โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ซีเซียม-137 คืออะไร อันตรายแค่ไหนหากสัมผัส

INN News

เผยแพร่ 21 มี.ค. 2566 เวลา 06.04 น. • INN News

จากเหตุการณ์เหล็กบรรจุซีเซียม-137 หายเมื่อต้นเดือนมีนาคม คาดว่าจะได้รับบการหลอมและสร้างอันตรายต่อผู้คนบริเวณใกล้เคียงไปแล้ว โดย ณ วันที่ 20 มี.ค. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เผยว่า เหล็กเปื้อนซีเซียม-137 ที่สูญหายในโรงงานไฟฟ้าที่ จ.ปราจีนบุรี ถูกหลอมไปแล้วกว่า 3 อาทิตย์ ทั้งนี้กล่าวว่าเป็นการหลอมระบบปิด และยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อประชาชนระแวกใกล้เคียง

ซีเซียม-137 คืออะไร

ซีเซียม-137 (Cs-137) คือ สารกัมมันตรังสี ซึ่งเป็นผลผลิตฟิชชันที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน (Nuclear Fission) ซีเซียม-137 มีครึ่งชีวิต 30.17 ปี ทั้งแบบเสถียรและไม่เสถียร มักใช้ในงานทางด้านอุตสาหกรรม พบในฝุ่นกัมมันตรังสีที่เป็นสารเปรอะเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2403 โดย กุสตาฟ เคอร์ชอฟฟ์ และ โรเบิร์ต บุชเซน ส่วนสารอย่างซีเซียม-137 เป็นตัวที่ใช้ในเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ถูกนำมาใช้ทำอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องวัดระดับ วัดความชื้นและความหนาแน่น ที่ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เครื่องหยั่งธรณี ที่ใช้ในการขุดเจาะพื้นดินต่าง ๆ ในทางการแพทย์ถูกใช้บำบัดมะเร็ง

อันตรายของ ซีเซียม-137

โดยปกติจะใช้ในด้านอุตสาหกรรม แต่หากเกิดการหลอมเผาไหม้และกลายเป็นไอ จะสามารถกระจายกัมมันตภาพไปได้กว่าพันกิโลเมตร โดยสามารถทำร้ายสิ่งมีชีวิตได้ทั้งคนและสัตว์ ผ่านการใกล้ชิดกับสาร เช่น การกิน การหายใจ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการเปรอะเปื้อนสารนี้

อย่างภัยพิบัติเชอร์โนบิล (Chernobyl) ปี 1986 การระเบิดของเตาปฏิกรณ์ที่ 4 ทำให้สารกัมมันตรังสีแผ่กระจายออกไปกว่า 1,000 กิโลเมตร (620 ไมล์) หรืออุบัติเหตุ เอเซอริน็อกซ์ (Acerinox accident) ปี 1988 ที่สารซีเซียม-137 หลุดเข้าไปอยู่ในโรงงนาแปรรูปเศษเหล็กและถูกหลอมในเตาเผาจนเกิดเมฆกัมมันตรังสี radioactive cloud

โดยซีเซียม-137 ที่ถูกหลอมจะสามารถทำปฏิกิริยากับน้ำและกลายเป็นซีเซียมไฮดรอกไซด์ (caesium hydroxide) เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดขาวและไทรอยด์ หรือหากได้รับปริมาณมาก ๆ จะทำให้ผิวหนังไหม้อย่างรุนแรง จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ แต่ขนาดความรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับการได้รับรังสีตามปัจจัยต่าง ๆ ผลกระทบต่อสุขภาพจากสารซีเซียม-137 ขึ้นอยู่กับปริมาณ ความแรงต้นกำเนิด ระยะทาง และระยะเวลาที่ได้รับ

วิธีป้องกันซีเซียม-137

โดยปกติแล้วสารซีเซียม-137 ที่มีการปนเปื้อนในอากาศเราแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับ แต่หากการแพร่กระจายของซีเซียมนั้นไม่ได้อยู่ในบริเวณใกล้เคียงและมีปริมาณมาก การที่จะบาดเจ็บสาหัสหรือมีอาการจากซีเซียม-137 จึงเป็นไปได้ยาก

อีกทั้งการตรวจสอบสารกัมมันตรังสีไม่สามารถมองได้ด้วยตาหรือสัมผัสได้ด้วยกลิ่น แต่ต้องใช้เครื่องมือในการตรวจผ่านปัสสาวะ แต่สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ด้วยยาปรัสเซียนบลู (Prussian blue) มีวัตถุประสงค์เฉพาะทางการแพทย์คือ ใช้เป็นยาต้านพิษไอโซโทปรังสีของซีเซียมและแทลเลียม หรือเรียกง่าย ๆ ว่ายาแก้พิษจากโลหะโดยจะช่วยขับสารซีเซียม-137 นี้ออกจากร่างกายเราไปได้

สถานการณ์ตอนนี้อยู่ในการตรวจสอบและเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนบริเวณใกล้เคียง ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกล่าวไว้จะดูแลหลัก ๆ 3 กลุ่มคือ

  • กลุ่มผิวหนัง เนื้อเยื่อ อาการจะมีตั้งแต่ตุ่มน้ำใส เนื้อตาย เป็นต้น
  • กลุ่มผู้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ
  • กลุ่มอื่นๆ

สารซีเซียม-137 เป็นสารที่มีครึ่งชีวิตอยู่ที่ 30 ปี ไม่ว่าจะเป็นในร่างกายของคนหรือสิ่งแวดล้อม จึงมีความสำคัญที่เราต้องมีการตรวจติดตามต่อเนื่อง

หากสัมผัสหรืออยู่ในบริเวณที่มีการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสี ให้รีบพบเจ้าหน้าที่เพื่อแจ้งอาการและรักษาตามอาการให้ไวที่สุด และหลีกเลี่ยงด้วยตัวเองได้โดยการอพยพออกจากพื้นที่นั้น ๆ งดการสัมผัสหรือสูดดมบริเวณที่มีสารเปรอะเปื้อน ช่วยลดความเสี่ยงในการสูดดมและมีสารตกค้างในร่างกายได้

ขอบคุณข้อมูลจาก

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

สมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ

FB: Somros MD Phonglamai

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...