ทำความรู้จัก “พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป” หรือ PRTR หนึ่งในผู้นำด้าน HR ของไทย
Wealthy Thai
อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 23.32 น. • เผยแพร่ 07 มี.ค. 2566 เวลา 08.29 น. • ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์สภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้หลายองค์กรต้องขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมจัดหาจัดจ้างพนักงาน (Outsourcing Services) โดยคอลัมน์ Next IPO ประจำวันอังคาร Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาทำความรู้จัก 1 ในผู้ดำเนินธุรกิจดังกล่าว อย่าง บริษัท พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PRTR
ล่าสุดกำหนดราคา IPO ได้กำหนดราคาเสนอขาย IPO ที่หุ้นละ 7.2 บาท ซึ่งจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อในวันที่ 8-10 มีนาคมนี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 15 มีนาคม 2566 ในหมวดธุรกิจบริการเฉพาะกิจ (PROF)
PRTR ประกอบธุรกิจบริหารและจัดจ้างพนักงาน (Outsourcing Service หรือ ธุรกิจ Outsource) และธุรกิจสรรหาบุคลากร (“Recruitment Service” หรือ “Recruitment”) ซึ่งมีลูกค้าในหลากหลายธุรกิจ อีกทั้งมีจุดเด่นในด้านคุณภาพการให้บริการ และศักยภาพในการให้บริการแบบครบวงจร
โดยตั้งแต่การจัดหาและจัดจ้างพนักงาน บริหารและจัดการทรัพยากรบุคคลในเรื่องต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาสัญญาเพื่อให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้ว่าจะมีจำนวนบุคลากรและคุณสมบัติที่สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจ การให้บริการจัดทำเงินเดือนและผลประโยชน์ของพนักงาน (Payroll & Benefit Management) การจัดฝึกอบรมพนักงาน (Orientation & Training)
รวมทั้งการให้คำปรึกษาทางด้านการจัดการบุคลากร (Human Resource Development Consultancy) การตรวจสอบประวัติพนักงาน (Background Checking) เป็นต้น
ทั้งนี้ PRTRถือเป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านธุรกิจบริหารและจัดการบุคลากร (HR Outsourcing) ที่มีขอบเขตการให้บริการที่หลากหลายและครอบคลุมการบริหารทรัพยากรบุคคลทั้งหมด ด้วยบริการที่ครบวงจร และชื่อเสียงในด้านคุณภาพการบริการ นอกจากจะทำให้ลูกค้าเก่ามาใช้บริการ PRTR อย่างต่อเนื่อง ยังดึงดูดลูกค้ารายใหม่ ๆ จากหลายธุรกิจให้มาใช้บริการ ทำให้ PRTR ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการจัดจ้างพนักงานและบริการสรรหาบุคลากรอันดับต้นของประเทศไทย
PRTR มีแผนขยายฐานลูกค้าและฐานรายได้เพิ่มเติมด้วยการเข้าสู่ธุรกิจให้บริการฝึกอบรมแบบออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มและออฟไลน์ (Integrated Learning Services) และธุรกิจการให้บริการแพลตฟอร์มหางานออนไลน์ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ทั้งกลุ่มออฟไลน์และออนไลน์
ทั้งนี้ในปี 2564จึงได้จัดตั้งบริษัท เดอะแบล็คสมิธ จำกัด (BLACKSMITH) เพื่อประกอบธุรกิจ Integrated Learning Services และบริษัท จัดหางาน เน็กซ์มูฟ แพลตฟอร์ม จำกัด (NEXMOVE) เพื่อให้บริการแพลตฟอร์มหางานออนไลน์ โดย BLACKSMITH เริ่มมีรายได้จากการประกอบธุรกิจตั้งแต่ไตรมาส 2/64ส่วน NEXMOVE เริ่มให้บริการในไตรมาส 4/65
BLACKSMITH ให้บริการในด้านการอบรมทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้าบุคคลและบริษัท รวมถึงกลุ่มลูกค้าปัจจุบันของ PRTR ซึ่งจากประสบการณ์ในด้าน HR ของ PRTR เป็นจุดแข็งที่ทำให้ BLACKSMITH มีคอร์สอบรมที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเป็นการพัฒนาคอร์ส อบรมร่วมกับ Trainer ที่ผ่านการคัดเลือกจากทีมงานที่มีประสบการณ์
NEXMOVE ให้บริการด้านแพลตฟอร์มหางานออนไลน์ (Online Job Platform) ซึ่งทางทีมผู้บริหารเห็นโอกาสในธุรกิจด้านนี้ที่ปัจจุบันมีคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดยังไม่มาก การเพิ่มบริการใหม่นี้จะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าและรายได้ให้กับ PRTR ทำให้ PRTR มีบริการที่ครอบคลุมในการให้บริการงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลมากขึ้น จากประสบการณ์ในด้านการสรรหาบุคลากรมาอย่างยาวนาน PRTR จึงสามารถพัฒนา Job Platform ที่ช่วยให้การสรรหาบุคลากรมีความแม่นยำตรงกับความต้องการทั้งผู้ที่สนใจสมัครงานและบริษัทที่ต้องการหาพนักงานมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 PRTRได้ก่อตั้งบริษัท พินโน โซลูชั่นส์ จำกัด (PINNO) ธุรกิจให้บริการแอ๊พพลิเคชั่นซอฟท์แวร์ “IPOP” ซึ่งเป็นซอฟแวร์ด้านการบริหารจัดการบุคลากร (Human Capital Management Program) และคาดว่าจะเริ่มประกอบธุรกิจในไตรมาส 1/66
อย่างไรก็ตามแม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะหดตัวจากสถานการณ์ COVID-19 ในช่วงปี 2563-2565 แต่รายได้ของ PRTR ระหว่างปี 2562 – 2564 ยังคงสามารถเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 10.8% โดยในช่วงปี 2565 มีอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 11.8% ปัจจุบัน สถานการณ์ COVID-19 ทั่วโลกรวมถึงไทยได้คลี่คลายแล้วจากการเร่งฉีดวัคซีนและการปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตแบบใหม่ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานบรรเทาลง เศรษฐกิจโลกได้เริ่มกลับมาฟื้นตัว
ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการเริ่มขยายตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่งผลบวกต่ออุปสงค์และอุปทาน และทำให้รายได้ของเกือบทุกอุตสาหกรรมเริ่มกลับมาฟื้นตัว
อย่างไรก็ตามความท้าทายใหม่ ๆ ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2565 ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Shortage) ที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว รวมถึงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อวางแผนรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น
ด้านผู้บริหารคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังมากขึ้นในปี 2566 และจะเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อผลประกอบการของ PRTR
ขณะที่ธุรกิจบริหารจัดจ้างพนักงาน (Outsourcing Services) มีผู้ประกอบการจำนวนมากทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ และจับกลุ่มลูกค้าหลากหลายธุรกิจและลักษณะงานต่างกันไป เช่น การบริหารจัดจ้างกลุ่มพนักงานขับรถยนต์ พนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานทำความสะอาด หรือกลุ่มพนักงานที่ PRTR มุ่งเน้นบริหารจัดจ้าง เช่น พนักงานขายประจำห้างสรรพสินค้า วิศวกรสนาม พนักงานสำนักงาน และพนักงานสายงานการผลิตในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าธุรกิจ Outsourcing Services จะมีผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่ถ้าหากพิจารณาจากขนาดของรายได้ (ที่มา: บริษัท บิซิเนส ออนไลน์ จำกัด (มหาชน) หรือ BOL) PRTR ถือได้ว่าเป็น 1 ใน 3 บริษัทกลุ่มผู้นำตลาดด้าน Outsourcing Services ในประเทศไทย
โดยหลัก ๆ ประกอบด้วยเครือบริษัทต่างชาติ ได้แก่ Adecco และ Manpower นอกจากนี้ PRTR มีคู่แข่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) และบริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) และคู่แข่งที่เป็นเครือบริษัทต่างชาติอื่น เช่น กลุ่ม ISS SUPPORT
สำหรับธุรกิจสรรหาบุคลากร (Recruitment Services) ผู้ที่ประกอบกิจการในประเทศไทย จะต้องได้รับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจจากกรมการจัดหางานซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลธุรกิจดังกล่าวโดยตรง ณ วันที่ 31 ม.ค. 2566 มีบริษัทหรือสำนักงานที่ได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 309 บริษัท (ที่มา: กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน) ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นคู่แข่งทางตรงของ PRTR
ทั้งนี้ หากพิจารณาในด้านขนาดรายได้ (ที่มา: บริษัท บิซิเนส ออนไลน์ จำกัด (มหาชน) หรือ BOL) PRTR ถือว่าเป็น 1 ใน 4 บริษัทผู้นำตลาดด้าน Recruitment Services ในประเทศไทย ที่ประกอบด้วย Robert Walter, Michel Page และ JAC และมีคู่แข่งที่สำคัญอื่น เช่น กลุ่ม RGF และ Argyll Scott เป็นต้น
ด้านผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี แม้ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะหดตัวจาก COVID-19 แต่รายได้จากการให้บริการของ PRTR ระหว่างปี 2563-2565 ยังคงสามารถเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 12.1% มีรายได้จากการให้บริการ 4,866.3 ล้านบาท 5,555.9 ล้านบาท และ 6,111.7 ล้านบาท ตามลำดับ มีกำไรสุทธิปี 2563-2565 เท่ากับ 120.7 ล้านบาท 183.2 ล้านบาท และ 199.4 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่เกิดจากลูกค้าในประเทศไทย
ขณะที่สัดส่วนรายได้ปี 2565 แบ่งตามประเภทธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจ Outsource สัดส่วน 95.9% ธุรกิจ Recruitment 3.8% และ ธุรกิจ Integrated Learning Service 0.2% ของรายได้รวม และมีอัตรากำไรสุทธิ 3.3% มีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 51.9% เนื่องจากการเพิ่มขึ้นจากการขยายฐานรายได้ทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ ภายหลัง IPO บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART จะเข้ามาถือหุ้นจำนวน 90,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 15% และคุณนลินทิพย์ แก้วอำไพ จะเข้ามาถือหุ้นจำนวน 1,125,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.2%
โดยเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 คณะกรรมการบริษัทของ JMART ได้มีมติอนุมัติในหลักการเกี่ยวกับการเข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น PRTR (“Share Sale and Purchase Agreement”) จากกลุ่มผู้ขายโดย JMART และกลุ่มผู้ขายตกลงซื้อขายหุ้นจำนวนดังกล่าว ซึ่งจะซื้อขายที่ราคา IPO ในวันที่ PRTR ซื้อขายเป็นวันแรก ผ่านการซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Big-Lot Board)
อย่างไรก็ตามคณะกรรมการบริษัทของ JMART ได้มีมติอนุมัติในหลักการให้ JMART ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ PRTR เพื่อตกลงเรื่องการห้ามขายหุ้นและการไม่ดำเนินการที่เป็นการแข่งขันกับ PRTR
นางสาวริศรา เจริญพานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PRTRกล่าวว่า PRTR คือผู้เชี่ยวชาญในการให้บริการด้านทรัพยากรบุคคลอย่างครบวงจร (Total HR Solutions) ก่อตั้งมาแล้ว 30 ปี กลุ่มผู้บริหารถือเป็นกลุ่มผู้ที่คร่ำหวอดในธุรกิจบริการจัดหาและสรรหาพนักงาน และเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่ทำให้ PRTR สามารถก้าวเข้าสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านการให้บริการจัดจ้างพนักงาน (Outsourcing Services) และสรรหาบุคลากร (Recruitment Services) ชั้นนำของประเทศ
อีกทั้ง ด้วยวิสัยทัศน์ PRTR เป็นองค์กรด้านบุคลากรอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบัน PRTR ถือเป็นผู้นำในประเทศไทย และได้รับการยอมรับจากผู้ใช้บริการในหลากหลายธุรกิจ บริษัทฯ ต้องการยกระดับ PRTR ไปสู่สากล ให้เป็นที่รู้จักต่อลูกค้าต่างชาติมากขึ้น เงินระดมทุนครั้งนี้ จึงเสริมแกร่งฐานทุน ปูทางสู่โอกาสใหม่ๆ ในอนาคต