ธุรกิจประกันภัยปี68เหนื่อย โตต่อแต่ความท้าทายเพียบ
#ประกันภัย #ทันหุ้น หลังผ่านปีวิกฤติโควิดมาได้อย่างเหนื่อยหอบ ปี 2567 ธุรกิจประกันภัยยังคงเผชิญหน้ากับความท้าทายต่อ จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ช้ากว่าคาด การปะทุของหนี้ภาคครัวเรือนไทย จนมาถึงภัยธรรมชาติฝนตก น้ำท่วม ดินถล่ม ผลจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ปัจจัยทั้งหมดล้วนกดกำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลงอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของธุรกิจประกันวินาศภัย ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า นอกจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน และภัยธรรมชาติแล้ว ผลกระทบในเรื่องของสงครามการค้า และปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อภาคธุรกิจประกันวินาศภัยด้วย และปัจจัยดังกล่าวจะยังคงเห้นต่อเนื่องในปี 2568
*ปัจจัยท้าทายพียบ
การขับเคลื่อนของภาคธุรกิจในปี 2567 เจอความท้าทายที่หลากหลาย ในส่วนของประกันรถยนต์ ก็ได้รับผลกระทบจากยอดขายลดใหม่ที่ลดลง พอร์ตงานประกันรถไฟฟ้า (EV) ที่มีความเสี่ยง และต้นทุนการดำเนินงานสูง ขณะที่ส่วนของประกันสุขภาพ ภาคธุรกิจก็ยังเจอกับเคลมที่พุ่งขึ้น จากอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเร็วและแรงระดับ 8-10%ต่อปี
ดังนั้นภายใต้ความท้าทายของการเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว และต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยในปี2568 ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
“ไม่บ่อยนักที่จะเห็นว่าประกันวินาสภัยเติบโตติดลบ โดย 9 เดือนแรกของปี 2567 เรามีเบี้ยรับตรงรวม209,060 ล้านบาท ขยายตัวติดลบ 0.5%อย่างไรก็ตามคาดว่าทั้งปี 2567 ตัวเลขเบี้ยรับตรงจะทรงตัวเมือ่เทียบกับปี 2566 ที่285,790-288,650 ล้านบาท เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของยอดขายรถใหม่ในช่วงปลายปีที่ได้รับแรงกระตุ้นและมาตรการสินเชื่อที่เริ่มผ่อนคลาย รวมถึงการท่องเที่ยวในประเทศและระหว่างประเทศที่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาอาจส่งผลให้คนผ่อนสินเชื่อที่อยู่อาศัยนานขึ้นทำให้มีความจำเป็นต้องต่ออายุกรมธรรม์” ดร.สมพร
ผลประกอบการในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนกันยายน 2567 ธุรกิจประกันวินาศภัย มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 209,060 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตติดลบ 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ส่วนแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัย ปี 2567 ทั้งปีนั้น คาดการณ์ว่าจะเติบโตราว 0.0%-1.0% มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 285,790-288,650 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของยอดขายรถใหม่ในช่วงปลายปีที่ได้รับแรงกระตุ้นและมาตรการสินเชื่อที่เริ่มผ่อนคลาย รวมถึงการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศที่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาอาจส่งผลให้คนผ่อนสินเชื่อที่อยู่อาศัยนานขึ้นทำให้มีความจำเป็นต้องต่ออายุกรมธรรม์
ขณะที่ผลประกอบการธุรกิจประกันวินาศภัยประเภทต่าง ๆ ณ 3 ไตรมาส (มกราคม-กันยายน) ของปี 2567 ในส่วนของเบี้ยประกันภัยรถยนต์ จำนวน 116,909 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลง -1.3% ซึ่งมีผลมาจากภาวะเศรษฐกิจทำให้ยอดขายรถใหม่หดตัวจากปีก่อน 26% และเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยลดลงจากความนิยมในการซื้อกรมธรรม์ประเภท 1 น้อยลง ในขณะที่เบี้ยประกันอัคคีภัย จำนวน 8,329 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 7.3%
วนเบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง จำนวน 5,216 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลง -2.1% มาจากปัญหาสินค้าส่งออกล้นตลาดจากประเทศจีน ส่งผลกระทบการส่งออกสินค้าไทย ประกอบกับเบี้ยประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลและการขนส่งสินค้าทางรถบรรทุกหดตัว ด้านเบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ด จำนวน 78,606 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตลดลง จากประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันสุขภาพ และประกันความเสี่ยงภัย
ในส่วนของอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ของการประกันวินาศภัยประเภทต่าง ๆ ในรอบ 9 เดือน (มกราคม-กันยายน) ของปี 2567 นั้น พบว่า อัตราความเสียหายโดยรวมของการประกันภัยทุกประเภทนั้นเท่ากับ 56.9% ซึ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
โดยเฉพาะในกลุ่มประกันภัยรถยนต์และประกันสุขภาพ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการบริหารความเสี่ยงและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยอัตราความเสียหายของการประกันภัยรถยนต์ 61.7% อัตราความเสียหายของการประกันอัคคีภัย 23.7% อัตราความเสียหายของการประกันภัยทางทะเล 30.0%
และอัตราความเสียหายของการประกันภัยเบ็ดเตล็ด 50.9% (ประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด (44.0%) ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมาย (32.2%) ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (48.8%) ประกันสุขภาพ (65.5%) ประกันภัยการเดินทาง (32.8%) และการประกันภัยอื่น ๆ (40.9%))
ซึ่งจากผลการดำเนินการของธุรกิจประกันวินาศภัย ณ ไตรมาส 3 ปี 2567 มีกำไรจากการรับประกันภัยลดลงจากอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ที่เพิ่มขึ้นใน 3 ประเภทงานหลัก คือ รถยนต์ ประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด และประกันสุขภาพ
ดร.สมพร อธิบายว่า เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ คาดว่าการผ่อนสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะยืดเวลาออกไปนานขึ้น ส่งผลให้ผู้ผ่อนบ้านยังคงต้องซื้อประกันสินเชื่อ ประกันบ้านเพิ่มขึ้น และในปี 2568 คาดว่า เบี้ยจากส่วนนี้จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง
ขณะที่ภาพรวมของธุรกิจประกันวินาศภัย ก็เชื่อว่า ปี 2568 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตในอัตราที่ดีกว่าปี2567อย่างแน่นอน แม้จะยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ ทั้งภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง การจัดการความเสี่ยงด้านไซเบอร์ การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรม
*ลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ
แต่เชื่อว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งช่วยสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจประกันภัย ขณะที่การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล (InsurTech) เป็นปัจจัยหลักในการผลักดันธุรกิจประกันภัยไปข้างหน้า ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น
รวมถึงปัจจุบันประชาชนต่างตระหนักถึงความสำคัญของการประกันภัยและการเสี่ยงภัยธรรมชาติมากขึ้น ส่งผลให้ปีหน้าประกันอัคคีภัยจึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ด้านประกันภัยการเดินทางยังคงเติบโต ด้วยปัจจัยบวกจากการแข็งค่าของเงินบาทและการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาล ทำให้ภาพรวมในปี 2568 ธุรกิจประกันภัยยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับธุรกิจประกันชีวิต ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมิน แนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตปี 2568 ภาพรวมเบี้ยประกันชีวิตในปี 2568 น่าจะยังเติบโตได้ในกรอบประมาณ 2.8-3.6% ใกล้เคียงกับปี 2567 คาดเบี้ยรวม ขยายตัวชะลอลงมาที่ประมาณ 2.6%
ปี 2568 ธุรกิจประกันชีวิตต้องรับมือปัจจัยท้าทายเพิ่มเติม โดยเฉพาะจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่ทยอยปรับลดลง ซึ่งมีผลให้รายได้จากการลงทุนลดลงและสร้างความท้าทายให้กับการนำเสนอผลตอบแทนของกรมธรรม์ที่จูงใจเพียงพอสำหรับลูกค้าใหม่
ขณะที่ ปัญหาอำนาจซื้อจะยังกดดันความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ประกันต่อเนื่อง ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะเติบโตชะลอลงเล็กน้อยมาที่ 2.4% จากปี 2567 ที่คาดว่าจะโตประมาณ 2.6%
นอกจากนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 บริษัทประกันชีวิตเริ่มจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานบัญชี TFRS17 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้งบการเงินของบริษัทประกันสะท้อนภาพรายได้และค่าใช้จ่ายที่สอดคล้องกับสภาพการดำเนินงานมากขึ้น
อาทิ การไม่นับเบี้ยประกันทั้งจำนวนเป็นรายได้ของบริษัท แต่จะนับเฉพาะรายได้ส่วนที่เป็นรายรับจากการบริการลูกค้า (คล้ายกับค่าธรรมเนียม หรือ Service Fees ที่ต้องทยอยรับรู้ตามสัญญาประกันภัย), การที่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการรับประกันภัยทันทีทั้งจำนวน จากเดิมที่ทยอยรับรู้ระหว่างช่วงสัญญาในรูปเงินสำรองประกันชีวิต
สำหรับ สมาคมประกันชีวิตไทย คาดว่าธุรกิจประกันชีวิต ปี 2567 จะเติบโตตามกรอบ ด้วยตัวเลขเบี้ยรับรวมที่ 6.5 แสนล้านบาท โต 2-4% จากปี66 ที่ 6.3 แสนล้านบาท
*สู่เบี้ย 1 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมธุรกิจประกันภัย ซึ่งรวมทั้งประกันวินาศภัย และประกันชีวิตนั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. เชื่อว่ายังมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง โดยล้อไปตามสภาพเศรษฐกิจและจีดีพีของประเทศ คาดว่าในปี 2568 ธุรกิจโตราว 3.96% ด้วยตัวเลขเบี้ยรวมธุรกิจจะอยู่ที่ 9.7-9.8 แสนล้านบาท จากปี 2567 ที่คาดว่าเบี้ยธุรกิจอยู่ที่ 9.4 แสนล้านบาท และคาดอีกว่าไตรมาส1/2569 ตัวเลขเบี้ยรวมธุรกิจประกันภัยจะแตะที่ 1 ล้านล้านบาทได้