โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชีวิตที่ไร้ Google จะเป็นอย่างไร? และเราต้องแลกอะไรกับการใช้บริการฟรีๆ?

The MATTER

เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2562 เวลา 11.52 น. • Have a Geek Time

สามวันก่อนผมได้เริ่มทำการทดลองที่ดูแปลกและท้าทายในเวลาเดียวกัน ในยุคที่ข้อมูลทุกอย่างอยู่แค่ปลายนิ้ว กูเกิล (Google) นั้นมีคำตอบให้แทบจะทุกอย่างบนโลกใบนี้ แต่ผมกลับลองพยายามตัดมันออกจากชีวิต สิ่งที่ต้องการอยากจะรู้ไม่ใช่แค่เพื่อความสนุกและพยายามจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีกูเกิล แต่อยากลองย้อนกลับไปคิดถึงช่วงเวลาก่อนที่กูเกิลจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตซะมากกว่า

กูเกิลถูกก่อตั้งในปี ค.ศ.1998 ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นผมยังเป็นนักเรียนมัธยมปลาย เวลาหาข้อมูลไม่ว่าอะไรก็ตามยังเดินไปที่ห้องสมุดของโรงเรียนอยู่เสมอ (ไม่ใช่เพราะมันเป็นห้องเดียวในโรงเรียนที่ติดแอร์หรอกนะครับ) ทำรายงานทีก็ต้องไปค้นหนังสือมากองเป็นตั้งๆ แล้วไล่เปิดหาข้อมูลกับเพื่อนในกลุ่ม มีช่วงหนึ่งที่ผมพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับ บิล เกตส์ (Bill Gates) เพราะมีความฝันอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ ใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะหาบทสัมภาษณ์แต่ละชิ้นได้ บ่อยครั้งมาเป็นภาษาอังกฤษเพราะไม่มีใครแปล ต้องมานั่งเปิดพจนานุกรมเล่มหนักพอๆ กับก้อนอิฐ มันเป็นอะไรที่ไม่สะดวกสบายเอาซะเลย

อีกหลายส่วนของความทรงจำในสมัยนั้นก็คือว่าเมื่อไหร่ที่เกิดคำถามระหว่างผมกับเพื่อนๆ ในห้อง ส่วนใหญ่แล้วเมื่อถกเถียงกันไปถึงประเด็นหนึ่งอย่าง “หลุมดำคืออะไร?” “ไดโนเสาร์สูญพันธ์เพราะอุกกาบาตจริงๆเหรอ?” สุดท้ายเราก็มักจะไม่ได้คำตอบที่เป็นชิ้นเป็นอัน บางครั้งเข้าเมืองอยากไปเที่ยวเส้นทางต่างๆ ก็ต้องอาศัยคนที่เคยไปมาแล้ว หรือการคาดเดาว่า ‘น่าจะทางนี้’ ผมเคยหมกมุ่นอยากเรียนรู้ทริกแสดงมายากลอยู่ช่วงหนึ่ง แต่การอ่านขั้นตอนจากหนังสือไม่ใช่วีดีโอเหมือนอย่างตอนนี้ ความทรงจำเหล่านั้นยังคงอยู่ เพียงแต่จำไม่ได้แล้วว่ารู้สึกยังไง

จึงกลายมาเป็นความท้าทายที่จะตัดกูเกิลออกจากชีวิตตัวเองเป็นเวลาสามวัน ซึ่งไม่ใช่งานง่ายๆ เลย อย่างแรกที่ตัดออกก็คือ Google Chrome และ Google Search อีกอย่างคือ Google Maps อันนี้หนักไม่แพ้กัน เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่มีเซนส์เรื่องทิศทางต่ำมาก จึงต้องพึ่งพามันอยู่หลายต่อหลายครั้ง แถมไม่พอ ส่วนหนึ่งของงานที่บริษัทก็ต้องใช้แอพพลิเคชั่นตัวนี้ การตัดมันออกไปทำให้ชีวิตวุ่นวายไม่น้อย ส่วน YouTube ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกูเกิลก็ไม่สามารถใช้ได้เหมือนกัน (มีอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถตัดได้ก็คือ GMail เพราะต้องใช้สื่อสารในการทำงาน)

ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่างที่บอกไป แม้ว่าจะมีแอพพลิเคชั่นตัวอื่นที่อาจจะพอทดแทนได้ แต่สิ่งที่อยากทำไม่ใช่การหาของมาแทน แต่อยากพยายามไม่ใช้มันเลยมากกว่า เพราะอยากรู้ว่ากูเกิลนั้นมีอิทธิพลต่อตัวเองมากขนาดไหน โดยเฉพาะเรื่องกระบวนการคิดทั้งหมด

ในหนังสือ The Shallows ของ Nicholas Carr เขาอธิบายถึงอาการบางอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้โดยเฉพาะเวลาที่เรากำลังทำความเข้าใจข้อมูลอะไรบางอย่างว่า

“ความสามารถในการจดจ่อของผมเริ่มจะถูกเบี่ยงเบนหลังจากหนึ่งหรือสองหน้า ผมเริ่มอยู่ไม่สุข ความคิดไม่ต่อเนื่องและเริ่มมองหาอะไรบางอย่างทำ”

โดยสิ่งที่หนังสือพยายามจะบอกก็คือว่าสมองของเรานั้นถูกปรับแต่งโดยความต้องการที่จะทำหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องแลกมาด้วยความสามารถในการคิดในระดับที่ลึกแบบเมื่อก่อน และกูเกิลก็เป็นส่วนสำคัญเลยทีเดียว

“กูเกิลในความเป็นจริงแล้วเป็นธุรกิจของสิ่งรบกวนเลยทีเดียว”

Carr ยังบอกเพิ่มอีกว่าการเติบโตของสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียทำให้ปัญหานี้เพิ่มมากขึ้นไปอีก “เมื่อสิบปีก่อนคุณสามารถที่บอกความแตกต่างระหว่าง ‘ออนไลน์’ กับ ‘ออฟไลน์’ เราเคยใช้เวลามากมายบนอินเทอร์เน็ต แต่เราไม่ได้อาศัยอยู่ที่นั้น แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น ทุกคนอยู่ออนไลน์ตลอดเวลา”

ทุกวินาทีจะมีคนหาข้อมูลบนกูเกิล 63,000 ครั้ง หรือประมาณ 2 ล้านล้านครั้งต่อปี คิดเป็นสัดส่วนถึง 90% ของตลาด search engine เวลานี้ คนส่วนใหญ่จะกูเกลิเพื่อค้นหาข้อมูลบางอย่างประมาณ 3-4 ครั้งต่อวัน (แต่จากที่ดู browser history ของตัวเองมีเกิน 20-30 ครั้งต่อวันเลยทีเดียว) บางครั้งใช้มันเพื่อหาร้านอาหารที่อยากไปลอง หลายครั้งใช้เพื่อหาข้อมูลเพื่อเขียนบทความ สองอาทิตย์ก่อนใช้หาข้อมูลเกี่ยวกับหูฟังไร้สายที่อยากซื้อมาแทนตัวเดิมที่เสียไป หรือบางครั้งก็อะไรที่ดูไร้สาระอย่างการหาข้อมูลว่า “ทำไมมะนาวถึงไม่มีเมล็ด?” ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรคือสิ่งที่กระตุ้นความอยากรู้ ณ เวลานั้น

เพราะฉะนั้นการห่างจากกูเกิลสักพักอาจจะทำให้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่น่าสนใจก็ได้

วันแรก

งานของผมส่วนหนึ่งต้องใช้ Google Maps เป็นส่วนประกอบ เพราะบริษัทของผมเป็นบริษัทเมสเซนเจอร์ และต้องใช้ Google Maps เพื่อหาโลเคชั่นคอนเฟิร์มกับลูกค้าตามจุดรับส่งของ

“ลูกพี่จะส่งโลเคชั่นให้ลูกค้ายังไง?” น้องในออฟฟิศถาม

“นั้นสิ น่าจะทำไม่ได้วะ ฝากด้วยละกัน” ผมตอบแบบนั้นเพราะไม่สามารถช่วยอะไรได้จริงๆ

ผมเดินทางไปยังที่ต่างๆ ในเมืองโดยพยายามใช้แผนที่ที่อยู่ในหัว ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ลำบากมากกว่าที่คิด สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผมมีภาพถนนคร่าวๆ พอจะรู้ว่าสถานที่ปลายทางอยู่ตรงไหน แต่ระหว่างทางกลับรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาเอาซะดื้อๆ คลับคล้ายคลับคลาว่ามันอยู่แถวนี้ ถนนเส้นไหนไปตัดกับเส้นไหน กลายเป็นต้องขับรถอย่างระมัดระวังและแทบจะคลานไปเพราะกลัวขับเลยเป้าหมาย

เย็นวันนั้น ลูกสาววัยสามขวบที่กำลังอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นช่างสงสัยก็ถามคำถามที่เขาเองก็อยากรู้เหมือนกับทุกวัน แต่ตอนที่ผมบอกเขาว่าอีกสามวันจะกลับมาตอบ สิ่งที่ทำให้ตระหนักว่า กูเกิลมีส่วนสำคัญมากแค่ไหนคือเขาถามกลับมาว่า “ปะป๊าก็ลองกูเกิลดูสิคะ” ผมยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า “ป๊าจะไม่ใช้กูเกิลอีกสามวันลูก” เธอถามต่อว่า “แล้วป๊าจะหาข้อมูลยังไงล่ะคะ?” ผมนิ่งไปสักพัก….ก่อนจะตอบว่า “นั้นสิ…คงไปห้องสมุดมั้ง?” ลูกสาวถามต่อ “แล้ว…ห้องสมุดอยู่ไหนล่ะคะ?” ผมหยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนนิ้วหา Google Maps ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วมันไม่มีอยู่บนเครื่องแล้ว คิดในใจว่า “เออ…นั้นสิ จะหายังไงวะ?”

วันที่สอง

ผ่านมาหนึ่งวันหลังจากที่พยายามใช้ชีวิตโดยไร้กูเกิล ตื่นมาทำอาหารให้ลูกสาวทาน เพราะวันนี้โรงเรียนหยุด ซึ่งเมื่อวานเราเลือกเมนูด้วยกันว่าอยากทาน ‘breakfast roll’ ซึ่งก็คือการเอาขนมปังมาตัดขอบแล้วเรียงซ้อนเป็นแผ่นกว้างๆ เอาไข่ เบคอน ไส้กรอก ซอสมะเขือเทศราดแล้วม้วนเป็นก้อนกลมๆ เหมือนเบอริโต เป็นอาหารเช้าง่ายๆ แต่ที่ยากก็คือว่าผมจำเทคนิคการทอดเบคอนให้กรอบแต่ไม่แห้งไม่ได้

มือขวาล้วงเข้าไปหยิบมือถือออกมาโดยอัตโนมัติ ปลดล็อกหน้าจอเรียบร้อย ตากวาดมองหา Google Chrome แล้วก็จำได้ว่า ลบไปแล้วเมื่อวานซืนเพราะจะลองใช้ชีวิตโดยไม่มีกูเกิล…เอามือกุมขมับ ในใจคิดว่าบนชั้นหนังสือน่าจะมีสูตรทำอาหารอยู่ แต่จะมาพลิกหาดูตอนเจ็ดโมงเช้า เที่ยงไม่รู้ลูกจะได้ทานไหม สุดท้ายก็เลย “ทอดๆ ไปแบบนี้แหละ” มันก็ทานได้ แต่เบคอนก็ไม่ได้กรอบเหมือนอย่างที่ต้องการ

ชีวิตยังเยินอย่างต่อเนื่อง เช้าวันนั้นอยากดูไฮไลต์ฟุตบอล ซึ่งปกติแล้วจะไปค้นหาบน YouTube และเมื่อ YouTube เป็นส่วนหนึ่งของกูเกิล ผมก็ดูไม่ได้เช่นเดียวกัน

บ่ายวันเดียวกันมีงานที่ต้องใช้ปรินเตอร์ แต่พอเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ที่บ้านกลับไม่มีไดร์ฟเวอร์ (ซอฟแวร์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สื่อสารกับอุปกรณ์อื่นๆ ได้) รองรับ เมื่อใช้กูเกลิไม่ได้ ก็พยายามหา CD ที่มาพร้อมกับตัวปรินเตอร์ ไปเปิดค้นกล่อง แทบจะเทออกมาเลยก็ว่าได้ แต่ก็ไร้วี่แวว สุดท้ายเลยคิดว่าหาทางลัดลองพึ่งพา Bing อีกครั้ง คราวนี้เมื่อพิมพ์ “​Driver Canon g3000 Mac” ลงไป สิ่งที่ได้กลับมาก็คือลิงก์ไปเพจต่างประเทศที่ไม่ใช่ของ Canon ซึ่งไม่รู้เลยว่าถ้าโหลดมาจะมีอะไรติดมาด้วย (ไวรัส, มัลแวร์ ฯลฯ) รึเปล่า Bing ไม่ได้ช่วยทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเลย ดูจะทำให้งงมากขึ้นอีกด้วยซ้ำ สุดท้ายนึกวิธีหนึ่งออกคือ เข้าเว็บไซต์ Canon คลิ๊กหน้าช่วยเหลือ เสร็จค้นหาภายในเว็บเอง กว่าจะหาเจอปาเข้าไปเกือบ 30 นาที (หลังจากที่ใช้กูเกิลได้ ลิงก์แรกที่เจอคือลิงก์ไดร์ฟเวอร์ ที่ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงหาด้วยตัวเองนั่นแหละครับ) อย่างเดียวที่ต่างจากปี ค.ศ.1997 ในการหาไดร์ฟเวอวันนั้นก็คงเป็นความเร็วของอินเทอร์เน็ต นอกจากเสน่ห์ของความทรงจำในอดีตแล้ว กระบวนการทั้งหมดช่างชวนน่าหงุดหงิดใจ

วันที่สาม

วันสุดท้ายของชีวิตที่ไม่มีกูเกิล มีความท้าทายมากขึ้นไปอีกนิด มีแพคเกจจาก FEDEX ที่จะมาส่งที่บ้าน แต่ว่าผมต้องเดินทางไปต่างประเทศและไม่สะดวกอยู่รับของ เพราะฉะนั้นต้องให้เขาเลื่อนวันส่งเป็นหลังจากเดินทาง ปัญหาคือ จะไปหาเบอร์ FEDEX ของเชียงใหม่จากที่ไหน? ผมลองโทรหาเพื่อนหลายคนเพื่อถามว่า “เฮ้ย…รู้เบอร์ FEDEX เชียงใหม่ไหม?” คำตอบที่ได้ 100% เลยคือ “ไม่รู้ มึงกูเกิลเอาดิวะ” แล้วผมก็อธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง ทุกคนหัวเราะบอกว่ามันเป็นการทรมานตัวเองที่โหดร้าย จังหวะนั้นผมเริ่มเห็นด้วยกับทุกคน

แต่มีวิธีหนึ่ง…ขับรถไปที่ FEDEX แล้วให้เจ้าหน้าที่ที่นั้นจัดการเลย แต่ออฟฟิศอยู่ไหนกัน? ผมลองโทรหาภรรยา ครั้งนี้อย่างน้อยผมก็โชคดี ภรรยาบอกทางไปที่ออฟฟิศ FEDEX ได้เพราะเธอเคยไปรับของที่นั่นมาก่อน เธอยังถามผมต่อว่า “นี่ยังไม่เลิกทดลองอีกเหรอ?” ผมบอก “วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ท้าทายสุดๆ” เธอก็หัวเราะ “นี่เธอเสียค่าโทรศัพท์เดือนนี้หลายร้อยเลยนะ ไล่โทรหาคนนั้นคนนี้เพื่อหาข้อมูล” ผมคิดในใจว่าในมุมหนึ่งมันก็จริง…แต่อีกมุมหนึ่งมันก็ไม่ได้ฟรีจริงๆหรอก

ในหนังสือ Offline ที่เขียนโดย Imran Rashid และ Soren Kenner ที่อธิบายว่ากูเกิลนั้นเป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยมในการหาข้อมูลต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต แต่ว่าเป้าหมายหลักของกูเกิลจริงๆ ก็คือการยิงโฆษณาใส่ผู้ใช้งาน เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทเหล่านั้นให้มีเงินกลับมาโฆษณากับพวกเขามากขึ้นไปอีก อย่างสองอาทิตย์ก่อนที่ผมหาข้อมูลของหูฟังไร้สาย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจยังไม่ซื้อเพราะราคาแพงเกินไป ตอนนี้มันก็ตามหลอกหลอนไปทุกหน้าเว็บไซต์

ผู้เขียน Offline ยังชี้ให้เห็นอีกจุดหนึ่งที่บอกว่ามีเหตุผลของที่ทำไมเรามีเครื่องมือที่หาคำตอบได้ทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ตให้ใช้แบบฟรีๆ อยู่แค่ปลายนิ้ว เพราะที่จริงแล้วข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ของฟรี แต่เราซื้อมันมาด้วยสกุลเงินที่เรียกว่า ‘ความสนใจ’ หรือ ‘attention’ นั้นเอง เนื้อหาในหนังสือยังบอกอีกว่า ก่อนที่จะมีสมาร์ทโฟน มนุษย์ปกติจะจำเบอร์โทรศัพท์ได้ประมาณ 20-50 หมายเลข แต่วันนี้ถ้าให้ทุกคนลองคิดดูมีเบอร์โทรศัพท์ใครบ้างที่เราจำได้อย่างขึ้นใจ? ผมมีแค่สี่หมายเลข—ตัวเอง, ภรรยา, เตี่ย และบริษัท

สุดท้ายผมก็ขับมาถึงออฟฟิศของ FEDEX และทำธุระทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ใช้เวลาไปทั้งหมดเกือบครึ่งวันเลยทีเดียว

วันที่สี่ (กลับมาสู่ปกติ)

บอกได้คำเดียวเลยว่า กูเกิลนั้นทำให้ชีวิตดีขึ้นมา หลังการทำการทดลองทำให้รู้ว่าหลายๆ ครั้งเราต้องการคำตอบอย่างรวดเร็วแล้วมันหาไม่ได้ ปัญหาที่เคยแก้ได้ง่ายๆ กลับใช้เวลานานขึ้นหลายเท่าตัว

แต่มันก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมดซะทีเดียว อย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็คือมันทำให้สมองผมคิดเยอะขึ้น ยกตัวอย่างเวลาขับรถ ผมต้องคอยคิดอยู่เสมอว่ากำลังจะไปไหน หรืออย่างหูฟังไร้สายที่อยากได้ ก็ไปลองที่ร้านแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ดีเหมือนอย่างที่ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตบอกเอาไว้เลย ตอนนี้เวลาเห็นโฆษณาก็ผ่านได้อย่างสบายใจเพราะรู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ช่วงสามวันผมหยิบหนังสือมาอ่านบ่อยขึ้น นานขึ้น คุยกับภรรยาและลูกสาวมากขึ้นเพราะถกเถียงกันเรื่องต่างๆ ที่บางครั้งก็ดูไร้สาระอย่าง “ทำไมสตรอว์เบอร์รีถึงมีเมล็ดอยู่ข้างนอก?” ในเมื่อไม่มีกูเกิลมาตอบคำถาม สิ่งที่เราทั้งสามคนทำคือคาดเดาและคุยกันอย่างออกรสออกชาติ แม้จะไม่ได้คำตอบแต่กลับรู้สึกสนุกไม่น้อย แถมยังได้พบปะคนมากขึ้นด้วยอย่างเจ้าหน้าที่ FEDEX ที่ทำหน้าตางงๆ ว่าทำไมผมถึงดั้นด้นมาถึงออฟฟิศทั้งๆ ที่โทรมาก็หมดเรื่อง

กูเกิลและแพลตฟอร์มต่างๆ นั้นพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในการดึงดูดความสนใจของเรา

สิ่งที่เราต้องจ่ายคือความสนใจที่ยึดติดกับสิ่งเหล่านี้จนลืมโลกที่กำลังหมุนผ่านไปรอบๆ ตัวเรา

แต่นั้นก็ไม่ใช่ความผิดของกูเกิลไปซะทั้งหมด เหมือนอย่างที่ Carr บอกว่า

“มันเป็นส่วนประกอบของความขี้เกียจ ความใสซื่อ และความภูมิใจในตัวเองที่มากเกินไป เราได้พิสูจน์กับตัวเองแล้วว่าเราพร้อมที่จะโอบรับวัฒนธรรมของสิ่งรบกวนและการพึ่งพา ทั้งๆ ที่เราก็บอกได้ว่า ‘ไม่เอา’”

ส่วนตัวผมเองไม่ได้ยึดติดกับอดีตหรือพยายามลุกมาต่อต้านว่า อย่าไปใช้กูเกิลหรือเทคโนโลยีเพราะมันจะดึงความสนใจของเราไปซะหมด กลับน่าดีใจที่เรามีทางเลือก หลายครั้งการมีข้อมูลในเวลาที่เร่งด่วนเป็นสิ่งจำเป็น การจะโทรหาคนนั้นคนนี้เพื่อสอบถามข้อมูลไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น รังแต่จะไปรบกวนคนอื่นๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว แต่การที่เราสามารถถอยออกมาแล้วตัดมันออกบ้างก็ช่วยดึงความสนใจของกลับมาอยู่กับสิ่งตรงหน้ามากขึ้น สมองได้ทำงานในแบบที่มันควรจะเป็น นั่นก็คือการ ‘คิด’ ไม่ใช่ติดอยู่ในโหมด autopilot แล้วทำตามกูเกิลบอกทุกอย่าง

อีกอย่างหนึ่งที่เราต้องรู้คือทุกสิ่งที่กูเกิลได้มอบให้ เราไม่ได้รับมาอย่างฟรีๆ

Illustration by Kodchakorn Thammachart

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...