ที่มา "จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง" ประยุทธ์ร่ายในสภา
เปิดเบื้องหลังที่มาวรรคทอง “จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง” จากบทกวีชื่อ “เพลงชาติ” ที่ “ประยุทธ์” นำไปร่ายในสภา พร้อมทำความรู้จักนักแต่งกลอน เจ้าของสำนวนคมคาย
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 ที่รัฐสภา ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เป็นวันที่ 2 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงถึงเรื่องการใช้เงินกู้ในโครงการต่าง ๆ ยืนยันว่า รัฐบาลใช้เงินเหมาะสม รอบคอบ ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง และ เป็นไปตามกฎหมาย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ท่านไม่ชอบผมไม่เป็นไร แต่ท่านไม่ชอบประเทศของท่านไม่ควร เพราะประชาชนก็คือประชาชนของเรา ที่ต่างฝ่ายก็รักกันทั้งคู่ คำว่า รักประชาชนต้องไม่เลือกว่า ใครเป็นใคร กฎหมายเป็นผู้ดำเนินการอยู่แล้ว ให้ทุกคนอยู่อย่างเป็นปกติในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบใดก็ตามต้องมีกฎหมายนั่นแหละที่จะทำให้สังคมสงบเรียบร้อย
ในตอนท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ยังร่ายเป็นบทกวีว่า “อันศึกนอกศึกไกล ผมไม่ห่วง แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ ไล่ข่มเหง หากคนไทย หันมาฆ่ากันเอง เราจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง”
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บทกวีที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวนั้น เป็นส่วนหนึ่งของบทกวีชื่อ “เพลงชาติ” ประพันธ์โดย รศ.นภาลัย (ฤกษ์ชนะ) สุวรรณธาดา ขณะที่ยังเป็นนิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย รศ.นภาลัย ได้ส่งบทประพันธ์เข้าประกวดที่สถานีวิทยุแห่งหนึ่ง ก่อนจะรับรางวัลชนะเลิศ เมื่อปี พ.ศ.2510
บทกวีที่คมคาย เป็นที่จดจำของคนไทย และมักถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงในห้วงเวลาที่บ้านเมืองเผชิญวิกฤต มีเนื้อหาเต็ม ดังนี้
ธงชาติไทยไกวกวัดสะบัดพลิ้ว
แลริ้วริ้วสลับงามเป็นสามสี
ผ้าผืนน้อยบางเบาเพียงเท่านี้
แต่เป็นที่รวมชีวิตและจิตใจ
ชนรุ่นเยาว์ยืนเรียบระเบียบแถว
ดวงตาแน่วนิ่งตรงธงไสว
“ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย”
ฟังคราวใดเลือดซ่านพล่านทั้งทรวง
ผืนแผ่นดินถิ่นนี้ที่พำนัก
เราแสนรักและแสนจะแหนหวง
แผ่นดินไทยไทยต้องครองทั้งปวง
ชีพไม่ล่วงใครอย่าล้ำมาย่ำยี
เธอร้องเพลงชาติไทยมั่นใจเหลือ
พลีชีพเพื่อชาติที่รักทรงศักดิ์ศรี
เพลงกระหึ่มก้องฟ้าก้องธาตรี
แม้ไพรีได้ฟังยังถอนใจ
แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไทยร้าวใจเหลือ
คือเลือดเนื้อเป็นหนอนคอยบ่อนไส้
บ้างหากินบนน้ำตาประชาไทย
บ้างฝักใฝ่ลัทธิชั่วน่ากลัวเกรง
ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง
แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง
ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง
จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง!
“กิเลน ประลองเชิง” คอลัมน์นิสต์ของไทยรัฐ เขียนไว้ในคอลัมน์ “ชักธงรบ” เมื่อปี 2557 ว่า รศ.นภาลัย เคยปรารถไว้ในคำนำหนังสือว่า เขียนมานาน จนมีคนเอาไปพิมพ์ใส่ชื่อใหม่ คนรุ่นหลังเจอกลอน เพลงชาติ ของแท้จากเจ้าของตัวจริง ก็ทัก… ทำไมไปลอกเขามา
ในคอลัมน์ดังกล่าว ระบุด้วยว่า รศ.นภาลัย จบจากจุฬาฯ แล้วก็เป็นครูมาทั้งชีวิต เริ่มตั้งแต่ไปสอนภาษาไทยให้เกาหลี เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เกษียณแล้วก็ยังตระเวนเป็นวิทยากร สอนวิชาเขียนหนังสือไทยให้หน่วยราชการ ซึ่งเป็นงานหนักหนาและต่อเนื่อง
เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 รศ.นภาลัย ได้แต่งบทประพันธ์สะท้อนมุมมองทางการเมือง โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากกว่า 300 รายการ และมีการแชร์มากกว่า 1.1 พันครั้ง ตามรายงานของมติชน
บทประพันธ์ดังกล่าว มีชื่อว่า “อย่าอยู่เลย” เนื้อหาดังนี้
เหมือนเหยียบย่ำหัวใจไทยทั้งชาติ
น่าอนาถบัณฑิตจิตสถุล
หรือพ่อแม่สอนไว้ในสกุล
ให้เนรคุณแผ่นดินจนสิ้นใจ
เรียกร้องประชาธิปไตยไว้บังหน้า
แต่นิจจาดาวแดงแรงไฉน
มีค้อนเคียวตอกติดสนิทใน
หวังล้มไทยล้มฟ้าสถาบัน
อย่าอยู่เลยเมืองไทยถ้าใจฝืน
และส่งคืนปริญญาถ้าเดียดฉันท์
อย่าอยู่เลยในสภาแห่งราชัน
จงรอวันกฎแห่งกรรมจะทำงาน!