ถ้าเราอยากจะมั่งคั่งในตลาดหุ้น การลงทุนระยะเวลาที่ยาวนานพอเป็นปัจจัยสำคัญ ..

- มันเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะชี้ชัดว่าสินทรัพย์ประเภทไหนให้ผลตอบแทนที่มากกว่า หรือหุ้นประเภทไหนกำลังจะเป็นดาวรุ่งในปีหน้า เช่น คุณลงทุนหุ้นเล็กในปี 60-69 ได้ผลตอบแทนที่ดีมาก แต่พอมายุค 70 ผลตอบแทนที่คุณได้กลับสู้การลงทุนในหุ้นใหญ่และรับปันผลไม่ได้

- อย่างไรก็ตาม ถ้าเราจะสร้างผลตอบแทนที่งดงาม เราก็หนีไม่พ้นหุ้นขนาดเล็กอยู่ดี

- การศึกษาของเราชี้ชัดว่า ในยุค 30 - 39 ตลาดหุ้นสร้างผลตอบแทนติดลบ แต่พอมาหลังจากนั้นก็สร้างผลตอบแทนเป็นบวกตลอดมา เป็นเพราะว่าผู้ลงทุนมีความรู้มากขึ้น มีการกระจายความเสี่ยง มีความรู้ มีผู้จัดการกองทุนที่ลงทุนเต็มเวลาและพร้อมจะซื้อเมื่อเจอหุ้นถูกๆ แสดงให้เห็นว่าความรู้เป็นสิ่งสำคัญในการลงทุนในหุ้นอย่างแน่นอน

- การลงทุนตลอด 80 ปี "การเอาชนะตลาด" เป็นเรื่องที่"ง่ายมากๆ" เพียงแค่คุณซื้อทั้งดัชนี S&P 500 และนอนอยู่ที่บ้าน คุณจะได้ผลตอบแทนปีละ 9.7% เหนือกว่าผู้จัดการกองทุนและกองทุน Hedge Fund อีกหลายๆกอง

แล้วเราจะลงทุนสินทรัพย์ประเภทไหน .. ?

มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า กองทุนที่ลงทุนในหุ้นใหญ่มีความเสี่ยงมากกว่า S&P 500 แต่เราก็จะสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า ดัชนีหุ้นเล็กมีความเสี่ยงกว่ากองทุนหุ้นใหญ่ แต่เราก็จะสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าคนที่ถือกองทุนหุ้นใหญ่ กองทุนหุ้นขนาดเล็กมีความเสี่ยงมากที่สุด แต่พวกเขาก็สร้างผลตอบแทนได้มากที่สุด ดังนั้นถ้าใครมาบอกคุณว่า การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงและไม่มีความเสี่ยง หรือมีความเสี่ยงน้อยมาก คุณก็ไม่ควรที่จะหลงเชื่อพวกเขา เพราะผลตอบแทนยิ่งมาก มันจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากตามด้วยเช่นกัน

ดังนั้น นักลงทุนท่านใดอยากได้ผลตอบแทนมาก ควรจะลงทุนในหุ้นเล็ก แต่คุณก็ต้องรับความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน  ในขณะเดียวกัน นักลงทุนที่ไม่มีความรู้ทางการลงทุน ให้ซื้อกองทุนอิงดัชนีจะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่ามาก เพราะความเสี่ยงน้อยกว่าแต่ได้ผลตอบแทนประมาณ 10% ในระยะยาว
-----------------------
เขียนและสรุปโดย SiTh LoRd PaCk
ขอบคุณข้อมูลจาก marketwatch.com , Investopedia และ morningstar.co.uk

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่ LINE@stock2morrow, FB:stock2morrow และ www.stock2morrow.com 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...