โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่องกรณีศึกษา 3 ประเทศ แก้ฝุ่นจิ๋ว เปลี่ยนฝุ่นหนาเป็นอากาศดีได้จริง

Positioningmag

อัพเดต 27 ม.ค. 2568 เวลา 03.24 น. • เผยแพร่ 25 ม.ค. 2568 เวลา 04.51 น.

ไทยเผชิญปัญหาฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 มาหลายปี ไม่เฉพาะพื้นที่ กทม. และปริมณฑล แต่กินพื้นที่หลายจังหวัดทั่วประเทศ

รายงานเมืองคุณภาพอากาศยอดแย่ของ IQAir พบว่า วันนี้ (25 ม.ค.68) กทม. อยู่ที่ 172 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ติดอันดับ 9 ของโลก ขณะที่ค่าเฉลี่ยดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ช่วง 1-24 ม.ค. 68 ของ กทม. อยู่ที่ 123 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เป็นระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

อย่างไรก็ดี แม้แต่ประเทศที่เจริญแล้ว ก็ยังเคยเผชิญปัญหาฝุ่น PM 2.5 “Positioning” พาถอดบทเรียนการแก้ฝุ่นในต่างประเทศที่เห็นผลจริง!

1.จีน

จีนเคยเจอปัญหาฝุ่น PM2.5 ทำให้ AQI เฉลี่ยสูงกว่า 500 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง ปี 2013 หลังจากดำเนินมาตรการแก้ไข ค่าเฉลี่ย PM 2.5 ลดลงมากกว่า 50% ภายใน 7 ปี หรือประมาณปี 2020

มาตรการที่ใช้

  • ลดการใช้ถ่านหิน: รัฐบาลกำหนดให้ลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินในภาคอุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้า พร้อมทั้งปิดโรงงานถ่านหินที่เก่าและปล่อยมลพิษสูง

  • ส่งเสริมพลังงานสะอาด: ขยายการผลิตพลังงานจากลมและแสงอาทิตย์ รวมถึงเพิ่มการใช้ก๊าซธรรมชาติ

  • ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม: การกำหนดมาตรฐานใหม่เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษของโรงงาน โดยมีการตรวจสอบเข้มงวด

  • ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า :มีนโยบายสนับสนุนการผลิตและใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมจำกัดจำนวนรถยนต์สันดาปในเขตเมืองใหญ่

  • โครงการ "Blue Sky Action Plan" :ตั้งเป้าลด PM2.5 ลงในเมืองใหญ่ภายในระยะเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้ AQI ปัจจุบัน ของจีนอยู่ในช่วง 50–150 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร แล้วแต่พื้นที่

2.เกาหลีใต้

เกาหลีใต้ เผชิญค่าฝุ่น PM 2.5 ที่เกิน 150 ไมโครในปี 2016 โดยเฉพาะในกรุงโซล หลังใช้มาตรการต่าง ๆ ค่า PM2.5 ลดลง 35% ภายใน 5 ปี (2016–2021)

มาตรการที่ใช้

  • ควบคุมยานพาหนะ : จำกัดการใช้รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษสูงในเมืองใหญ่ เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับรถยนต์ที่ไม่มีมาตรฐานมลพิษ รวมไปถึงในปัจจุบันได้เปลี่ยนรถขนส่งอาหารเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ส่วนรถเครื่องยนต์ดีเซลก็เร่งเปลี่ยนเป็นรถที่ปล่อยมลพิษต่ำแทน

  • ลดมลพิษจากโรงงาน : ใช้มาตรการควบคุมมลพิษเข้มงวดในภาคอุตสาหกรรม เช่น การลดการใช้เชื้อเพลิงที่ปล่อยมลพิษสูงในโรงไฟฟ้า

  • ส่งเสริมพลังงานสะอาด : การเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศ

  • ความร่วมมือระดับภูมิภาค : ทำงานร่วมกับจีนและญี่ปุ่นเพื่อลดมลพิษข้ามพรมแดน โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคโนโลยีด้านการจัดการฝุ่น

โดยปัจจุบันเกาหลีใต้มีดัชนี AQI เฉลี่ยในโซลอยู่ที่ 40–80 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร

3.สหรัฐอเมริกา

สหรัฐฯ เป็นอีกประเทศที่เคยมีปัญหา PM2.5 พีก ๆ ระยะหนึ่งในช่วงปี 1990 เมืองใหญ่อย่างลอสแอนเจลิส ดัชนี AQI สูงกว่า 200 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เป็นประจำ หลังจากดำเนินมาตรการลดมลพิษ ค่า PM2.5 ลดลงกว่า 40% ภายใน 10 ปี หรือประมาณปี 2000 (แต่ปัจจุบันค่าฝุ่นลอสแอนเจลิสพุ่งขึ้นสูงจากเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่เผาเมืองวอด)

มาตรการสำคัญที่ใช้

  • กฎหมาย Clean Air Act : กฎหมายนี้เป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมมลพิษ โดยกำหนดมาตรฐานระดับชาติสำหรับอุตสาหกรรมและยานพาหนะ รวมถึงบทลงโทษที่ชัดเจนหากฝ่าฝืน

  • การควบคุมยานพาหนะ : มีการบังคับใช้ระบบกรองไอเสีย (catalytic converter) และพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีมลพิษต่ำ

  • ปรับปรุงโรงงานและโรงไฟฟ้า : ติดตั้งระบบกรองและเทคโนโลยีดักจับฝุ่นในโรงไฟฟ้าถ่านหิน และสนับสนุนให้เปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติหรือพลังงานหมุนเวียน

  • ส่งเสริมการวิจัย : การสนับสนุนเทคโนโลยีที่ช่วยลดมลพิษ เช่น การพัฒนายานพาหนะพลังงานไฟฟ้าและพลังงานสะอาด

ทั้งนี้ AQI ปัจจุบันของสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยในเมืองใหญ่ อยู่ในช่วง 20–50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงมาตรการตัวอย่างการแก้ปัญหาฝุ่นของหลายประเทศ ที่เคยเผชิญปัญหาเฉกเช่นไทย ต้องจับตากันต่อไปว่า ไทยจะมีนโยบายอะไรแก้ PM 2.5 นอกเหนือไปจากการหยุดโรงเรียน และให้ประชาชนขึ้นรถสาธารณะฟรี 7 วัน เพราะแท้จริงแล้วปัญหาฝุ่น ไม่ได้เกิดเฉพาะกรุงเทพฯ แต่ขยายขอบเขตไปหลายภูมิภาคในไทย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...