โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ศรีจันทร์" ปรับตัวสู้ตลาดซบ เปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่-ลุยดิจิทัลฟื้นยอด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 มิ.ย. 2564 เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 10.35 น.

โควิดกระทบอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง 3 แสนล้าน “ศรีจันทร์” ดิ้นปรับตัวแก้ยอดร่วง 50% เปิดนโยบายใหม่ทรานส์ฟอร์มองค์กร ลุยออนไลน์ ดึงเทคโนโลยีเสริมแกร่งงานขาย สู่ “tech company” เป็นมากกว่าบริษัทเครื่องสำอาง ก่อนต่อยอดธุรกิจอื่นในอนาคต พร้อมปั้นแบรนด์น้องใหม่ไฮพ์-เซเลนี รุกตลาด ก่อนรุกหนักต่างประเทศ

นายรวิศ หาญอุตสาหะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง “ศรีจันทร์” เปิดเผยว่า การระบาดของโควิด-19 ตลอดช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มเมกอัพที่ติดลบอย่างหนัก สำหรับบริษัทเองในปีที่ผ่านมาทั้งแบรนด์ศรีจันทร์ และศศิ มียอดขายลดลงกว่า 50% จากปีที่ผ่านมาที่ปิดรายได้ที่ 450 ล้านบาทใกล้เคียงเป้าที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบของโควิด-19 และเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้บริษัทต้องมีการปรับนโยบายการดำเนินงาน ด้วยการหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะการทำเรื่อง technology tranformation ด้วยการนำข้อมูล เทคโนโลยี และทักษะของบุคลากรมาใช้เพื่อดำเนินธุรกิจมากขึ้น

โดยมีเป้าหมายจะก้าวไปเป็นบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ไม่จำกัดหรือยึดติดอยู่แค่เพียงธุรกิจเครื่องสำอางเท่านั้น และธุรกิจเครื่องสำอางจะเป็นเพียงพาร์ต ๆ หนึ่งของบริษัทเท่านั้น ทิศทางจากนี้ธุรกิจต้องมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น และพร้อมจะเปิดรับธุรกิจใหม่ ๆ ทุกรูปแบบที่เป็นเทรนด์ในโลกยุคหลังโควิด

ปรับตัว-ปรับระบบงานครั้งใหญ่

นายรวิศกล่าวว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่การระบาดของโควิดระลอกแรก ระหว่างที่ตลาดติดลบและไม่สามารถทำตลาดเชิงรุกได้มากนัก บริษัทได้มีการปรับปรุงระบบการทำงานภายในครั้งใหญ่ จัดตั้งทีมงานขึ้นมาใหม่เพื่อดูแลในส่วนของเทคโนโลยีอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการปูทางสู่องค์กรที่ด้าน tech company อย่างเต็มตัวในอนาคต ปีที่ผ่านมาได้มีการใช้งบประมาณหลักสิบล้านบาท เพื่อตั้งทีมงานด้านเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมา มีการนำระบบไอทีเข้ามาใช้ในการทำงาน

การเปิดใช้อีคอมเมิร์ซเป็นของตัวเอง ที่สามารถใช้งานได้ง่าย และมีโปรโมชั่นตามฤดูกาลกระตุ้นความสนใจลูกค้า เพื่อเป็นการนำร่องทดลอง พัฒนาระบบไอที ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ พร้อมทั้งพัฒนาทักษะ-เทรนนิ่งบุคลากรในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดว่าสิ้นปีนี้ระบบทุกอย่างจะพร้อมใช้งาน 100% ก่อนนำเทคโนโลยีที่พัฒนามาจะต่อยอดไปยังธุรกิจอื่น ๆ

สำหรับรูปแบบการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานและเปิดรับกลุ่มธุรกิจใหม่ ๆ จะเริ่มตั้งแต่โครงสร้างภายใน เช่น การแนะนำสินค้าอัตโนมัติ ระบบการแนะนำสินค้าต่อให้เพื่อนและมีผลตอบแทนให้ การรวบรวมข้อมูลฐานลูกค้า การซื้อขายอย่างเป็นระบบเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรมทางการตลาด เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ตรงจุด การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการซ้ำซ้อนและลดเวลาในการทำงาน การพัฒนาเว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซ “ศรีจันทร์เอาต์เลต” พร้อมทั้งขยายตลาดอีคอมเมิร์ซ-ปั้นโซเชียลคอมเมิร์ซ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ และเกิดการพูดคุยกับลูกค้าผ่านเทคโนโลยีแทนการขายแบบเดิม ๆ

“การช็อปปิ้งออนไลน์ของผู้บริโภคที่ผ่านมา ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะหยิบสินค้าลงในตะกร้าออนไลน์ตามความสนใจ แต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อทันที ซึ่งซอฟต์แวร์ที่เราพัฒนาขึ้นมาจะจับพฤติกรรมดังกล่าว และยื่นข้อเสนอให้ลูกค้าที่หยิบสินค้านั้น ๆ ใส่ตะกร้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อในที่สุด”
ส่ง 2 แบรนด์ใหม่รุกตลาด

นายรวิศกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้แม้ตลาดเครื่องสำอางจะยังคงติดลบอย่างหนัก แต่บริษัทก็จะต้องมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาเพื่อรักษายอดขายไว้ ต้องมีสินค้าใหม่ออกมาเพื่อกระตุ้นและสร้างสีสันในตลาด แต่ต้องลดขนาดลงและนำเรื่องของไซซิ่งเข้ามาใช้ ในแง่ราคาก็ต้องจับต้องได้ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงมากขึ้น และในครึ่งปีหลังนี้มีแผนจะเปิดตัวสินค้าใหม่กว่า 100 รายการ และเน้นจำหน่ายผ่านออนไลน์เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าในปัจจุบัน

โดยวางเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายในช่องทางออนไลน์เป็น 10% ในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันมีอยู่ 2-3% โดยขณะนี้ยอดออนไลน์โต 50-80% และในระยะยาวอยากให้มีสัดส่วน 20% แต่ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมลูกค้า

รวมทั้งมีแผนจะเปิดตัวแบรนด์ใหม่อีก 2 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ไฮพ์ (HYPE) เพอร์ซันนอลแคร์ ครีมทามือ และแบรนด์เซเลนี (SELENE) สบู่น้ำหอมเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ เจาะกลุ่มคนที่ชอบดูแลตัวเองและชอบสิ่งหอม ๆ ในรูปแบบซอง ราคาประมาณหลักสิบ และขวด ราคาหลักร้อยกว่าบาท จำหน่ายในเว็บไซต์ศรีจันทร์ และในวัตสัน ก่อนจะขยายช่องทางขายเพิ่มขึ้นในอนาคตหลังสถานการณ์กำลังซื้อเริ่มฟื้นตัว

โรดแมปบุกต่างประเทศ

สำหรับตลาดต่างประเทศที่ได้เริ่มทำตลาด 1-2 ปีที่ผ่านมา ด้วยการแต่งตั้งตัวแทนส่งออกสินค้าไปจำหน่ายใน 8 ประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม เป็นต้น เบื้องต้นในประเทศญี่ปุ่นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มียอดขายหลักหมื่นชิ้นต่อเดือน ซึ่งญี่ปุ่นเป็นตลาดใหญ่ที่มีความน่าสนใจที่น่าสนใจ และมีช่องว่างคือ ผู้บริโภคในญี่ปุ่นมีความต้องการและอยากลองสินค้าจากประเทศอื่น ๆ เช่น สินค้าหรือครีมกันแดดของไทย เนื่องจากคนญี่ปุ่นหลายคนเคยมาเที่ยวประเทศไทย จึงมีความคุ้นเคยและมีความเชื่อมั่นสินค้ากันแดดของไทย

ส่วนตลาดจีนหลังชะลอออกไปเนื่องจากสถานการณ์โควิด ล่าสุดได้เริ่มกลับมาทำตลาดอีกครั้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับตัวแทนจำหน่าย คาดว่าต้นปีหน้าจะสามารถเริ่มทำตลาดได้ ขณะที่ตลาดในอินโดนีเซียอาจจะต้องรอโควิดคลี่คลายก่อน จากนั้นจึงจะเริ่มดำเนินการได้

“อย่างไรก็ตาม การเติบโตของศรีจันทร์ในปีนี้ยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งต้องพิจารณาจากสถานการณ์การระบาดของโควิดจะเป็นอย่างไร ประชาชนหรือผู้บริโภคจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้มากน้อยเพียงใด หากครึ่งปีหลังการกระจายวัคซีนได้ตามเป้าหมายก็จะช่วยให้ภาพรวมดีขึ้น โดยบริษัทจะพักเรื่องการลงทุนที่มีความเสี่ยง ชะลอเวลาออกไปก่อน และหันมารักษากระแสเงินสดแทน” นายรวิศกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...