โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดโผ 10 อันดับแรกหุ้น SET100 โกยกำไร Q1 โตทะลักเกิน 100%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 22 พ.ค. 2564 เวลา 01.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผ่านไปแล้วสำหรับการประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2564 (สิ้นสุด 31 มี.ค.2564) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) ดังนั้นทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลหุ้นใน SET ที่ประกาศผลการดำเนินงานงวดดังดล่าวมานำเสนอ

โดยครั้งนี้คัดเลือกเฉพาะกลุ่มหุ้น SET100 ที่มีกำไรสุทธิไตรมาส 1/2564 เติบโตเกิน 100% เพียง 10 อันดับแรกของกลุ่มที่สามารถทำกำไรได้อย่างโดดเด่น และสวนวิกฤติการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างแข็งแกร่ง และคาดว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2564 จะเติบโตโดดเด่นต่อเนื่อง โดยมีหุ้นตามตารางประกอบดังนี้

อันดับ 1 บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564 มีกำไรสุทธิ 6,008.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 952.86% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่  570.72 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเนื่องจากรายได้จากการขายไตรมาส 1/2564 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3,240 ล้านบาท เมื่อเทียบไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 2,942 ล้านบาท ขณะเดียวกันต้นทุนขายสินค้าไตรมาส 1/2564 อยู่ที่ 2,598 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 2,610ล้านบาท นอกจากนี้ต้นการจัดจำหน่ายไตรมาส 1/2564 อยู่ที่  195 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 179 ล้านบาท

ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายในการบริหารไตรมาส 1/2564 อยู่ที่ 2,598 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 2,610 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางธุรกิจและการจัดการความเป็นเลิศด้านต้นทุนทั้งบริษัท หรือ Project Olympus สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานในระหว่างไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทวางไว้

ด้าน บล. ฟินันเซีย ไซรัส ระบุแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 57 บาท พร้อมชูให้เป็น Top Pick กลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 เพิ่มขึ้น 359% จากไตรมาสก่อน, เพิ่มขึ้น 953% จากปีก่อน ดีกว่าตลาดคาด 36% ส่วนกำไรปกติ เพิ่มขึ้น 144% จากไตรมาสก่อน, เพิ่มขึ้น 128% จากทั้งรายได้ที่เติบโต รวมถึง Margin ที่ดีขึ้นทั้ง PET PTA MEG และ MTBE ส่วนแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/64 คาดยังเร่งขึ้นต่อ

 

อันดับ 2 บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM  รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564 มีกำไรสุทธิ 610.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 657% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 80.71 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากต้นทุนขายและการให้บริการไตรมาส 1/2564 อยู่ที่ 8,126.85 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 8,910.38 ล้านบาท

ด้านดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BGRIM เปิดเผยว่า ในปีนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ยังมีการขยายความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ โดยในเดือนเมษายน 2564 บี.กริม เพาเวอร์ ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจด้านพลังงานทดแทน, ระบบการบริหารจัดการพลังงานและธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกัน เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS), ระบบการซื้อขายพลังงานไฟฟ้า (Energy Trading), ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบจำหน่ายไฟฟ้า

ส่วนความคืบหน้าของโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในปีนี้มีอีกหลากหลายโครงการ ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมบ่อทอง วินด์ฟาร์ม 1&2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 16 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในจังหวัดมุกดาหาร ปัจจุบันมีความคืบหน้าในการก่อสร้าง 94% โดยมีกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ในครึ่งปีแรกของปี 2564

โดยปัจจุบัน บี.กริม เพาเวอร์ มีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมด 48 โครงการ โดยมีเป้าหมายที่จะมีกำลังการผลิตรวมของโครงการใหม่ ไม่น้อยกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ภายในปีนี้ทั้งจากโครงการที่ก่อสร้างใหม่และการเข้าซื้อกิจการ โดยคงเป้าหมายการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 7,200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568

บล.เคทีบีเอสที  ระบุในบทวิเคราะห์ว่า BGRIM: แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 55.00 บาท อิง DCF (WACC 5.0%, TG 0%) โดยได้เข้าร่วมการจัด Analyst meeting เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2564  โดยสรุปประเด็นสำคัญได้แก่ 1) โครงการที่อยู่ระหว่าง เจรจาทั้งในและต่างประเทศรวมกำลังการผลิตราว 850 MW คาดจะเห็นความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญใน 2H21E

2) สถานการณ์ curtailment ในเวียดนามใกล้กลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังภาครัฐให้ priority โรงไฟฟ้าโซลาร์และเร่งจัดการระบบการจ่ายไฟ 3) แผนพัฒนาไฟฟ้ า Master plan 8 ของ เวียดนาม คาดต้องใช้เวลาก่อนได้ข้อสรุปหลังมีการเปลี่ยนนายกท าให้แผนถูกน ากลับไปทบทวน 4) โครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้างเดินหน้าตามแผนซึ่งจะทะยอย COD ในปี 2564-2565 รวม ราว 493MW

ทั้งนี้มีมุมองเป็นกลางจากการประชุมโครงการที่อยู่ระหว่างเจรจาและก่อสร้าง รวมถึงสถานการณ์ในเวียดนามยังคงมีพัฒนาการตามกรอบที่บริษัทได้เคยแจ้งไว้และยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2564 +16% โดยแนวโน้มกำไรปกติ 2564 คาดเติบโตได้ เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และเทียบไตรมาสก่อนหน้า หนุนโดยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและปัจจัยฤดูกาล

ราคาหุ้น underperform SET -36% ในช่วง 12เดือนที่ผ่านมา คาดมาจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ เริ่มคลี่คลายทำให้ตลาดโดยรวมปรับตัวขึ้นมาได้ดีกว่าหุ้น defensive โดยประเมินราคาหุ้นมีโอกาสกลับมา outperform ตลาดได้

 

อันดบ 3 บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1/2564 สิ้นสุด 31 มี.ค.2564 มีกำไรสุทธิ 5,958.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 597.60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 854.15 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2564 ทำกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งที่ โดยเป็นมาจากไตรมาสแรกปี 2564 บริษัทฯมีรายได้รวม อยู่ที่ 31,579.5 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 80.6 จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน โดยรายได้จากธุรกิจยางธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 51.0 ของรายได้จากการขายและบริการ อยู่ที่ 16,088.6 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 18.0 จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน อันเนื่องมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 10.3 จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนตามราคายางธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับสินค้าโภคภัณฑ์อื่นผสานกับปริมาณการขายที่ฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดอยู่ที่ 326,183 ตัน เติบโตร้อยละ 7.0 จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และ 19.3 จากไตรมาสก่อน

ขณะที่บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลงวดดำเนินงานวันที่ 1 ม.ค. 2564 ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2564  และกำไรสะสมวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) 25 พ.ค. 2564 อัตราการจ่ายปันผลเป็นเงินสด 1.00 บาทต่อหุ้น วันที่จ่ายปันผล 11 มิ.ย. 2564

ด้านบล.เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์แนะนำ "ซื้อ" หุ้น STA ราคาเป้าหมาย 65 บาท/หุ้น จากกรณี สมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ARPC) คาดการณ์ปี 2564 ความต้องการใช้ยางธรรมชาติของโลกจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 8-10% (เทียบกับปี 2563 ปรับตัวลดลง -15%)

ขณะที่ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มองว่าสถานการณ์ผลผลิตยางพาราโลกในปี 2564 ต่อเนื่องถึงปี 2565 จะไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยเห็นสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปี 2563 ที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยางธรรมชาติกลับมาดำเนินธุรกิจกันใหม่ และต่างเดินเครื่องกันเต็มกำลังการผลิต

ในส่วนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) วางเป้าหมายการผลิตรถยนต์ของไทยปี 2564 ที่ 1.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 5.12% จาก 1.42 ล้านคันในปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้ยางรถยนต์ทีเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เศรษฐกิจ (จีดีพี) โลกปีนี้จะขยายตัวที่ 5.49% จากที่ติดลบ 3.50% ในปีที่แล้ว และคาดว่าความต้องการใช้ถุงมือยางจะเติบโต 25% ในปี 2564 และ 20% ในปี 2565

 

อันดับ 4 บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2564 สิ้นสุด 31 มี.ค.2564 มีกำไรอยู่ที่ 333 ล้านบาท เติบโต 218% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 104.78 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับตัวทำจุดสูงสุดรายไตรมาส  หลังจากบริษัทย่อยและร่วมสามารถทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง โดยธุรกิจด้านการเงินยังเป็นตัวขับเคลื่อนกำไร

ด้าน นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART เปิดเผยว่า ในฐานะบริษัทโฮลดิ้งที่มีกลยุทธ์การลงทุนแบบ Investment Holding Company เปิดเผยถึง ผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2564 กำไรทำสถิติสูงสุดรายไตรมาสต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญในการเติบโตของกำไรสุทธิ มาจากบริษัทย่อยและบริษัทร่วมภายในกลุ่มมีการเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยธุรกิจบริหารหนี้ของ JMT ยังคงเป็นสัดส่วนกำไรที่สำคัญให้แก่เจมาร์ท ขณะที่ กลุ่มธุรกิจการเงิน ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์  ภายใต้การบริหารของ SINGER , JAS ASSET (J) และ JAYMART MOBILE สามารถบริหารจัดการได้อย่างดีเยี่ยม แม้ภายใต้สถานการณ์การกลับมาแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในปีนี้ แต่บริษัทฯ สามารถใช้เทคโนโลยี และ Ecosystem ภายในกลุ่ม สนับสนุนโอกาสใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

นอกจากนี้  JMART ได้รับกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมเงินลงทุนของ JMART ใน บริษัท เจฟินเทค จำกัด (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เคบี เจ แคปปิตอล จำกัด (KBJ) เข้ามารับรู้ในไตรมาสนี้ ภายหลังปิดดีลการเข้าลงทุนของบริษัท KB Kookmin Card บริษัทการเงินอันดับต้นๆ จากประเทศเกาหลีใต้ แล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา

สำหรับการประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 4/2564 ที่ผ่านมา บอร์ดไฟเขียวอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.15 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่าย 11 มิถุนายน 2564 นี้โดยกำหนดวัน Record Date คือ 27 พฤษภาคม 2564 นี้ และมีมติอนุมัติการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิ ครั้งที่ 5 (JMART-W5) อายุ 4 ปี ราคาใช้สิทธิ 70 บาท ตามแผน เพื่อสร้างฐานเงินทุนให้กับบริษัทในอนาคต ซึ่งเรื่องการออกและเสนอขาย JMART-W5 นี้จะต้องเสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติในวันที่ 24 มิถุนายน 2564 นี้

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทเจมาร์ทมีฐานกำไรเติบโตมั่นคง และมั่นใจภาพระยะยาวมีแนวโน้มเชิงบวกจากการต่อจิ๊กซอว์ภายในกลุ่ม โดยในไตรมาส 2 เตรียมเดินหน้าสานต่อโครงการที่ได้ประกาศเอาไว้ ได้แก่ การขยายกิจการด้านโลจิสติกส์ ธุรกิจนายหน้าประกันภัยและการเงิน รวมทั้ง ธุรกิจบริหารสินทรัพย์รอการขาย ที่จะเริ่มเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น และยังไม่ได้รวมในประมาณการณ์เป้าหมายที่วางไว้

 

อันดับ 5 บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/64 มีกำไรอยู่ที่ 543.15 ล้านบาท เติบโต 206.35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 177.30 ล้านบาท เนื่องจากกลุ่มบริษัทฯมีรายได้รวมไตรมาส 1/2564 เท่ากับ 6,132.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.1 จากไตรมาส 1 ปี 2563

โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งจากการเพิ่มขึ้นของรายได้สาขาเดิมและรายได้สาขาใหม่ที่เปิดดำเนินการและมีกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1 ปี 2564 เท่ากับ 543.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 206.3 จากไตรมาส 1 ปี 2563

สำหรับการขยายสาขาในไตรมาส 1 ปี 2564 กลุ่มบริษัทฯ เปิดสาขาขนาดใหญ่ เพิ่ม 1 สาขา ได้แก่สาขาแหลมฉบัง ทำให้มีสาขาขนาดใหญ่ที่เปิดบริการทั้งสิ้น 13 สาขา และเปิดสาขา Dohome ToGo เพิ่ม 1 สาขา ได้แก่สาขาตลาดนัดทับยาว ทำให้มีสาขาขนาด Dohome ToGo ที่เปิดบริการทั้งสิ้น 12 สาขา

บล.เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์ว่า  DOHOME: แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 30.00 บาท โดยแนวโน้มผลงานไตรมาส 2/2564 มีแนวโน้มดี รับผลกระทบโควิดจำกัด โดยมีการปรับกำไรสุทธิปี 2564 ขึ้น 16% เป็น 1.75 พันล้านบาท (+141% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน) หลักๆ มาจากการปรับ

1) GPM ขึ้น 20 bps เป็น 20.5% หลังบริษัทได้ปรับ product mix จากเดิมที่เน้นการขายวัสดุ ก่อนสร้าง มาเน้นสินค้าตกแต่งซ่อมแซมมากขึ้น และ 2) ปรับ SG&A/sales ลงเป็น 10.8% (จากเดิม 12.0%) จากการควบคุมค่าใช่จ่ายในการบริหาร ขายและจัดจำ หน่ายที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ปรับกำไรสุทธิปี 2565 ขึ้นอีก +15% ที่ 1.92 พันล้านบาท (+10% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน) หลักๆ มาจากการปรับ SG&A/sales ลงเป็น 10.8% (จากเดิม 12.0%)

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...