โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ธุรกิจประกันภัยปี68เหนื่อย โตต่อแต่ความท้าทายเพียบ

ทันหุ้น

อัพเดต 30 ธ.ค. 2567 เวลา 01.00 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2567 เวลา 11.53 น.

#ประกันภัย #ทันหุ้น หลังผ่านปีวิกฤติโควิดมาได้อย่างเหนื่อยหอบ ปี 2567 ธุรกิจประกันภัยยังคงเผชิญหน้ากับความท้าทายต่อ จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ช้ากว่าคาด การปะทุของหนี้ภาคครัวเรือนไทย จนมาถึงภัยธรรมชาติฝนตก น้ำท่วม ดินถล่ม ผลจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ปัจจัยทั้งหมดล้วนกดกำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลงอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของธุรกิจประกันวินาศภัย ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า นอกจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน และภัยธรรมชาติแล้ว ผลกระทบในเรื่องของสงครามการค้า และปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อภาคธุรกิจประกันวินาศภัยด้วย และปัจจัยดังกล่าวจะยังคงเห้นต่อเนื่องในปี 2568

*ปัจจัยท้าทายพียบ

การขับเคลื่อนของภาคธุรกิจในปี 2567 เจอความท้าทายที่หลากหลาย ในส่วนของประกันรถยนต์ ก็ได้รับผลกระทบจากยอดขายลดใหม่ที่ลดลง พอร์ตงานประกันรถไฟฟ้า (EV) ที่มีความเสี่ยง และต้นทุนการดำเนินงานสูง ขณะที่ส่วนของประกันสุขภาพ ภาคธุรกิจก็ยังเจอกับเคลมที่พุ่งขึ้น จากอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเร็วและแรงระดับ 8-10%ต่อปี

ดังนั้นภายใต้ความท้าทายของการเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว และต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยในปี2568 ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

“ไม่บ่อยนักที่จะเห็นว่าประกันวินาสภัยเติบโตติดลบ โดย 9 เดือนแรกของปี 2567 เรามีเบี้ยรับตรงรวม209,060 ล้านบาท ขยายตัวติดลบ 0.5%อย่างไรก็ตามคาดว่าทั้งปี 2567 ตัวเลขเบี้ยรับตรงจะทรงตัวเมือ่เทียบกับปี 2566 ที่285,790-288,650 ล้านบาท เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของยอดขายรถใหม่ในช่วงปลายปีที่ได้รับแรงกระตุ้นและมาตรการสินเชื่อที่เริ่มผ่อนคลาย รวมถึงการท่องเที่ยวในประเทศและระหว่างประเทศที่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาอาจส่งผลให้คนผ่อนสินเชื่อที่อยู่อาศัยนานขึ้นทำให้มีความจำเป็นต้องต่ออายุกรมธรรม์” ดร.สมพร

ผลประกอบการในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนกันยายน 2567 ธุรกิจประกันวินาศภัย มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 209,060 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตติดลบ 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ส่วนแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัย ปี 2567 ทั้งปีนั้น คาดการณ์ว่าจะเติบโตราว 0.0%-1.0% มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 285,790-288,650 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของยอดขายรถใหม่ในช่วงปลายปีที่ได้รับแรงกระตุ้นและมาตรการสินเชื่อที่เริ่มผ่อนคลาย รวมถึงการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศที่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาอาจส่งผลให้คนผ่อนสินเชื่อที่อยู่อาศัยนานขึ้นทำให้มีความจำเป็นต้องต่ออายุกรมธรรม์

ขณะที่ผลประกอบการธุรกิจประกันวินาศภัยประเภทต่าง ๆ ณ 3 ไตรมาส (มกราคม-กันยายน) ของปี 2567 ในส่วนของเบี้ยประกันภัยรถยนต์ จำนวน 116,909 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลง -1.3% ซึ่งมีผลมาจากภาวะเศรษฐกิจทำให้ยอดขายรถใหม่หดตัวจากปีก่อน 26% และเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยลดลงจากความนิยมในการซื้อกรมธรรม์ประเภท 1 น้อยลง ในขณะที่เบี้ยประกันอัคคีภัย จำนวน 8,329 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 7.3%

วนเบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง จำนวน 5,216 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลง -2.1% มาจากปัญหาสินค้าส่งออกล้นตลาดจากประเทศจีน ส่งผลกระทบการส่งออกสินค้าไทย ประกอบกับเบี้ยประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลและการขนส่งสินค้าทางรถบรรทุกหดตัว ด้านเบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ด จำนวน 78,606 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตลดลง จากประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันสุขภาพ และประกันความเสี่ยงภัย

ในส่วนของอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ของการประกันวินาศภัยประเภทต่าง ๆ ในรอบ 9 เดือน (มกราคม-กันยายน) ของปี 2567 นั้น พบว่า อัตราความเสียหายโดยรวมของการประกันภัยทุกประเภทนั้นเท่ากับ 56.9% ซึ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

โดยเฉพาะในกลุ่มประกันภัยรถยนต์และประกันสุขภาพ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการบริหารความเสี่ยงและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยอัตราความเสียหายของการประกันภัยรถยนต์ 61.7% อัตราความเสียหายของการประกันอัคคีภัย 23.7% อัตราความเสียหายของการประกันภัยทางทะเล 30.0%

และอัตราความเสียหายของการประกันภัยเบ็ดเตล็ด 50.9% (ประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด (44.0%) ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมาย (32.2%) ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (48.8%) ประกันสุขภาพ (65.5%) ประกันภัยการเดินทาง (32.8%) และการประกันภัยอื่น ๆ (40.9%))

ซึ่งจากผลการดำเนินการของธุรกิจประกันวินาศภัย ณ ไตรมาส 3 ปี 2567 มีกำไรจากการรับประกันภัยลดลงจากอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ที่เพิ่มขึ้นใน 3 ประเภทงานหลัก คือ รถยนต์ ประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด และประกันสุขภาพ

ดร.สมพร อธิบายว่า เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ คาดว่าการผ่อนสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะยืดเวลาออกไปนานขึ้น ส่งผลให้ผู้ผ่อนบ้านยังคงต้องซื้อประกันสินเชื่อ ประกันบ้านเพิ่มขึ้น และในปี 2568 คาดว่า เบี้ยจากส่วนนี้จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง

ขณะที่ภาพรวมของธุรกิจประกันวินาศภัย ก็เชื่อว่า ปี 2568 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตในอัตราที่ดีกว่าปี2567อย่างแน่นอน แม้จะยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ ทั้งภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง การจัดการความเสี่ยงด้านไซเบอร์ การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรม

*ลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ

แต่เชื่อว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งช่วยสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจประกันภัย ขณะที่การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล (InsurTech) เป็นปัจจัยหลักในการผลักดันธุรกิจประกันภัยไปข้างหน้า ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น

รวมถึงปัจจุบันประชาชนต่างตระหนักถึงความสำคัญของการประกันภัยและการเสี่ยงภัยธรรมชาติมากขึ้น ส่งผลให้ปีหน้าประกันอัคคีภัยจึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ด้านประกันภัยการเดินทางยังคงเติบโต ด้วยปัจจัยบวกจากการแข็งค่าของเงินบาทและการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาล ทำให้ภาพรวมในปี 2568 ธุรกิจประกันภัยยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับธุรกิจประกันชีวิต ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมิน แนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตปี 2568 ภาพรวมเบี้ยประกันชีวิตในปี 2568 น่าจะยังเติบโตได้ในกรอบประมาณ 2.8-3.6% ใกล้เคียงกับปี 2567 คาดเบี้ยรวม ขยายตัวชะลอลงมาที่ประมาณ 2.6%

ปี 2568 ธุรกิจประกันชีวิตต้องรับมือปัจจัยท้าทายเพิ่มเติม โดยเฉพาะจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่ทยอยปรับลดลง ซึ่งมีผลให้รายได้จากการลงทุนลดลงและสร้างความท้าทายให้กับการนำเสนอผลตอบแทนของกรมธรรม์ที่จูงใจเพียงพอสำหรับลูกค้าใหม่

ขณะที่ ปัญหาอำนาจซื้อจะยังกดดันความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ประกันต่อเนื่อง ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะเติบโตชะลอลงเล็กน้อยมาที่ 2.4% จากปี 2567 ที่คาดว่าจะโตประมาณ 2.6%

นอกจากนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 บริษัทประกันชีวิตเริ่มจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานบัญชี TFRS17 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้งบการเงินของบริษัทประกันสะท้อนภาพรายได้และค่าใช้จ่ายที่สอดคล้องกับสภาพการดำเนินงานมากขึ้น

อาทิ การไม่นับเบี้ยประกันทั้งจำนวนเป็นรายได้ของบริษัท แต่จะนับเฉพาะรายได้ส่วนที่เป็นรายรับจากการบริการลูกค้า (คล้ายกับค่าธรรมเนียม หรือ Service Fees ที่ต้องทยอยรับรู้ตามสัญญาประกันภัย), การที่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการรับประกันภัยทันทีทั้งจำนวน จากเดิมที่ทยอยรับรู้ระหว่างช่วงสัญญาในรูปเงินสำรองประกันชีวิต

สำหรับ สมาคมประกันชีวิตไทย คาดว่าธุรกิจประกันชีวิต ปี 2567 จะเติบโตตามกรอบ ด้วยตัวเลขเบี้ยรับรวมที่ 6.5 แสนล้านบาท โต 2-4% จากปี66 ที่ 6.3 แสนล้านบาท

*สู่เบี้ย 1 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมธุรกิจประกันภัย ซึ่งรวมทั้งประกันวินาศภัย และประกันชีวิตนั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. เชื่อว่ายังมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง โดยล้อไปตามสภาพเศรษฐกิจและจีดีพีของประเทศ คาดว่าในปี 2568 ธุรกิจโตราว 3.96% ด้วยตัวเลขเบี้ยรวมธุรกิจจะอยู่ที่ 9.7-9.8 แสนล้านบาท จากปี 2567 ที่คาดว่าเบี้ยธุรกิจอยู่ที่ 9.4 แสนล้านบาท และคาดอีกว่าไตรมาส1/2569 ตัวเลขเบี้ยรวมธุรกิจประกันภัยจะแตะที่ 1 ล้านล้านบาทได้

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...