โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาศรมมิวสิก โดย บวรพงศ์ ศุภโสภณ : ความประหลาดและอัจฉริยภาพของศิลปิน ภาพสะท้อนจากอันโตน บรูคเนอร์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 ก.ค. 2563 เวลา 08.04 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2563 เวลา 05.05 น.

ผู้รักดนตรีและศิลปะที่มีความสนใจในเรื่องราวเบื้องหลังของการสร้างสรรค์งานศิลปะและประวัติของศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน คงจะได้พอรับรู้แนวคิดที่ว่า ศิลปะที่ดีเยี่ยมนั้นบางครั้ง (หรือบ่อยครั้ง) มันก็ได้รับการสร้างสรรค์มาจากตัวศิลปินที่แสนจะธรรมดาๆ หรือแม้แต่ศิลปินที่อาจจะดูว่า เป็นผู้บกพร่องในด้านแห่งความเป็นมนุษย์ด้วย

ในครั้งก่อนผู้เขียนได้เขียนถึงเรื่องราวของ “อันโตน บรูคเนอร์” (Anton Bruckner) ผู้มีบุคลิกภาพแบบ “ลุงบ้านนอก” ซึ่งสามารถสร้างสรรค์ผลงานซิมโฟนี 9 บทอันยิ่งใหญ่และชวนให้ถกเถียงกันมาจนทุกวันนี้ เขาคือหนึ่งในศิลปินผู้ที่มีวิถีชีวิตแห่งความเป็นมนุษย์ให้ผู้คนได้จดจำถึงความไม่ปกติของเขามาจนทุกวันนี้ “สตีเวน อิสเซอร์ลิส” (Steven Isserlis) ศิลปินเดี่ยวเชลโลระดับโลกชาวอังกฤษผู้ให้ความสนใจในเรื่องราวชีวประวัติอันพิสดารของบรรดาเหล่านักประพันธ์ดนตรีระดับโลก จนเขียนออกมาเป็นหนังสือเล่าเรื่องอันมีชีวิตชีวาน่าอ่านในแบบฉบับของเขาเอง กล่าวว่า ชีวิตของพวกเขานั้นแปลก, น่าสนใจและน่าตื่นเต้นมากจนไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปแต่งแต้มสีสันอะไรให้มันมากขึ้นไปอีก

และในครั้งนี้ผู้เขียนก็จะได้ถือโอกาสมากล่าวถึงเรื่องราวความพิสดารในวิถีชีวิตของศิลปินผู้นี้ที่นอกจากจะแปลกประหลาดแล้วยังมีอะไรๆ ที่ขัดแย้งกันในตัวอย่างสูงทีเดียว

ในเรื่องระหว่างความขัดแย้งในตัวเองของนักประพันธ์ดนตรีระดับโลกกับความไม่ค่อยจะปกติในชีวิตของบรูคเนอร์นั้น เห็นทีคงจะไม่มีคำกล่าวใดจะสั้นกระชับชัดเจนได้เทียบเท่ากับคำกล่าวของ “กุสตาฟ มาห์เลอร์” (Gustav Mahler) นักแต่งเพลงระดับโลกรุ่นน้องที่เป็นศิษย์ห่างๆ ของบรูคเนอร์ในสมัยที่เรียนอยู่ที่สถาบันดนตรีแห่งเวียนนา (Vienna Conservatory)

เขากล่าวถึงบรูคเนอร์สั้นๆ ว่า “Half Simpleton, Half God” (กึ่งบ๊อง-กึ่งพระเจ้า) นี่ดูจะเป็นวลีที่พรรณนาถึงความเป็นบรูคเนอร์ได้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนที่สุดทีเดียว การเดินทางมาใช้ชีวิตที่กรุงเวียนนาอันเจริญรุ่งเรื่องและมั่งคั่งด้วยวัฒนธรรมของบรูคเนอร์นั้นไม่ต่างจากคำว่า บ้านนอกเข้ากรุงเสียเลย เขากลายเป็นที่ถูกล้อเลียนเย้ยหยันทั้งในบุคลิกภาพ และผลงานดนตรีจนเกิดความไม่มั่นในในตัวเองอย่างมาก เป็นที่รู้ๆ กันว่าบทเพลงซิมโฟนีของเขานั้นผ่านการแก้ไขมากมายหลายมือ แต่งเพลงเสร็จก็ไม่มั่นใจ บรรดาลูกศิษย์และ “ผู้หวังดี” ทั้งหลายพากันนำเอาไปแก้ไขดัดแปลงกันตามอำเภอใจ โดยตัวบรูคเนอร์เองได้แต่ยืนมองตาปริบๆ ยินยอมทุกอย่าง (แม้จะเจ็บปวดในความรู้สึก)

เหตุผลหนึ่งที่บรูคเนอร์ยินยอมให้บรรดาผู้หวังดีนำเอาซิมโฟนีของเขาไปตัดทอนแก้ไข อย่างเป็นอิสระก็ด้วยเหตุที่ว่า เขาต้องแลกกับโอกาสในการนำออกแสดงจริงตามความประสงค์ของคนเหล่านั้น แม้กระนั้นเขาก็ยืนยันว่าในกาลภายภาคหน้าซิมโฟนีในฉบับดั้งเดิมที่เขาแต่งขึ้นโดยไม่ถูกดัดแปลงแก้ไขนี้แหละ จะต้องได้รับการยอมรับและนำออกบรรเลงโดยไม่ตัดทอนเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งคำอธิษฐานของเขาก็เป็นจริงในทุกวันนี้ และความไม่มั่นคงภายในจิตใจของเขาก็สะท้อนออกมาในพฤติกรรมอันแปลกประหลาดหลายๆ ประการ โดยว่ากันว่าพฤติกรรมเช่นนั้นเป็นไปเพื่อบรรเทาความกังวลใจ

หนึ่งในนั้นก็คือพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ แบบที่เรียกว่า “Compulsive Disorder” โรคย้ำคิดย้ำทำแบบไร้เหตุผลเพื่อคลายความกังวลภายในจิตใจ

ในเรื่องนี้บรูคเนอร์มีพฤติกรรมประหลาดในการนับสิ่งของรอบตัวที่พบเห็นแบบหยุดไม่ได้ เขาหมกมุ่นอยู่กับการนับหน้าต่างตามตึก, นับก้อนอิฐปูทางเดิน, นับก้อนอิฐบนผนัง หรือนับจำนวนห้องเพลงในดนตรีซิมโฟนีที่เขาประพันธ์เพื่อให้มีสัดส่วนถูกต้อง พฤติกรรมประหลาดพิสดารอีกประการหนึ่งของเขาก็คือความหมกมุ่นอยู่กับภาพของซากศพ
และความตาย

ในบทความที่เขียนโดย “เกออร์ก เพรโดตา” (Georg Predota) ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2557 พรรณนาว่าในตอนที่แม่ของเขาตายลง บรูคเนอร์ได้ว่าจ้างคนถ่ายรูปศพแม่เก็บไว้ และยังเก็บรูปนั้นไว้ในห้องสอนดนตรี โดยไม่มีรูปถ่ายของแม่ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ความหมกมุ่นอยู่กับความตายของบรูคเนอร์มีมากขึ้นๆ เขาชอบไปตามห้องจัดพิธีศพ และตามสุสานอยู่บ่อยๆ เพื่อไปดูซากศพของผู้คนที่เขาเองก็ไม่รู้จัก และยังมากถึงขั้นขออนุญาตขุดศพบรรดาญาติๆ ของเขาเองที่วายชนม์เพื่อที่จะได้ดูศพของคนเหล่านั้น (แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ) และถ้ายิ่งเป็นศพของบุคคลสำคัญบรูคเนอร์ก็จะยิ่งกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษที่จะได้ยลโฉมศพเหล่านั้น และแม้กระทั่งตัวเขาเองก็ได้ให้ความสำคัญกับศพของตนเองที่เขาสั่งการไว้ก่อนตาย ด้วยการทำเป็น “มัมมี” (Mummy) และฝังร่างนี้ไว้ใต้ออร์แกนหลังใหญ่ ที่เขาเคยเล่นในสมัยที่มีชีวิตอยู่ในโบสถ์ “St.Florian” แถบแคว้นลินซ์ (Linz) และในปี ค.ศ.1996 ในวาระครบรอบ 100 ปีมรณกรรมของเขา ร่างไร้วิญญาณของเขาได้ถูกส่งไปบูรณะเป็นการลับๆ ที่สวิตเซอร์แลนด์ และส่งกลับมาที่โบสถ์ “St.Florian” ในสภาพที่เสมือนเพิ่ง
ถึงแก่กรรมใหม่ๆ

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า พฤติกรรมอันประหลาดพิสดารบางประการของบรูคเนอร์นั้น บางด้านก็ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งกันในตัวเอง เช่นความเป็นผู้เคร่งครัดในศาสนาของเขานั้นเป็นที่รู้ๆ กันว่าไม่ธรรมดา (ถึงกับต้องลงนั่งคุกเข่าสวดมนต์ทันที แม้ในขณะกำลังสอนหนังสือ เมื่อเขาได้ยินเสียงระฆังสัญญาณสวดมนต์จากโบสถ์) แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็ดูจะหมกมุ่นอยู่กับเสน่ห์, ความงามของอิสตรีโดยเฉพาะในวัยขบเผาะเป็นอย่างมากเช่นกัน เช่น การจดบันทึกรายชื่อสาวๆ เหล่านั้นที่เขาพึงพอใจและบางครั้งก็ถึงกับขอนัดไป “มีอะไรๆ” กันด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ “สุบิน เมห์ธา” (Zubin Mehta) วาทยกรชื่อดังระดับโลกที่แฟนเพลงชาวไทยรู้จักกันดี ได้เคยเล่าถึง “เกร็ด” เรื่องนี้เอาไว้ว่า ในขณะที่บรูคเนอร์กำลังประพันธ์ซิมโฟนีหมายเลข 8 อันจัดได้ว่าเป็น หนึ่งในผลงานซิมโฟนีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเขาในทุกวันนี้นั้น ในวันหนึ่งขณะที่เขากำลังเดินทางไปบนรถไฟพร้อมด้วยสกอร์โน้ตลายมือของซิมโฟนีบทนี้ ทันใดนั้นสายตาของบรูคเนอร์ก็ได้ไปประสบพบสาวงามวัยขบเผาะนางหนึ่งที่นั่งอยู่ในตู้โดยสารคันเดียวกัน บรูคเนอร์ถึงกับสติหลุดลงรถไฟตามเธอผู้นั้น ณ สถานีแห่งหนึ่งระหว่างทาง โดยเผลอลืมสกอร์ซิมโฟนีหมายเลข 8 (หนึ่งในผลงานชิ้นเอก) เอาไว้บนรถไฟ

แน่นอนเธอปฏิเสธเขาเสมือนกับบรรดาสาวๆ หลายคนที่คงรู้สึกแบบเดียวกันกับที่บรูคเนอร์เคยถูกปฏิเสธมาแล้วมากมาย

สาวน้อยก็ปฏิเสธ สกอร์โน้ตซิมโฟนีที่กำลังแต่งไว้ก็มาลืมไว้บนรถไฟ โชคดีที่เขาได้รับสกอร์คืนมาทีหลัง แต่โลกดนตรีก็เกือบจะต้องสูญเสียซิมโฟนีชิ้นเอกบทนี้ไป (ตามเกร็ดที่ “สุบิน เมห์ธา” เล่าไว้)

ในด้านการประพันธ์เพลงที่เราเรียนรู้กันมายาวนาน ว่าเขามีการแก้ไขผลงานทั้งโดยตัวเขาเองและคนรอบข้างอย่างนับครั้งไม่ถ้วน เรารับรู้กันว่าเขามีผลงานซิมโฟนีทั้งหมด 9 บท แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีก 2 บทที่เขาประพันธ์ขึ้นในช่วงแรกๆ ที่มีบทบาทเป็นเพียงหนึ่งในส่วนของประวัติการแต่งเพลงแต่ไม่ได้รับความนิยมในการบรรเลงในคอนเสิร์ตจริงๆ นั่นคือ ซิมโฟนีบทแรกสุดในบันไดเสียง เอฟ ไมเนอร์ (ที่บางครั้งเรียกกันว่า “Study Symphony” หรือ “Symphony No.00”) และซิมโฟนีหมายเลขศูนย์ ในบันไดเสียง ดี ไมเนอร์ (Symphony No.0 ) นับเป็น 11 บท (แต่หากจะนับจำนวนฉบับการแก้ไข ทั้งหมดแล้ว เราจะนับมันได้ทั้งสิ้นถึง 18 ฉบับด้วยกัน)

ในซิมโฟนีหมายเลข 9 บทสุดท้ายในชีวิตของเขานั้น เราได้เรียนรู้ว่า บรูคเนอร์ได้พยายามดิ้นรน, สวดมนต์อ้อนวอนขอให้มีชีวิตยืนยาวอยู่ต่อไปจนสามารถประพันธ์บทเพลงนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ แต่สวรรค์เบื้องบนไม่ยินยอม เขาจากโลกนี้ไปในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1896 ด้วยวัย 72 ปี โดยซิมโฟนีบทสุดท้ายนี้เสร็จสมบูรณ์เพียง 3 ท่อน ท่อนสุดท้ายอยู่ในจังหวะช้า (Adagio) ที่กลายเป็นเสมือนบทสวดศพที่ปราศจากคำร้องสำหรับเขาไปโดยปริยาย แต่แน่นอนที่สุดสำหรับคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของบรูคเนอร์ ต่างออกมายอมรับสมอ้างแก้ตัวแทนบรูคเนอร์ไปตามๆ กันว่า ท่อนที่ 3 ของผลงานบทนี้มีความงดงาม, สุขุมลุ่มลึกในอารมณ์ความรู้สึกอย่างเป็นล้นพ้น ในลักษณะที่แทบจะพาผู้ฟังก้าวล้วงพ้นไปจากโลกนี้ นั่นจึงเป็นความสมบูรณ์เพียบพร้อมในตัวผลงานเองอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะต้องมีท่อนที่ 4 ในจังหวะเร็วมาปิดท้ายตามธรรมเนียมบทเพลงซิมโฟนี และก็บรรดาแฟนพันธุ์แท้ดนตรีบรูคเนอร์อีกนั่นแหละที่จะรู้ๆ กันภายในแวดวงว่า ซิมโฟนีของบรูคเนอร์นั้นมีความงดงาม, ความน่าสนใจมากที่สุดอยู่ที่ท่อนช้า จนเขาได้รับฉายาเป็นภาษาเยอรมันว่าเป็น “นักประพันธ์ดนตรีในจังหวะช้า” (Adagio Komponist)

ในปี ค.ศ.2012 (พ.ศ.2555) วงเบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิก (Berlin Philharmonic) ได้ทำการแสดงคอนเสิร์ตซิมโฟนีหมายเลข 9 ของบรูคเนอร์ในฉบับครบสมบูรณ์ 4 ท่อน เพราะว่าความจริงแล้วบรูคเนอร์ได้ประพันธ์ท่อนสุดท้ายนี้คืบหน้าไปกว่าครึ่งแล้ว นั่นคือประพันธ์ไปจนถึงส่วนพัฒนาแนวทำนองหลัก (Development) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีบันทึกจากบุคคลในบ้านว่า ในเช้าวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1896 อันเป็นวันสุดท้ายในชีวิตนั้น บรูคเนอร์ยังคงตื่นเช้าขึ้นมาประพันธ์ท่อนสุดท้ายนี้ ก่อนที่จะจากโลกนี้ไปในเวลา บ่ายสามโมงในวันเดียวกันนั้น แต่ร่างลายมือที่เขาทิ้งค้างเอาไว้มีความก้าวหน้าไปเกินกว่าครึ่งประกอบกับการเขียนกำหนดตัวเลขห้องเพลงต่างๆ ที่บ่งบอกถึงสัดส่วนต่างๆ ในทางฉันทลักษณ์ อีกทั้งเทคนิคการแต่งเพลงอันคงที่เป็นแบบฉบับของเขาเองมาทั้งชีวิต จึงทำให้นักวิชาการดนตรี 4 คน ที่มาร่วมวิเคราะห์ถึงแนวทาง, ความคิดของบรูคเนอร์ที่เหลืออยู่อีกไม่มาก จึงทำให้งานบูรณะซิมโฟนีท่อนสุดท้ายเป็นไปได้โดยไม่ยากเย็นนัก และได้นำออกบรรเลงที่กรุงเบอร์ลินในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 ภายใต้การอำนวยเพลงโดย เซอร์ ไซมอน แรตเทิล (Sir Simon Rattle)

สำหรับตัวผู้เขียนเองแล้ว หลังจากได้ฟังผลงานบันทึกเสียงแล้ว ยังขอยืนยันเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้าและลิขิตสวรรค์ ที่ได้นำเขาขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ก่อนที่เขาจะเขียนท่อนสุดท้ายจบลงด้วยปลายปากกาตัวเขาเอง เพราะมันคือข้อยืนยันที่ว่าท่อนที่ 4 นั้นเป็นสิ่งที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Anticlimax” อย่างแท้จริง

และตอกย้ำบทสรุปที่ว่าเขาคือ “Adagio Komponist” โดยเลือดเนื้อและลมหายใจ

สําหรับศิลปินดนตรีวาทยกรที่จัดได้ว่า เชี่ยวชาญและรักดนตรีของบรูคเนอร์เป็นชีวิตจิตใจ อย่างไม่แคร์สายตาใครๆ ก็เห็นจะได้แก่ “ดาเนียล บาเรน บอย์ม” (Daniel Barenboim) ที่ผูกพันชีวิตกับการศึกษาและอำนวยเพลงซิมโฟนีของบรูคเนอร์มาถึงครึ่งศตวรรษ บันทึกเสียงซิมโฟนีครบชุดสมบูรณ์ไปถึง 3 รอบกับวงดนตรีชั้นนำ 3 วง และยังคงเหนียวแน่นเผยแพร่การบรรเลงซิมโฟนีของบรูคเนอร์อย่างไม่หยุดยั้ง ในบทสัมภาษณ์ที่เขาสนทนากับ “ทอม ฮิวย์เซงกา” (Tom Huizenga) ในเดือน มกราคม พ.ศ.2560 นั้นเป็นคำตอบที่สอนใจและน่าเรียนรู้สำหรับผู้รักดนตรีทุกๆ คนไม่ว่าจะอยู่ในฐานะนักดนตรีหรือผู้ฟังดนตรี “ทอม” ตั้งคำถามว่า “อะไรที่ทำให้คุณยังสนใจในงานดนตรีของ
บรูคเนอร์อยู่ คุณได้บันทึกเสียงซิมโฟนีครบชุดไป 3 รอบแล้ว และคุณก็ยังจะอำนวยเพลงบรูคเนอร์ ต่อไปอีก?” (คำถามในทำนองที่ว่า ทำมามากมายขนาดนี้แล้ว ยังจะทำต่อไปอีกไม่เบื่อบ้างรึไง?) ดาเนียล บาเรนบอย์ม ตอบปัญหานี้ได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่น และสะท้อนไปถึงวิถีชีวิตทีเดียว เขาตอบว่า

“…ผู้คนก็มักจะพากันคิดว่า ศิลปินดนตรีพากันบรรเลงบทเพลงเดียวกัน เล่นแล้วเล่นอีก, เล่นแล้วเล่นอีก, ปีแล้วปีเล่า ทำกันเข้าไปได้ยังไง? คุณรู้ไหมบทเพลงบางเพลงที่ผมเล่นเปียโน เช่นผลงานของโมซาร์ต ผมเล่นมันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 สำหรับบางคนที่รู้สึกว่าเขาต้องพยายามอย่างมาก กับการที่จะไม่ให้เบื่อในการเล่นเพลงๆ เดียวซ้ำแล้วซ้ำอีก ควรน่าที่จะหาอาชีพใหม่ เพราะว่านั่นหมายความว่า เขาไม่ได้เข้าใจในสิ่งแรกเกี่ยวกับมันเลย ในทางการบรรเลงดนตรีนั้นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นซ้ำสองครั้งในแบบเดียวกัน และในทางเดียวกันในชีวิตเราก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นซ้ำกันในแบบเดียวกัน และสิ่งที่จัดได้ว่าเป็นเสน่ห์ที่สุด เกี่ยวกับการได้เป็นนักดนตรีก็คือว่า ในทุกๆ ครั้งที่คุณบรรเลงดนตรีหรืออำนวยเพลง คุณจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น นั่นหมายความว่า ถ้าผมอำนวยเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 ของบรูคเนอร์ในวันนี้ เมื่อการแสดงจบสิ้นลง ผมก็จะได้เรียนรู้อะไรๆ มากขึ้น รู้มากกว่าในเวลาก่อนคอนเสิร์ต และเมื่อผมมาอำนวยเพลงเดียวกันนี้อีกในวันรุ่งขึ้น ผมก็จะได้เรียนรู้มันมากขึ้นไปอีก…”

ผู้เขียนคิดว่านี่แหละคือปรัชญาการศึกษาตลอดชีวิตที่เราพูดถึงกันนักหนา ปรัชญาแห่งการเรียนรู้ชีวิตอย่างไม่รู้จบสิ้น แน่นอน ดาเนียล บาเรนบอย์ม ไม่ใช่ชาวพุทธ แต่นี่เขาสามารถนำเราไปไกลถึงปรัชญาเซ็นที่ว่าชีวิตต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ต้องอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออกของเราในปัจจุบันขณะ นั่นแหละคือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงๆ ที่เกิดขึ้นอย่างสดใหม่ในทุกชั่วลมหายใจ

เมื่อเป็นเช่นนี้ดนตรีจึงไม่ห่างจากชีวิตเรา และเมื่อดนตรีเข้ามาผสานอยู่ในชีวิตและลมหายใจเราได้อย่างแท้จริง มันจึงพาเราก้าวพ้นแนวคิดทวิลักษณ์ แบบ “เก่า-ใหม่”, “น่าเบื่อ-น่าตื่นเต้น” ซึ่งเมื่อเราก้าวพ้นและเห็นความจริงในจุดนี้ ก็ไม่มีอะไรน่าเบื่ออีกต่อไป นี่ก็คงรวมไปถึงซิมโฟนีของบรูคเนอร์ด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...