โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดโครงการ JICA ‘LiMBridge’ เสริมความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานไทย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 20 พ.ค. 2568 เวลา 04.16 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2568 เวลา 04.16 น.

เปิดโครงการ JICA ‘LiMBridge’ เสริมความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานไทย

ทางมติชนได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.ยาสุฮิโกะ ซาโตะ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวาเซดะ ถึงโครงการ The Project for Technology Development on Life Time Management of Road and Bridge for Strengthening Resilience in Thailand (LiMBridge) เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา

เมื่อถามถึงภาพรวมของโครงการดังกล่าว ดร.ซาโตะกล่าวว่า “ในประเทศญี่ปุ่นนั้นเริ่มมีการดำเนินการตรวจสอบและประเมินสภาพของโครงสร้างสะพานอย่างจริงจังตั้งแต่ประมาณเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สำหรับโครงสร้างสะพานในประเทศไทยในปัจจุบันก็ถึงเวลาที่จะดำเนินการตรวจสอบและประเมินสภาพในลักษณะเดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาให้สะพานและถนนของไทยมีความแข็งแรง คงทน ตลอดจนเพื่อยืดอายุการใช้งานของโครงสร้างสะพาน โดยโครงการได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานราชการของไทยที่มีหน้าที่กำกับดูแลความมั่นคงของโครงสร้างสะพานเช่นกรมทางหลวงภายใต้กระทรวงคมนาคม” อย่างไรก็ดี เมื่อขอให้วิเคราะห์ถึงความแข็งแรงของสะพานในประเทศไทยต่อแผ่นดินไหวและประเมินความบกพร่องของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย ดร.ซาโตะกล่าวว่า “จากการตรวจสอบและประเมินสภาพของโครงสร้างสะพานที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมทางหลวงพบว่ามีความแข็งแรงและสามารถต้านทานต่อแรงแผ่นดินไหวในประเทศไทยได้ จากการสำรวจโครงสร้างสะพานจำนวน 10 แห่ง พบว่าไม่มีความเสียหายเนื่องจากแผ่นดินไหว”

นอกจากนี้อีกหนึ่งวัตถุประสงค์หลักของโครงการฯ คือการเสริมสร้างระบบประเมินและตรวจสอบความปลอดภัยของโครงสร้างถนนและสะพานในประเทศไทย โดยดร.ซาโตะมีความคิดเห็นว่า “สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดต่อโครงสร้างสะพานของกรมทางหลวงในปัจจุบันคือเรื่องของความคงทนของโครงสร้าง (Structural durability) โดยทั่วไปวัสดุหลักที่ใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างสะพานจะประกอบด้วย คอนกรีตและเหล็กเสริมภายในคอนกรีต โดยการกัดกร่อน (Corrosion) สามารถเกิดขึ้นได้กับเหล็กซึ่งส่งผลให้เนื้อของเหล็กหรือพื้นที่หน้าตัดของเหล็กนั้นลดลงจนอาจจะถึงขั้นสูญสลายไปจากโครงสร้าง จากจุดนี้จะเห็นได้ว่าเหล็กเสริมมีความสำคัญอย่างมากต่อระบบโครงสร้าง ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่าการก่อสร้างจะเป็นไปอย่างถูกต้องส่งผลให้ในช่วงแรกโครงสร้างสะพานมีประสิทธิภาพในการต้านทานแรงกระทำอันเนื่องมาจากแผ่นดินไหว ลมหรือการจราจร แต่เมื่อเกิดการกัดกร่อนขึ้นในเหล็ก โครงสร้างจะเกิดการเสื่อมสภาพซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพของโครงสร้างในการต้านทานแรงต่างๆที่มากระทำนั้นลดลงดังนั้น ในเรื่องของการป้องกันการกัดกร่อนที่จะเกิดขึ้นในเหล็กเพื่อเพิ่มความคงทนของโครงสร้างสะพานในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญ
นอกจากนี้ อีกส่วนที่ก่อให้เกิดการเสื่อมสภาพของโครงสร้างสะพานคือผลจากแรงกระทำซ้ำๆบนโครงสร้างตลอดอายุการใช้งานอันเนื่องมาจากยวดยานพาหนะโดยเฉพาะรถบรรทุก ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างเกิดความล้า (Fatigue) โดยเมื่อโครงสร้างเกิดความล้าสะสมก็จะส่งผลให้เกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งตรงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่จำเป็นต้องมีการป้องกัน ดังนั้นโครงการนี้ จึงมีเป้าหมายที่จะเสนอวิธีการออกแบบโครงสร้างสะพานให้มีความคงทน (Durability Design Method) และมีความสามารถในการต้านทานต่อความล้า (Fatigue Resistance Design Method)” อย่างไรก็ดี ดร.ซาโตะได้มีการกล่าวเสริมว่า “ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่กับโครงสร้างสะพานในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาที่สามารถพบได้ในทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นด้วย กระนั้นก็ดี ที่ประเทศญี่ปุ่นได้มีการนำเทคโนโลยีต่างๆมาประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันและจัดการกับปัญหาเหล่านี้ โดยเทคโนโลยีเหล่านี้บางส่วนสามารถนำมาใช้ได้กับประเทศไทยในขณะที่บางส่วนอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ตลอดจนมีการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ที่ทำงานในสายงานนี้ ซึ่งจุดนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่จำเป็นและโครงการกำลังทำสิ่งนั้นอยู่”

เมื่อถามถึงความแตกต่างในทางบริบทและสภาพแวดล้อมระหว่างญี่ปุ่นและไทยที่ส่งผลให้เทคโนโลยีบางส่วน ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้กับประเทศไทย ดร.ซาโตะกล่าวว่า “มีหลากหลายปัจจัย แต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือความแตกต่างของสภาพแวดล้อมระหว่างญี่ปุ่นกับไทย ในประเทศญี่ปุ่นสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ค่อนข้างมีความแตกต่างกัน บางพื้นที่มีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น ในขณะที่บางพื้นที่มีสภาพภูมิอากาศแบบเขตร้อนหรือมีอุณหภูมิปานกลาง ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างที่อยู่ในแต่ละพื้นที่มีลักษณะความเสียหายที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไป ผนวกกับการที่ประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นเกาะที่ล้อมรอบด้วยทะเลจึงส่งผลให้โครงสร้างเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากการซึมผ่านของสารประกอบเกลือในน้ำทะเลเข้าสู่โครงสร้าง (Chloride ion penetration) ด้วยเหตุนี้ประเทศญี่ปุ่นจึงต้องมีวิธีจัดการกับปัญหาที่แตกต่างกันไปตามแต่ละลักษณะพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้บริษัทที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการก่อสร้างและบำรุงรักษาซ่อมแซมโครงสร้างต้องมีการคิดค้นตลอดจนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆมาเพื่อใช้แก้ปัญหา ในขณะที่ประเทศไทยนั้น สภาพอากาศของประเทศไม่ได้มีความผันผวนมากและมีลักษณะค่อนข้างเหมือนกันในทุกพื้นที่ ตลอดจนผลของการเสื่อมสภาพของโครงสร้างอันเนื่องมาจากการซึมผ่านของสารประกอบเกลือยังมีน้อยกว่าที่พบในประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังไม่มีบริเวณที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศหนาวจัด แต่ถึงแม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงหรือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีความเสียหายเหล่านี้จะยังคงเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นการเตรียมการเทคโนโลยีและวิธีการป้องกันความเสียหายเหล่านี้โดยให้มีความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยจึงมีความสำคัญ”

เมื่อถามถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของญี่ปุ่น ผู้ที่มีบทบาทเป็นรัฐบาลหรือหน่วยงานเอกชน ดร.ซาโตะระบุว่า “สำหรับงานโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเช่นสะพานและถนน ภาครัฐมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งในด้านการก่อสร้างและการบำรุงรักษา โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของภาคเอกชนในการสนับสนุนการดำเนินงานทั้งสองด้าน”

เมื่อขอให้แบ่งปันแนวทางปฏิบัติอันดีของญี่ปุ่นในการรับมือกับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ดร.ซาโตะกล่าวว่า “ระบบการตรวจสอบและการประเมินสภาพโครงสร้างหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและการประกาศต่อประชาชนทั้งในเรื่องขนาดของแผ่นดินไหวที่อาจจะมีผลอย่างไรต่อโครงสร้างเป็นเรื่องที่สำคัญซึ่งจะทำให้ประชาชนมีความอุ่นใจและรู้สึกปลอดภัย ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นปัจจุบันทุกคนสามารถรับข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วผ่านทางโทรศัพท์ เนื่องจากแผ่นดินไหวอาจจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคตข้างหน้า ดังนั้นการวางแผนเพื่อรับมือกับแผ่นดินไหว ตลอดจนการปรับมาตรฐานการออกแบบและการก่อสร้างเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับแผ่นดินไหวที่อาจจะมีขนาดใหญ่ขึ้นในอนาคต ประเทศไทยและญี่ปุ่นสามารถที่จะมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันได้”
นายวนกร ประยูรเวช เลขานุการของผู้อำนวยการโครงการฯ แบ่งปันประสบการณ์เมื่อครั้งที่อาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นกล่าวเสริมว่า “เคยมีประสบการณ์เมื่อเผชิญกับแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นซึ่งการประกาศแจ้งเตือนในเรื่องขนาดของแผ่นดินไหวจะได้รับผ่านโทรศัพท์ซึ่งมีประโยชน์มากโดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่จะช่วยปลุกให้ประชาชนรู้ตัวว่าเกิดแผ่นดินไหวเพื่อเตรียมตัวรับมือ อีกส่วนที่น่าสนใจคือเมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้นสถานที่สาธารณะบางส่วนสามารถถูกดัดแปลงให้เป็นสถานที่หลบภัยและศูนย์ให้ความช่วยเหลือได้ทันที”

ในตอนท้าย เมื่อขอให้แนะนำแนวทางที่จะช่วยส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานของไทย ดร.ซาโตะกล่าวว่า “โครงสร้างสะพานมีลักษณะเป็นระบบโครงสร้างที่ประกอบขึ้นจากฐานราก เสา คานและพื้นก่อสร้างอย่างเป็นระบบ โดยสำหรับโครงสร้างสะพานภายใต้การดูแลของกรมทางหลวงนั้นส่วนใหญ่มีรูปแบบและการก่อสร้างในลักษณะตรงไปตรงมา ซึ่งจากจุดนี้ทำให้เมื่อเกิดความเสียหายบนชิ้นส่วนโครงสร้างสะพานอันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆไม่ว่าจะเป็นจากความล้า (Fatigue) จากการกัดกร่อนของเหล็กเสริม (Corrosion) หรือแม้กระทั่งจากแผ่นดินไหว การดำเนินการซ่อมแซมชิ้นส่วนโครงสร้างที่เกิดความเสียหายสามารถทำได้โดยง่ายและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการออกแบบรูปแบบโครงสร้างสะพานที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมทางหลวงนั้นมีความเหมาะสมดีอยู่แล้ว ในส่วนถัดไปคือเรื่องของวิธีการก่อสร้างโครงสร้างสะพานในปัจจุบันที่อาจจะเลือกใช้โครงสร้างแบบหล่อในที่ ณ บริเวณก่อสร้างหรือโครงสร้างที่ทำการหล่อจากโรงงานแล้วขนส่งไปยังโครงการก่อสร้าง ซึ่งทั้งสองวิธีการถือว่ามีความเหมาะสมสำหรับการก่อสร้างสะพานในประเทศไทย จากมุมมองนี้จะเห็นว่าวิธีการออกแบบและการก่อสร้างรวมถึงความแข็งแรงของโครงสร้างสะพานในประเทศไทยนั้นไม่มีปัญหา สิ่งที่อาจจะต้องมีการให้ความสนใจมากยิ่งขึ้นน่าจะเกี่ยวกับเรื่องของความปลอดภัยในงานก่อสร้างซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ตลอดจนเรื่องของโครงสร้างชั่วคราวที่ใช้ในงานก่อสร้างซึ่งอาจจะต้องให้ความสำคัญในการตรวจสอบและบำรุงรักษาโครงสร้างเหล่านี้ซึ่งจะช่วยให้การก่อสร้างมีความปลอดภัยมากขึ้น”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดโครงการ JICA ‘LiMBridge’ เสริมความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...