ทส.ขีดเส้นตาย ดัน 2 ร่าง พ.ร.ฎ.ป่าอนุรักษ์ เข้า ครม. 12 พ.ย. แม้พีมูฟจี้ยุติผลักดัน
ทส.ขีดเส้นตาย ดัน 2 ร่าง พ.ร.ฎ.ป่าอนุรักษ์ เข้า ครม. 12 พฤศจิกายนนี้ แม้พีมูฟจี้ยุติผลักดัน เหตุเนื้อหากระทบสิทธิประชาชน
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุม 302 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนรัฐบาล นำโดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเจรจากับตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรณีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 พ.ศ. …. และร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน 2567
พีมูฟยืนยันคัดค้านร่าง พ.ร.ฎ.ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาพีมูฟได้พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างกฎหมายลำดับรองประกอบพระราชบัญญัติดังกล่าวตั้งแต่หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤศจิกายน 2562 แต่ไร้การตอบสนองของกรมอุทยานฯ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่จะนำไปสู่การปรับแก้ และเมื่อพิจารณาจากร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 พ.ศ. …. และร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 พ.ศ. …. พบว่ามีการละเมิดสิทธิประชาชนตามรัฐธรรมนูญอยู่หลายประเด็น และจะสร้างข้อพิพาทในประเด็นป่าทับคนให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งพีมูฟมีความเห็น ดังนี้
1.ร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีความสุ่มเสี่ยงที่รัฐบาล คณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะถูกฟ้องร้อง เป็นไปตามมาตรา 8 ในร่างพระราชกฤษฎีกา กล่าวคือ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 64 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 121 กำหนดให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต้องดำเนินการจัดทำโครงการและแผนที่แนบท้ายก่อนออกพระราชกฤษฎีกา ซึ่งขณะนี้มีโครงการทั้งสิ้น 224 แห่ง แต่มีแผนที่แนบท้ายเพียง 14 แห่ง นั่นหมายความว่ามีโครงการมากถึง 210 แห่งที่ยังไม่มีแผนที่แนบท้าย และหากผลักดันให้พระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับผ่านคณะรัฐมนตรีจนมีผลบังคับใช้แล้ว พื้นที่โครงการมากถึง 210 แห่ง จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนนำไปสู่การร้องเรียนรัฐบาลและหน่วยงานรัฐผ่านศาลปกครองในอนาคตแน่นอน แต่หากปล่อยให้ร่างพระราชกฤษฎีกานี้ตกไป จะไม่มีใครต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย
2.ขณะนี้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มีประชาชนได้รับผลกระทบผืนป่าหลังการรัฐประหารในปี 2557 ซึ่งมีพื้นที่ทำกินของราษฎรยังติดคดีอยู่มากกว่า 3 แสนไร่ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยืนยันว่าอยู่นอกเหนืออำนาจในการจัดที่ดินทำกิน ซึ่งจะทำให้ประชาชนต้องเสียสิทธิในที่ดินทำกินแม้จะถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม และรวมถึงพื้นที่การเตรียมการประกาศป่าอนุรักษ์อีกจำนวน 23 แห่ง เนื้อที่กว่า 3.5 ล้านไร่ ซึ่งจะไม่ได้รับสิทธิในการทำกินตามกฎหมายเพราะเป็นป่าอนุรักษ์ที่ประกาศหลังพระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ในปี 2562
3.ในร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับ พบเนื้อหาที่เป็นการจำกัดสิทธิประชาชน ตั้งแต่หลักการที่ระบุว่า “กำหนดโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้สิทธิในที่ดิน” ซึ่งการกำหนดหลักการเช่นนี้ในร่างกฎหมายลำดับรองสะท้อนทัศนคติของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และปกครองแผ่นดินทำกินของประชาชนที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ การอยู่อาศัยมาก่อนและต้องกลายเป็นเพียงหนึ่งใน “โครงการ” ภายใต้อุทยานแห่งชาตินั้นถือเป็นการรอนสิทธิชุมชนแล้ว แต่การระบุว่า “โดยไม่ได้สิทธิในที่ดิน” นั่นคือการปล้นสิทธิของประชาชนของประชาชนโดยแท้จริง ทั้งที่ประชาชนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะอยู่อาศัยและทำกินในผืนดินของบรรพชน รวมถึงยังมีข้อจำกัดเรื่องการทำกิน อาทิ การกำหนดให้ประชาชนได้ทำกินเพียง 20 ไร่ ระยะเวลาเพียง 20 ปี หรือการกำหนดคุณสมบัติของประชาชนที่จะได้ทำกิน อาทิ ต้องมีสัญชาติไทย การทำกินต่อเนื่อง ไม่มีที่ดินในพื้นที่อื่น ไม่ถูกดำเนินคดี ที่สำคัญคือกำหนดเพียงสิทธิของ “บุคคล” ไม่รับรอง “สิทธิชุมชน”
4.ในที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 พีมูฟได้เสนอความเห็นให้ชะลอการนำร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ทั้ง 2 ฉบับเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้หาแนวทางขยายระยะเวลาการออกกฎหมายรองไปอีก 1 ปี อย่างไรก็ตามแม้จะขยายระยะเวลาไม่ได้ก็ไม่ควรใช้เงื่อนเวลา 27 พฤศจิกายน 2567 ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช “มัดมือชก” ประชาชน เนื่องจากเนื้อหากฎหมายสร้างผลกระทบหลายด้านต่อประชาชนมากกว่า 4 พันหมู่บ้าน เนื้อที่กว่า 4 ล้านไร่ เพราะเราขอยืนยันว่าเราพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมกับทุกกระบวนการแล้ว แต่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เองที่ไม่ปรับแก้เนื้อหาตามที่ภาคประชาชนเสนอ
สำหรับข้อเรียกร้องที่พีมูฟยื่นถึงรัฐบาล ดังนี้
1.ยุติการนำร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 พ.ศ. …. และร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีโดยทันที เนื่องจากการผลักดันพระราชกฤษฎีกาออกมาจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลเสียต่อรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีที่สุ่มเสี่ยงถูกฟ้องร้องจากประชาชน
2.ให้รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีเร่งเปิดทางให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 โดยประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปิดกระบวนการแก้กฎหมายดังกล่าวโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน หากรัฐบาลต้องการสร้างกฎหมายที่แก้ไขปัญหาประชาชนอย่างสง่างาม ก็ควรเดินหน้าแก้ไขกฎหมายที่เป็นมรดกจากยุครัฐประหาร คสช. ให้สมบูรณ์ในยุครัฐบาลเลือกตั้ง
ทั้งนี้ การเจรจาล้มเหลว กรมอุทยานฯยันดันเข้า ครม. 12 พฤศจิกายนนี้ ตัวแทนรัฐบาลไม่อาจรับปากตามข้อเรียกร้องพีมูฟ
อย่างไรก็ตาม กว่า 2 ชั่วโมงของการเจรจานั้นไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของพีมูฟจะทำได้หรือไม่
โดยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ ยืนยันว่าต้องดันร่าง พ.ร.ฎ.ทั้ง 2 ฉบับ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 พร้อมยืนยันว่า ร่าง พ.ร.ฎ.นั้นเป็นการให้สิทธิประชาชน ไม่ใช่การละเมิดสิทธิประชาชน และตั้งคำถามว่าการเรียกร้องของพีมูฟนั้นเป็นเสียงส่วนน้อยหรือไม่ เพราะมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ต้องการให้ผ่านร่าง พ.ร.ฎ. มารับรองสิทธิของชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์
ด้านนายประเสริฐ ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลการบริหารราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สรุปว่า จะนำข้อร้องเรียนของภาคประชาชนเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป แต่ไม่รับปากว่าจะสามารถดำเนินการตามข้อเรียกร้องได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทส.ขีดเส้นตาย ดัน 2 ร่าง พ.ร.ฎ.ป่าอนุรักษ์ เข้า ครม. 12 พ.ย. แม้พีมูฟจี้ยุติผลักดัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th