โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

'วีรชัย' ในความทรงจำ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 เม.ย. 2562 เวลา 04.35 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2562 เวลา 04.22 น.

หมายเหตุ “มติชน” การจากไปของท่านทูต วีรชัย พลาศรัยเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่จะทำให้ทุกคนที่ได้ทราบต่างตกใจกับข่าวร้ายอันไม่คาดคิด และเสียใจที่คนมีความสามารถรอบด้าน ซึ่งน่าจะทำประโยชน์อีกมากมายให้กับประเทศไทยได้จากไปก่อนวัยอันควร “มติชน” จึงเปิดพื้นที่ตรงนี้ เพื่อให้พี่น้องผองเพื่อนไปจนถึงคนที่รู้จักและใกล้ชิดสนิทสนมกับ “ทูตแสบ” ได้ทำให้พวกเราคนไทยเห็นถึงมุมของความเป็นมนุษย์ที่มีครบรส ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า 58 ปีที่ผ่านมา ทูตแสบได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่ามากที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งพึงกระทำได้แล้ว

สัปดาห์นี้เป็นความทรงจำจากท่านทูต ธีรกุล นิยม อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ที่ทำงานใกล้ชิดทูตแสบในช่วงการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานสนับสนุนคดีปราสาทพระวิหาร และผูกพันกันในฐานะพี่น้องในกระทรวงการต่างประเทศมายาวนานกว่า 30 ปี

///////

ในช่วงชีวิตของเราอาจจะได้สัมผัสคนดี คนเก่ง หลายๆ คน แต่การที่ได้พบและรู้จักคนที่ “ครบเครื่อง” นั้น ไม่ใช่เป็นโอกาสที่ง่ายนัก ผมได้รู้จักและทำงานกับคน “ครบเครื่อง” อย่างท่านทูต วีรชัย พลาศรัย จึงถือได้ว่า เป็นผู้มีโอกาสดี เพราะได้ทั้งกัลยาณมิตร และประสบการณ์ที่มีค่าในชีวิต

ข้อเขียนนี้ ยูกิ – วรรัตน์ ตานิกูจิ เจ้าของคอลัมน์ฯ ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรอีกคนหนึ่งของท่านทูตวีรชัย หรือ “แสบ” ของคนใกล้ชิด บอกว่าไม่อยากให้เขียนถึงแสบในเรื่องของงาน เพราะเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป อยากให้เขียนและพูดถึงความเป็นตัวตน และความเป็นมนุษย์ของแสบ ในวาระนี้ จึงได้เขียนถึงแสบในประเด็นดังกล่าว และต้องขอขอบคุณยูกิที่อุทิศพื้นที่คอลัมน์ให้ระลึกถึงคนดี

ผมพบแสบครั้งแรก เมื่อประมาณสามสิบปีที่แล้ว ณ ห้องบัวแก้ว วังสราญรมย์ เป็นการพบกันที่ไม่ใช่ในเรื่องหน้าที่การงาน แต่เป็นกิจกรรมที่แสบรักเป็นชีวิตจิตใจ คือการซ้อมดนตรี เพื่อแสดงในวันสราญรมย์ ซึ่งเป็นงานสังสรรค์ประจำปีของชาวบัวแก้วทุกรุ่น ครั้งนั้น นอกจากจะสวมบทบาทนักดนตรีแล้ว แสบยังมีหน้าที่ควบคุมเครื่องเสียง แสงด้วย ดูแสบมีความสุข และแข็งขันมากต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

ในฐานะข้าราชการหนุ่มแรกเข้า นักเรียนทุนกระทรวงฯ ไฟแรง และ “มีแววดี” แน่นอนแสบต้องได้รับมอบหมายให้ทำงานในหน้าที่ที่สำคัญมากมาย แต่แสบก็สามารถบริหารจัดการได้ดี เรียกว่า “งานหลวงไม่ขาด งานราษฎร์ไม่เว้น” ไม่เคยขาดซ้อม มาตรงเวลา ด้วยเครื่องแต่งกายที่เป็นนักดนตรี สะท้อนอารมณ์ศิลปิน t-shirt-สีดำ แสบทำหน้าที่อย่างจริงจัง และกลับเกือบเป็นคนสุดท้ายเมื่อเก็บเครื่องไม้เครื่องมืออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว

เมื่อทำงานในกระทรวงฯ สักระยะ แสบได้เริ่มก่อร่างสร้างวงเป็นเรื่องเป็นราวแต่ชื่อวงเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในที่สุดมาลงตัวกับชื่อ “Saranrom Soujourners Band (SSB)” วงนี้มีสมาชิกรุ่นแรกๆ อาทิ ทรงพล สุขจันทร์ (ปัจจุบัน: ออท. ณ กรุงจาการ์ตา) รัศม์ ชาลีจันทร์ (ปัจจุบัน: ออท. ณ กรุงอัสตานา) จักรกฤษณ์ ศรีวลี (ปัจจุบัน: ออท. ณ กรุงบูดาเปสต์) และพงศักดิ์ นิ่มกำเนิด (ปัจจุบัน: เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน สอท. กรุงปารีส) สำหรับกองเชียร์ประจำข้างวงที่สร้างความคึกครื้นสนุกสนาน ได้แก่ อรุณ จิวาศักดิ์อภิมาศ (ปัจจุบัน: ออท. ณ กรุงดาการ์) พรพงศ์ กนิษฐานนท์ (ปัจจุบัน: ออท. ณ กรุงอัมมาน) อาจารีย์ รัตนบัลลังก์ (ปัจจุบัน: ออท. ประจำกระทรวงฯ)

แสบให้ความสำคัญต่อการซ้อมดนตรีมาก วันที่แสบนัดซ้อมดนตรี สมาชิกวงฯ ซึ่งเป็นเพื่อนรักจะถูกดุ (จริงๆ) หากไม่ตรงต่อเวลา ไม่ทำการบ้าน ยังจำได้ว่า ตอนผมเป็นอธิบดีกรมการกงสุล ท่านทูตทรงพล สุขจันทร์ ซึ่งเป็นผอ.หนังสือเดินทางขณะนั้น เปรยกับผมด้วยเสียงอ่อยๆ อยู่เนืองๆ ว่า“ยังไม่ได้ซ้อมแกะโน๊ตเลย โดนไอ้แสบมันเล่นอีกแล้ว” พร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่

ที่เล่ามาทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า แม้เป็นเรื่องบันเทิง แสบก็จริงจัง มีระเบียบวินัย เพื่อให้งานออกมาดี ซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้น เพราะวงของแสบเล่นได้ดี คนฟังสนุกมีส่วนร่วม นอกจากนั้นแสบได้ทำเรื่องบันเทิงให้กลายเป็นสาระ โดยใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือทางการทูตที่ดีสร้างเครือข่ายที่แน่นแฟ้นระหว่างนักการทูตเพื่อสนับสนุนไทยโดยเห็นได้ชัดตอนที่อยู่ ณ นครนิวยอร์ค และวอชิงตัน ดี.ซี. ความจริงจังและให้ความสำคัญต่อทุกเรื่องก็ตอกย้ำจากปากของแสบเอง ด้วยการให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่งว่า “ถ้าเรามีตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบ งานทุกชิ้นสำคัญเท่าเทียมกันทั้งสิ้น เพราะคุณต้องทำให้ดีที่สุดสำหรับงานที่คุณได้มา งานนั้นอาจจะเป็นแค่การชงกาแฟให้เจ้านายหรือทำคดีนี้ (เขาพระวิหาร) มันมีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด เพราะมันเป็นสิ่งที่อยู่ในหน้าที่ของคุณ”

นอกจากความจริงจังในทุกเรื่องแล้ว ความเป็นระเบียบวินัย เคร่งครัดกับตัวเอง ก็เป็นคุณลักษณะที่เห็นได้ชัดของแสบ ในประเด็นนี้ก็จะไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องงานโดยตรง ทุกครั้งที่ไปประชุมต่างประเทศกับแสบ เรามักจะมี working breakfast ก่อนการประชุม/การเจรจาจริง ทุกเช้าจะเห็นแสบใส่ชุดกีฬา เหงื่อโทรมกาย เพราะเพิ่งกลับมาจากวิ่งหรือออกกำลังใน fitness center และเข้าร่วม working breakfast กับพวกเราได้อย่างแจ่มใสและมีพลัง ทำให้นึกย้อนกลับไปอีกประมาณ 20 ปี ครั้งนั้น แสบเพิ่งกลับจากประจำการต่างประเทศมารับราชการในกระทรวงฯ พบว่าแสบน้ำหนักลดมาก จาก “คนอ้วน” กลายเป็นมีรูปร่างปราดเปรียวเป็นนักกีฬา จึงถามแสบว่า เกิดอะไรขึ้น คำตอบก็คือ“ผมต้องออกกำลังครับ เพื่อจะได้แข็งแรง ทำงานได้เยอะๆ นานๆ” จากวันนั้น แสบก็ถือปฏิบัติมาตลอดชีวิต

วกมาเรื่องงาน ผมได้มีโอกาสทำงานอย่างใกล้ชิดกับแสบตอนที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ในช่วง พ.ศ. 2552 ในที่สุดก็มีการนำเรื่องไปสู่การพิจารณาคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ซึ่งเป็นไปตามที่แสบและพวกเราทุกคนคาดการณ์ ผมเชื่อว่าแสบได้เตรียมตัวเรื่องนี้เงียบๆ อย่างแข็งขันมาเป็นเวลายาวนาน เมื่อถึงเวลาที่จะต้องรับภาระในการเป็นหัวหน้าคณะของไทยในการต่อสู้คดีที่ศาลโลก แสบจึงมีความพร้อมเต็มที่ เพราะได้ศึกษาภูมิหลังและประเด็นต่างๆ ของเรื่องอย่างลึกซึ้ง สามารถอธิบายให้ความรู้แก่ผู้เกี่ยวข้อง ให้เข้าใจ ประเด็นยากๆ ได้อย่างแจ่มแจ้ง มีแผนงาน การทำงานอย่างชัดเจน เลือกเพื่อนข้าราชการเข้าร่วมทำงานได้อย่างถูกต้อง โดยใช้งานตามความถนัด ทำให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำงานกันเป็นทีม และ ”เป็นเนื้อเดียวกัน” ได้อย่างดี

เราประชุมกัน ทุกวัน ผมในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน ได้ร่วมประชุมกับคณะทำงานทุกวันที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย หรือกรมเอเชียตะวันออก แม้งานจะหนัก เครียด แต่บรรยากาศทำงานสนุก คณะทำงานที่กรุงเทพ ทำงานสนับสนุนการทำงานของแสบที่เฮก อย่างเต็มที่ ผมและอธิบดี ปุ๊-อิทธิพร บุญประคอง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศในขณะนั้น (ปัจจุบัน: ประธานกกต.) คุยหารือทางไกลกับแสบแทบทุกวัน จบลงด้วยเสียงหัวเราะดังๆ ของแสบและผม หรืออธิบดีปุ๊ ด้วยเรื่อง joke ขำๆ เกือบทุกครั้ง

จากการทำงานในเรื่องสำคัญของชาติด้วยกัน อย่างใกล้ชิด เห็นได้ชัดว่า แสบเข้มงวดกับตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ “เคี่ยว” และสอนงานน้องๆ ให้เรียนรู้และพัฒนาอย่างก้าวกระโดด มีหลายคนน้าตาซึมบ่อยๆ บางครั้งอาจน้อยใจและท้อบ้าง แต่ไม่มีใคร “งอน” หรือ “โกรธ” แสบได้นาน เพราะต่างตระหนักว่า แสบทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยไม่มีอคติส่วนตัว และหวังดีต่อทุกคน ให้ได้เรียนรู้จากการทำงานและวิธีทำงานของแสบ ทุกครั้งที่แสบจะต้องอธิบายประเด็นต่างๆ ที่ซับซ้อนในเวทีต่างๆ ที่สำคัญ ผมสังเกตแสบมักพึมพำกับตัวเอง ซึ่งเดาว่าเป็นการซักซ้อมความคิด ความเชื่อมโยงของตรรกะ เพื่อการนำเสนอเรื่องได้อย่างชัดเจน อาการแบบนี้ก็เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ผมพึมพำกับตัวเองในรถคนเดียวก่อนที่จะต้องไปอธิบายเรื่องสำคัญต่างๆ บ่อยครั้ง จนคนข้างเคียงถามว่า “ว่าอะไรนะครับ” คำตอบคือ “เปล่าไม่มีอะไร แค่คุยกับ ตัวเอง” !!

วันที่ศาลโลกอ่านคำพิพากษา คดีเขาพระวิหาร ผมออกไปประจำการที่กรุงออสโลแล้ว ผมติดตามการกล่าวสรุปของแสบจากการถ่ายทอดสด ทางทีวีไทย ด้วยใจจดจ่อ และเช่นเคย ชื่นชมกับการ “เก็บทุกเม็ด” ของแสบ ประทับใจในการเน้นย้ำประเด็นของการยึดมั่นในท่าทีอย่างมั่นคง คงเส้นคงวา (consistency) ของไทย และความเป็นไม้หลักปักขี้เลน และไม่คงเส้นคงวา (inconsistency) ของคู่กรณี ซึ่งแสบได้สาธยายในเรื่องนี้ต่อศาลและสาธารณชนได้อย่างชัดเจน แสบใช้คำ consistency/inconsistency อยู่ถึง 11 คำ ใน 20 ย่อหน้าสั้นๆ ของคำกล่าว ในส่วนนี้ (คำกล่าวทั้งหมดเน้นใน 3 ประเด็นใหญ่ consistency, stability and finality) หลังจากจบการพิจารณาของศาล ผมได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับแสบ และตบท้ายว่า “you are so consistently good” แสบหัวเราะตามแบบของเขาซึ่งไม่มีใครเลียนได้ ตอบผมว่า “ขอบพระคุณครับ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกพี่ และขอบคุณพี่ที่ consistently support ผมครับ” ผมคิดว่าเราทั้งคู่ยิ้มกันอยู่นานหลังจากวางโทรศัพท์

ผมหวังและเชื่อมั่นอยู่เสมอว่าแสบจะเติบใหญ่ สร้างประโยชน์ แสดงเกียรติภูมิของคนไทยได้กว้างไกลในวงการกฎหมายระหว่างประเทศหลังเกษียณราชการแล้ว จึงอยากเล่าเสริมตรงนี้ว่า ช่วงระยะกลางของคดีเขาพระวิหาร แสบได้บอกกับผมสองต่อสองในห้องทำงานว่า “พี่ครับ ผมมีเรื่องสำคัญจะปรึกษา ผมคิดจะลาออก เพราะได้รับการทาบทามเป็นการภายในจาก WTO ให้สมัครเป็น Member of WTO Appellate Body ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ ผมตอบแสบไปว่า “พี่ขอแสบ อย่าเพิ่งออกตอนนี้เลย ด้วยเหตุผล 3 ข้อ คือ 1. ด้วย ปัญญา และความสามารถ caliber ระดับนี้ แสบน่าจะไปรับตำแหน่งที่สูงและสำคัญกว่า สำหรับแสบแล้วพี่นึกไปถึงตำแหน่งผู้พิพากษาศาล ICJ หรือ สมาชิก ILC (หมายเหตุ: แต่ประมาณสองสัปดาห์ต่อมา ผมได้ เล่าเรื่องนี้ให้อดีตราชเลขาธิการ กฤษณ์ กาญจนกุญชร ทราบในฐานะที่เป็นนายและครูใหญ่คนหนึ่งของแสบ ท่านได้ให้ความรู้กับผมว่า ตำแหน่งที่แสบได้รับการทาบทามเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทสูงในองค์กรที่สำคัญของ WTO ซึ่งองค์กรนี้มีสมาชิกเป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศชั้นนำ 7 ท่าน ยังจำคำท่านอยู่ในหัวได้เลยว่า “ตำแหน่งนี้สำคัญนะ You โอกาสแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะมาได้ง่ายๆ” ซึ่งแสบก็ไม่เคยแย้งความเขลาในประเด็นนี้ของผมเลย) 2. หากแสบลาออกกลางคันในขณะนี้ อาจถูกกล่าวหาได้ว่าทิ้งภารกิจที่สำคัญ ซึ่งแสบไม่ใช่เป็นคนเช่นนั้น ทั้งที่ได้ทุ่มเทเต็มที่เพื่อชาติมาตลอด 3. เป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัวแท้ๆ ของพี่ ถ้าแสบไป พี่ไม่รู้จะหาใครมาทำหน้าที่แทนได้ดีเท่าแสบ”

พอผมพูดจบ แสบตอบผมได้ทันทีเลยว่า “งั้นเลิกคิด ผมอยู่ทำงานกับพี่ต่อครับ”

มนุษย์ที่ใจใหญ่ก็สามารถตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวมได้เด็ดเดี่ยวอย่างนี้ล่ะครับ

มีเรื่องดีๆ ที่จะเขียนถึงแสบอีกเยอะมาก เนื้อที่ทั้งปีของคอลัมน์นี้ก็คงไม่พอ แต่ผมก็นำความดีของแสบไปบอกเล่าต่ออย่างสุขใจในทุกโอกาสโดยเฉพาะกับน้องๆ ที่เป็นข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศเพราะเขาจะได้ภูมิใจว่ามีรุ่นพี่ที่ทั้งเก่งและดี สามารถเป็นแบบอย่างของข้าราชการ และมนุษย์ที่ดีมีศักดิ์ศรีซึ่งได้สร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมตลอดอายุขัย

เขียนถึงด้วยรัก คิดถึง และชื่นชมแสบตลอดไป

วันที่ 30 มี.ค. 62

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...