4 ข้อดีของกองทุน Thai ESG ที่นักลงทุนต้องรู้
โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้
เข้าสู่ช่วงท้ายปีแบบนี้ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อใช้สิทธิลอดหย่อนภาษีถือได้ว่าเป็นโค้งสุดท้ายที่จะตัดสินใจว่าจะลงทุนไหนกองทุนลดหย่อนภาษีกองไหน และลงทุนเท่าไหร่ โดยสำหรับกองทุนที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและนักลงทุนรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) และกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund : SSF) นอกจากนี้ยังมีกองทุนน้องใหม่ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) ที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ปีนี้เป็นเพียงปีที่สองเท่านั้น ทำให้หลายคนยังอาจจะไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าสมควรลงทุนในกองทุนนี้หรือไม่ โดยบทความนี้จะชี้ให้เห็นข้อดี 4 ข้อ ของทุน ThaiESG ที่อาจจะสามารถช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
1. ลดหย่อนภาษีได้ และแยกวงเงินจาก RMF/PVD
ข้อดีข้อแรกที่โดดเด่นที่สุดของกองทุน Thai ESG คือ สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยสามารถนำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษีนั้นๆ ได้ตามที่ลงทุน โดยที่ไม่มีขั้นต่ำ สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้ แต่ต้องไม่เกิน 300,000 บาท และจุดเด่นที่สำคัญคือ วงเงินลงทุนในกองทุน Thai ESG แยกจากวงเงินลงทุนในหมวดเพื่อการเกษียณ อื่น ๆ ทั้ง กองทุน RMF , PVD , ประกันแบบบำนาญ , กบข. และ กอช. ที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีรวมกันแล้วไม่เกิน500,000 บาท นั่นหมายความว่า หากก่อนหน้านี้หากนักลงทุน ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีผ่านกองทุน RMF หรือ PVD เต็มสิทธิ 500,000 บาท แล้ว ก็ยังสามารถลงทุนในกองทุน Thai ESG เพื่อรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเพิ่มได้อีก
ยกตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนมีฐานภาษีที่สูงมาก และลงทุนในกองทุน RMF ไปแล้ว 500,000 บาท (สูงสุดไม่เกิน 30% ของรายได้) ก็ยังสามารถลงทุนในกองทุน Thai ESG ได้อีก 300,000 บาท
2. ถือครองสั้น เพียง 5 ปีบริบูรณ์
เมื่อเทียบกับกองทุน SSF ที่ต้องถือครองนานถึง 10 ปี และกองทุน RMF ที่ต้องถือครองจนถึงอายุ 55 ปี กองทุน Thai ESG กำหนดระยะเวลาถือครองที่สั้นกว่ามาก เพียง 5 ปีบริบูรณ์ นับจากวันที่ซื้อ ก็สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้โดยไม่ต้องเสียภาษี และการลงทุนยังเป็นแบบปีต่อปีลงทุนปีไหนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีปีนั้น ไม่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะกลางถึงยาว และต้องการสภาพคล่องทางการเงินที่มากกว่าการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีกองอื่น ๆ
3. มีนโยบายให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกระดับความเสี่ยง
ถึงแม้กองทุน Thai ESG มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่ม ESG ที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ก็มีนโยบายการลงทุนให้เลือกลงทุนได้ทั้งในตราสารทุน (หุ้น) และตราสารหนี้ ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้ โดยกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้น เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง มุ่งหวังผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ก็มีความผันผวนของราคาสูงกว่าเช่นกัน ด้านกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และมีความผันผวนต่ำ และในการลงทุนในกองทุน Thai ESG เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในแต่ละปี ยังไม่จำเป็นต้องลงทุนในกองทุนเพียงแค่กองทุนเดียว นั่นหมายความว่านักลงทุนอาจกระจายการลงทุนด้วยการลงทุนในกองทุน Thai ESG สองกองทุน โดยหากนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงก็อาจจะลงทุนในกองทุน ThaiESG ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่สูงกว่า
ยกตัวอย่างเช่นลงทุนในกองทุน ThaiESG ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น 80% ของเงินลงทุน และลงทุนในกองทุน ThaiESG ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้อีก 20% และหากนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ไม่สูงมากนัก แต่ยังคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่มากกว่าการลงทุนในตราสารหนี้แต่เพียงอย่างเดียว ก็สามารถลงทุนในกองทุน ThaiESG ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่ไม่สูงจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่นลงทุนในกองทุน ThaiESG ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ 80% ของเงินลงทุน และลงทุนในกองทุน ThaiESG ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นอีก 20%
4. ลงทุนในสินทรัพย์ ESG มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
กองทุน Thai ESG ลงทุนในสินทรัพย์ของบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว ดังนั้นการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่ม ESG ก็สามารถทำให้นักลงทุน คาดหวังผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้ และการลงทุนในสินทรัพย์ ESG นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีแล้ว ยังเป็นการลงทุนอย่าง ยั่งยืน มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การลงทุนอย่างยั่งยืนที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก