โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จบปริญญา แต่ทำไมว่างงาน ปัญหานี้มีอะไรมากกว่าที่คิด

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 07 พ.ย. 2567 เวลา 04.13 น. • เผยแพร่ 04 พ.ย. 2567 เวลา 17.29 น.

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในซีรีส์ “ความฝันของนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ สร้างสังคมไทยแห่งโอกาส” ซึ่งเขียนโดย 9 นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยปรับเปลี่ยนเพื่อให้เท่าทันต่อโลกและบริบทใหม่ทางเศรษฐกิจและสังคม เปิดโอกาสให้กับทุกคนอย่างเสมอภาคให้ก้าวไปสู่อนาคตที่ทุกคนใฝ่ฝัน

หลายคนคงจะเคยได้ยินคำสอนคลาสสิกที่ว่า “เรียนจบสูงๆ โตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน” ซึ่งเป็นคำสอนที่สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า การศึกษาที่สูงจะนำไปสู่อาชีพการงานที่ก้าวหน้า

ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นคำสอนที่สมเหตุสมผล เพราะระดับการศึกษาที่สูงก็มักจะมาควบคู่กับความรู้ความสามารถที่สูง และตำแหน่งงานที่ดีก็ย่อมต้องการคนที่มีความสามารถสูงเพียงพอ เราจึงเห็นเด็กไทยจำนวนมากพยายามเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยหวังว่าจบออกมาแล้วจะมีอาชีพการงานที่มั่นคง ทำให้ทุกวันนี้ การเรียนจบปริญญาตรีแทบจะกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมไทยไปแล้ว

แต่ในปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามความคาดหวังเหล่านั้น ทุกวันนี้เรามักจะได้ยินอยู่เสมอๆ ว่า เด็กไทยเรียนสูงขึ้นแต่ตกงานมากขึ้น โดยเฉพาะบัณฑิตมหาวิทยาลัยที่ตกงานมากที่สุด บางทีก็มีข่าวว่า ราชการเปิดรับสมัครงานแค่ไม่กี่ตำแหน่ง แต่มีคนมาสมัครเป็นพันๆ คน สะท้อนถึงโอกาสในการหางานที่ยากขึ้นแม้จะเรียนจบมาสูง สิ่งเหล่านี้สร้างความกดดันให้กับการหางานของเด็กรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ จนในตอนนี้การว่างงานเป็นหนึ่งในปัญหาที่เด็กรุ่นใหม่แสดงความกังวลมากที่สุดไปแล้ว1

เกิดอะไรขึ้นในเศรษฐกิจสังคมไทย ปัญหาอยู่ตรงไหน เด็กรุ่นใหม่คาดหวังอะไร แล้วภาครัฐพอจะทำอะไรได้บ้าง ในบทความนี้ ผู้เขียนมีมุมมองที่อยากจะมาแชร์ให้ฟัง

ปัญหา “จบปริญญา แต่ว่างงาน” นั้นเกิดขึ้นจากการที่เรามีอุปทานของบัณฑิตเพิ่มขึ้นสูงกว่าอุปสงค์มาก โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แรงงานไทยมีการศึกษาสูงขึ้นเรื่อยๆ มีคนที่จบมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นจาก 11% เป็น 20% หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว แต่อุปสงค์ต่อบัณฑิตเหล่านี้กลับไม่เพิ่มขึ้นเลย2 บัณฑิตที่จบออกมาจึงไม่มีงานรองรับ อาจจะตกอยู่ในสภาพว่างงาน หรือไม่ก็ต้องยอมรับงานที่ไม่ได้ตรงกับสาขาหรือวุฒิการศึกษาของตนไปก่อน แล้วค่อยมองหางานใหม่ทีหลัง3

ปัญหานี้สามารถมองได้สองมุม คือ (1) ประเทศไทยมีอุปทานของบัณฑิตมากเกินไป เพราะอุปทานเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว หรือ (2) ประเทศไทยมีอุปสงค์ต่อบัณฑิตน้อยเกินไป เพราะอุปสงค์ไม่เพิ่มขึ้นเลยแม้จะผ่านมากว่า 20 ปีแล้วก็ตาม ซึ่งอันที่จริงก็อาจจะถูกต้องทั้งสองมุมก็ได้ เพียงแต่ที่ผ่านมา บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจะมองปัญหานี้จากมุมที่ว่ามีอุปทานมากเกินไปเพียงมุมเดียว ทำให้เวลามีข่าวหรือมีการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ก็มักจะมีแต่ประเด็นปัญหาจากฝั่งอุปทานที่ถูกกล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตออกมามากเกินไป คุณภาพของบัณฑิตไม่ได้สูงเท่าที่ควร บัณฑิตจบมาในสาขาที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ฯลฯ

แต่ถ้าเรามองปัญหานี้จากมุมที่ว่ามีอุปสงค์น้อยเกินไป ภาพของปัญหานี้ก็จะชัดเจนขึ้น ในประเทศไทยนั้น ถ้ามีการเปิดรับสมัครงาน 100 ตำแหน่ง จะมีตำแหน่งที่ต้องการคนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่าเพียง 12 ตำแหน่งเท่านั้น4 ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศในแถบเอเชียด้วยกันอย่างเกาหลีใต้ ที่ในการเปิดรับสมัคร 100 ตำแหน่งเท่ากัน จะมีตำแหน่งที่ต้องการแรงงานกลุ่มดังกล่าวถึง 70 ตำแหน่ง หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ที่จะมีตำแหน่งที่ต้องการแรงงานกลุ่มดังกล่าวถึง 30 ตำแหน่ง5 ยิ่งเทียบกับประเทศในแถบยุโรปแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง ประเทศเหล่านั้นมีอุปสงค์ต่อบัณฑิตมหาวิทยาลัยสูงมาก อย่างในประเทศเบลเยียม ทุกๆ 100 ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร จะมีตำแหน่งที่ต้องการแรงงานกลุ่มดังกล่าวถึง 95 ตำแหน่ง หรือประเทศออสเตรีย ที่แม้จะมีอุปสงค์ต่อบัณฑิตมหาวิทยาลัยต่ำที่สุดในยุโรป ก็ยังมีตำแหน่งที่ต้องการแรงงานกลุ่มดังกล่าวถึง 30 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าประเทศไทยอยู่ดี สถิติทั้งหมดนี้จึงบ่งชี้ว่า ประเทศไทยมีอุปสงค์ต่อบัณฑิตน้อยเกินไปอย่างชัดเจน

นั่นหมายความว่า ปัญหา “จบปริญญา แต่ว่างงาน” ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเรามีอุปทานของบัณฑิตมากเกินไปอย่างเดียว แต่เพราะเรามีอุปสงค์ต่อบัณฑิตน้อยเกินไปด้วย

สำหรับเรื่องที่เรามีอุปทานของบัณฑิตมากเกินไปนั้น ได้มีการพูดถึงและเสนอแนะแนวทางแก้ไขกันมาเยอะแล้ว แต่เรื่องที่เรามีอุปสงค์ต่อบัณฑิตน้อยเกินไปนั้น นอกจากจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงแล้ว ยังเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากกว่าอีกด้วย เพราะเป็นผลมาจากโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยโดยตรง

ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก อุปสงค์ต่อบัณฑิตมักจะขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาของเทคโนโลยีในประเทศ6 ซึ่งเทคโนโลยีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่เครื่องไม้เครื่องมือหรือเครื่องจักรกลต่างๆ เท่านั้น แต่รวมถึง know-how ทั้งหลายด้วย ยิ่งประเทศมีระดับการพัฒนาของเทคโนโลยีสูง ความต้องการจ้างงานบัณฑิตก็จะสูงตามไปด้วย อย่างเช่นประเทศเกาหลีใต้ ที่เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่ามีระดับการพัฒนาของเทคโนโลยีที่สูงมาก อุตสาหกรรมของเขาต้องการแรงงานที่มีความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น ดังนั้น การที่ประเทศของเขาจะต้องการบัณฑิตมหาวิทยาลัยถึง 70 ตำแหน่งในทุกๆ 100 ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ ในทำนองเดียวกัน ประเทศในแถบยุโรปก็มีระดับการพัฒนาของเทคโนโลยีที่สูง อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศมีความเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีระดับสูง7 ความต้องการบัณฑิตของประเทศเหล่านี้จึงสูงถึง 30-95 ตำแหน่งในทุกๆ 100 ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร

ทีนี้หันกลับมาดูที่ประเทศไทยกันบ้าง ก็เป็นที่รับรู้กันอีกเช่นกันว่า ระดับการพัฒนาของเทคโนโลยีของเรานั้นไม่สูงนัก อุตสาหกรรมของเราเน้นการผลิตสินค้าที่กระบวนการผลิตไม่ได้ซับซ้อนมาก เช่น ถ่านโค้กและปิโตรเลียม ยางและพลาสติก เสื้อผ้าและสิ่งทอ เป็นต้น8 แม้ว่าจะมีอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงอยู่บ้าง แต่ก็มักจะเป็นการรับจ้างผลิตโดยไม่ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ เช่น ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น อุตสาหกรรมของเราจึงไม่ได้ต้องการแรงงานบัณฑิตมากนักแต่ต้องการแรงงานระดับวิชาชีพ (ปวช., ปวส.) เสียมากกว่า

ดูไปดูมากลายเป็นว่า ปัญหา “จบปริญญา แต่ว่างงาน” เป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งของการ(ไม่)พัฒนาของเทคโนโลยีของบ้านเราเสียอย่างนั้น

ดังนั้น สิ่งที่คนรุ่นใหม่อย่างตัวผู้เขียนเองอยากจะเห็นก็คือ การที่ประเทศไทยพัฒนาไปสู่การเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีระดับสูง อุตสาหกรรมของเรามีความต้องการบัณฑิตเพิ่มมากขึ้น ปัญหาการว่างงานของบัณฑิตลดลง และเด็กรุ่นใหม่มีงานที่เหมาะสมกับระดับความสามารถของตนเองรองรับอย่างเพียงพอ

ผู้เขียนเชื่อว่าทุกภาคส่วนเห็นพ้องต้องกันว่า การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับประเทศไทย เพราะมันหมายถึงขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก เห็นได้จากการที่สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เพิ่มงบประมาณในการทำวิจัยและพัฒนาขึ้นทุกปี และการที่สภาพัฒน์บรรจุแผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทุนจำนวนมากในการวิจัยและพัฒนา โดยในปี 2565 ประเทศไทยใช้งบประมาณไปกับการวิจัยและพัฒนาเพียง 1.3% ของจีดีพี9 ขณะที่ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องนวัตกรรมอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ใช้งบประมาณไปกับการนี้ถึง 5.2%, 3.7%, และ 3.4% ของจีดีพีตามลำดับ10, 11, 12 ผู้เขียนจึงเห็นว่ารัฐบาลควรเป็นหัวหอกในการผลักดันเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาให้สูงขึ้น ลดข้อจำกัดที่สร้างความยุ่งยากในการอนุมัติโครงการวิจัยต่างๆ ลง และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

หากเราสามารถยกระดับเทคโนโลยีประเทศไทยได้สำเร็จ นอกจากจะเป็นการเพิ่มศักยภาพของเราในการแข่งขันบนเวทีโลกแล้ว ยังเพิ่มโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ได้มีงานที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเองทำอีกด้วย

เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

อ้างอิง
1. Deloitte. (2024). Deloitte Global 2024 Gen Z and Millennial Survey. https://www2.deloitte.com/content/dam/Deloitte/th/Documents/Events/2024GenZMillennialSurvey_Thailand.pdf. สืบค้นเมื่อ 22 สิงหาคม 2567
2. ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์, นฎา วะสี, ณัฐพร อุดมเกียรติกูล, และจิรัฐ เจนพึ่งพร (2566). พลวัตและความท้าทายของตลาดแรงงานไทย. https://www.pier.or.th/abridged/2023/20/.
3. Donovan, K., Lu, W. L., and Schoellman, T. (2023). Labor Market Dynamics and Development. Quarterly Journal of Economics, 138(4), 2287–2325.
4. กรมการจัดหางาน. (2567). สถิติความต้องการแรงงานรายจังหวัด ประจำเดือนกรกฎาคม 2567. https://www.doe.go.th/prd/lmia/statistic/param/site/131/cat/93/sub/0/pull/category/view/list-label, ตารางที่ 4. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2567
5. OECD. (2022). Skills for Jobs 2022: Key Insights. https://www.oecdskillsforjobsdatabase.org/data/S4J2022_results.pdf. สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2567
6. Acemoglu, D. (2002). Technical Change, Inequality, and the Labor Market. Journal of Economic Literature, 40(1), 7-72.
7. HitHorizons. (2024). Breakdown of European Companies by Country. https://www.hithorizons.com/eu/analyses/country-statistics. สืบค้นเมื่อ 28 กรกฎาคม 2567
8. กุศลิน จารุชาติ (2564). อุตสาหกรรมไทย: อยู่ตรงไหนและจะแข่งขันอย่างไรในเวทีโลก. https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/thailand-sectoral-potential-2021. สืบค้นเมื่อ 28 กรกฎาคม 2567
9. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ. (2565). สอวช. เผยตัวเลขลงทุน R&D ของไทยเติบโตขึ้นต่อเนื่อง แม้เผชิญโควิด-19. https://www.nxpo.or.th/th/11221/. สืบค้นเมื่อ 11 สิงหาคม 2567
10. Statistics Bureau of Japan. (2023). Results of the Survey of Research and Development. https://www.stat.go.jp/english/data/kagaku/1550.html. สืบค้นเมื่อ 11 สิงหาคม 2567
11. Statista. (2022). Total amount of expenditure on research and development (R&D) in South Korea from 2010 to 2022.https://www.statista.com/statistics/1228017/south-korea-expenditure-for-rnd/. สืบค้นเมื่อ 11 สิงหาคม 2567
12. World Bank Group. (2024). Research and Development Expenditure (% of GDP) – United States. https://data.worldbank.org/indicator/GB.XPD.RSDV.GD.ZS?locations=US. สืบค้นเมื่อ 11 สิงหาคม 2567

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...