โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปฏิรูปกฎระเบียบ-กฎการแข่งขันทางการค้า ข้อเสนอแนะจาก OECD

Thairath Money

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 13.34 น. • เผยแพร่ 28 มิ.ย. 2568 เวลา 01.00 น.
ภาพไฮไลต์

ณ กลางปี 2568 ท่ามกลางเสียงบ่นดังขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องเศรษฐกิจไม่ดี ปากท้องย่ำแย่ ทั้งจากประชาชนและผู้ประกอบการ (เว้นแต่เพียงกลุ่มทุนผูกขาด ซึ่งเก็บเกี่ยวค่าเช่าทางเศรษฐกิจอันมีที่มาจากการยึดรัฐ (state capture) จึงไม่ต้องอนาทรร้อนใจใด ๆ)

หลายคนเริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะ “ปฏิรูปโครงสร้าง” เศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง ถ้าไม่อยากเห็นความสามารถในการแข่งขันและความเป็นอยู่ของผู้คนถดถอยไปมากกว่านี้

ในบรรดานโยบายทั้งหลายเกี่ยวกับการพัฒนาที่หลากหลายรัฐบาลประกาศในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนเห็นว่ามีน้อยนโยบายที่น่าจะมีส่วนช่วย “ปฏิรูป” โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เท่ากับการประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development ย่อว่า OECD)

รัฐบาลไทยสมัย เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงการเข้าเป็นสมาชิกในเดือนเมษายน 2567 และต่อมาอีกสองเดือน คณะมนตรี OECD ก็ได้มีมติเอกฉันท์ เห็นชอบเปิดการหารือกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก (accession discussion) กับประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 ส่งผลให้ไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้สมัครที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD (OECD Accession Country) อย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้นไม่ถึงเดือน OECD ก็ได้จัดทำและเผยแพร่แผนการเข้าเป็นสมาชิก (Accession Roadmap) สำหรับประเทศไทย ซึ่งระบุขั้นตอนและเงื่อนไขต่าง ๆ ในการเข้าเป็นสมาชิกอย่างละเอียด รวมถึงระบุอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องทำงานร่วมกับ OECD อย่างใกล้ชิดในการปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD เพื่อเป็นสมาชิกเต็มตัว (full member) ในอนาคต

ในเมื่อมาตรฐาน OECD ครอบคลุมประเด็นจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในทุกมิติ ตั้งแต่ หลักธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาล การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ การแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม เศรษฐกิจดิจิทัล แรงงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผู้เขียนจึงเห็นว่า กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงน่าจะมีส่วนกระตุ้นให้เราได้เห็นจุดเริ่มต้นของการ “ปฏิรูปโครงสร้าง” เศรษฐกิจไทย ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะสิ่งที่เป็น “รากฐาน” และ “ปัจจัยสำคัญ” ที่ส่งผลต่อนวัตกรรม ความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาที่ยั่งยืน นั่นคือ กฎระเบียบเกี่ยวกับการแข่งขันที่เป็นธรรม และความรับผิด (accountability) ของธุรกิจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มาตรฐาน OECD ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากไทยจะต้องทำงานหนักในการปรับปรุงกฎระเบียบและแนวปฏิบัติต่าง ๆ ให้ตรงตามมาตรฐาน OECD แล้ว ฝั่ง OECD เองก็ให้ความช่วยเหลือด้วยการส่งทีมผู้เชี่ยวชาญมาประเมินและให้คำแนะนำในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2025 เป็นต้นมา OECD ได้เผยแพร่รายงานการประเมินเกี่ยวกับไทยที่น่าสนใจ 2 ฉบับ ได้แก่ Regulatory Reform in Thailand (เมษายน 2025) ว่าด้วยการปฏิรูปกฎระเบียบในประเทศไทย และ OECD Peer Reviews of Competition Law and Policy: Thailand 2025 (พฤษภาคม 2025) ว่าด้วยกฎระเบียบและนโยบายการแข่งขันทางการค้าของไทย

รายงาน Regulatory Reform in Thailand 2025 นับเป็นการติดตามความคืบหน้าหลังจากที่ OECD เคยออกรายงานหัวข้อเดียวกันมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2020 หรือห้าปีที่แล้ว ซึ่งในครั้งนั้น OECD ก็ชมไทยที่บัญญัติการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment: RIA) ทั้งก่อนและหลังการออกกฎหมาย ไว้ในระดับรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2017 (มาตรา 77 ในรัฐธรรมนูญ 2560) และต่อมาอีกสองปีก็มีการออก พ.ร.บ. หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 (“พ.ร.บ. RIA”) เพื่อสร้างมาตรฐานในการจัดทำและทบทวนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยอยู่เสมอ

ผ่านมา 5 ปี รายงานปี 2025 ของ OECD พบว่า การประเมินผลสัมฤทธิ์ก่อนการออกกฎหมายหรือ RIA ของไทย ยังทำ “เป็นพิธีการ” (บางครั้งผู้เขียนมองว่าแย่กว่านั้นอีกคือ ทำ “พอเป็นพิธี”) เท่านั้น โดย OECD มีข้อเสนอแนะหลักหลายข้อต่อการปฏิรูปกฎระเบียบและกระบวนการออกกฎหมาย ข้อเสนอแนะที่ผู้เขียนเห็นว่าสำคัญเป็นพิเศษมีดังต่อไปนี้

  • ยกระดับการกำกับดูแลและความรับผิดของกระบวนการ RIA ด้วยการออกรายงานประจำปีรวมถึงสถิติ ว่าด้วยคุณภาพของ RIA และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย นอกจากนี้ควรทำ “แผนปฏิบัติการเพื่อกฎระเบียบที่ดีขึ้น” (Better Regulation Action Plan) ซึ่งมีเป้าหมายและตัวชี้วัดชัดเจน
  • กำหนดบทบาทหน้าที่ของสำนักงานกฤษฎีกาให้ชัดเจนมากขึ้น ในการกำกับดูแลกระบวนการออกและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงมอบอำนาจให้สำนักงานฯ สามารถร้องขอการศึกษาเพิ่มเติมและข้อมูลหลักฐานจากกระทรวงต่าง ๆ ที่ข้อเสนอการออกกฎระเบียบไม่ผ่านมาตรฐานหลักฐานที่เหมาะสม (OECD เสนอแนะด้วยว่า ไทยควรออก “มาตรฐานหลักฐาน” หรือ evidentiary standards ที่จะใช้ในการออกกฎระเบียบต่าง ๆ)
  • ขยับกำหนดการทำ RIA ขึ้นมาเนิ่น ๆ ในกระบวนการกำหนดนโยบาย และปรับปรุงแนวปฏิบัติให้หน่วยงานที่จะออกกฎระเบียบต้องเปรียบเทียบกับฉากทัศน์ถ้าไม่ทำอะไรเลย (“do-nothing” scenario) และกำหนดเป้าหมายที่วัดได้สำหรับนโยบายที่จะออก
  • ขยายกรอบเวลารับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะจาก 15 วัน เป็น 30 ถึง 60 วัน (ธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นเลิศหรือ best practice ของ OECD)
  • เผยแพร่ร่าง RIA ให้สาธารณชนได้อ่านและให้ความเห็น และควรกำหนดให้กระทรวงเจ้าของร่างกฎระเบียบมาตอบความเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและเผยแพร่คำตอบต่อสาธารณะ (ผู้เขียนชอบข้อนี้มากเป็นพิเศษ!)
  • การทำ RIA หลังจากที่กฎระเบียบออกมาแล้ว 5 ปี ตาม พ.ร.บ. RIA ควรเลือกทำเฉพาะกฎระเบียบที่สำคัญและมีผลกระทบในวงกว้าง (high impact regulations) เท่านั้น จะได้จัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิมและสร้างความมั่นใจว่ากฎระเบียบจะได้รับการประเมินอย่างรอบด้าน

นอกจากข้อเสนอแนะหลักของ OECD ข้างต้นแล้ว ผู้เขียนมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า กระบวนการทำประชาพิจารณ์ในไทยควรยกระดับให้ได้มาตรฐาน OECD รวมถึงนโยบายและมาตรการของรัฐจำนวนมากที่ส่งผลกระทบกว้างไกลและยาวนานต่อประชาชนทั้งประเทศ ส่งผลกระทบมหาศาลกว่ากฎหมายหลายฉบับด้วยซ้ำ แต่กลับไม่มีกระบวนการประชาพิจารณ์ หรือมีแต่ไม่เพียงพอ เพราะไม่มีสถานะเป็น “กฎระเบียบ” ที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย RIA

ยกตัวอย่างเช่น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan: PDP) ร่างล่าสุดปี 2024 ปัจจุบันล่าช้ามาแล้วกว่า 1 ปี โดยไม่มีวี่แววความคืบหน้าใดๆ กระบวนการพิจารณ์มีเพียงช่องทางออนไลน์โดยใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงสองสัปดาห์ ประชาชนซึ่งในฐานะผู้ใช้พลังงานจะได้รับผลกระทบสืบเนื่องนานข้ามทศวรรษ (แผนนี้จะสิ้นสุดในปี ค.ศ. 2037 ตามร่างล่าสุด) ก็มืดแปดด้าน ผู้ประกอบการจำนวนมากก็ต้องชะลอการลงทุน แต่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่บางแห่งกลับเดินหน้าแผนการลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ราวกับมั่นใจมากว่า สุดท้ายเมื่อแผน PDP ประกาศใช้ จะสอดรับสนับสนุนแผนการลงทุนของบริษัทเป็นอย่างดี

สำหรับรายงาน OECD Peer Reviews of Competition Law and Policy: Thailand 2025 นั้น ผลการศึกษาของ OECD พบว่า การกำกับดูแลการแข่งขันตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 แก้ไข พ.ศ. 2560 (“พ.ร.บ. แข่งขัน”) ของไทยยังมีความท้าทายและข้อบกพร่องหลายด้านเมื่อเทียบกับมาตรฐาน OECD เช่น กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจและธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแล ซึ่งไม่มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่ามีธุรกิจอะไรบ้าง

ผู้เชี่ยวชาญ OECD ที่จัดทำรายงานฉบับนี้สรุปจากการรวบรวมข้อมูลว่า ธุรกิจด้านการสื่อสาร พลังงาน ประกันภัย และสถาบันการเงิน เป็นธุรกิจที่จัดว่า “มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแล” จึงไม่เข้าข่ายการกำกับของ พ.ร.บ. แข่งขัน ผู้เชี่ยวชาญพบด้วยว่ากฎระเบียบที่เกี่ยวกับการแข่งขันในกฎหมายเฉพาะเหล่านี้ มีความไม่สอดคล้อง ลักลั่นและไม่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ รายงานยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะมี พ.ร.บ. แข่งขันมาแล้วกว่า 25 ปี การบังคับใช้ยังถือว่าอยู่ในระยะตั้งต้นมาก คดีถึงที่สิ้นสุดแล้วมีจำนวนค่อนข้างน้อยและมักจบลงด้วยการไกล่เกลี่ย ไม่มีการจบลงด้วยคำตัดสินของศาลแม้แต่คดีเดียว รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน ก.ข.ค.) ยังห่างไกลจากหลักความโปร่งใสที่ดี

ผู้เชี่ยวชาญ OECD ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ไทยมีการขออนุญาตควบรวมธุรกิจค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อาจเป็นไปได้ว่าเป็นเพราะมีการตั้งกฎเกณฑ์ค่อนข้างหลวม จึงอาจมีการควบรวมธุรกิจที่ก่อให้เกิดอำนาจเหนือตลาด แต่ไม่ได้จำเป็นต้องขออนุญาต (ในประเด็น “ขออนุญาตควบรวม” นี้ ผู้เขียนชอบที่ผู้เชี่ยวชาญระบุอย่างชัดเจนในรายงาน กรณีธุรกิจโทรคมนาคม ว่า “คดีเดียวที่มีข้อมูลชัดเจนคือการควบรวมกิจการระหว่างบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น และดีแทคในปี 2565 …ในตอนแรก กสทช. ได้ปฏิเสธที่จะพิจารณาธุรกรรมดังกล่าว แต่สุดท้ายก็ได้ดำเนินการประเมินธุรกรรมนี้ภายใต้แรงกดดันจากผู้บริโภคและนักวิชาการ การควบรวมกิจการได้รับการอนุมัติภายใต้เงื่อนไขการแก้ไขพฤติกรรม” - หน้า 15)

เช่นเดียวกับประเด็นปฏิรูปกฎระเบียบ ผู้เชี่ยวชาญ OECD มีข้อเสนอแนะหลักหลายข้อเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎระเบียบและการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าให้ทัดเทียมกับมาตรฐาน OECD ข้อที่ผู้เขียนเห็นว่าสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งได้แก่ข้อต่อไปนี้

  • ขยายขอบเขตการบังคับใช้ พ.ร.บ. แข่งขันไปใช้กับกิจการทุกรูปแบบ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นเจ้าของ สถานที่ หรือรูปแบบทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานทั้งหมดที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (รวมถึงองค์กรไม่แสวงกำไร สมาคมการค้า บริษัทโฮลดิ้ง) และให้กฎหมายการแข่งขันมีผลบังคับใช้กับธุรกิจนอกประเทศที่ส่งผลกลับมายังประเทศไทยด้วย
  • นำกรอบกฎหมายการแข่งขันโดยทั่วไปมาใช้ รวมถึงกฎที่สำคัญและขั้นตอนที่บังคับใช้ในทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน
  • จัดสรรทรัพยากรของสำนักงาน ก.ข.ค. ใหม่ โดยปรับโครงสร้างสถาบัน สร้างหลักประกันว่างบประมาณของสำนักงาน ก.ข.ค. อยู่ในระดับเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน (รายงานฉบับนี้ชี้ว่า งบประมาณของสำนักงาน ก.ข.ค. ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีจำนวนประชากรใกล้เคียงกันมากกว่า 7 เท่าตัว)
  • ยกเลิกคณะอนุกรรมการสอบสวน โดยให้การสืบสวนเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.ข.ค. เท่านั้น
  • เผยแพร่ข้อเท็จจริง (รวมถึงชื่อของคู่กรณี) ข้อกฎหมายและบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินทั้งหมด ภายใต้การคุ้มครองข้อมูลที่เป็นความลับ
  • กำหนดวิธีพิจารณาที่ชัดเจนสำหรับการสอบสวนพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขันทั้งหมด โดยระบุว่าฝ่ายที่ถูกสอบสวนจะต้องได้รับแจ้งเกี่ยวกับเรื่องใด และในขั้นตอนใดบ้าง รวมถึงอธิบายฐานข้อเท็จจริงและฐานกฎหมาย ความกังวลด้านการแข่งขัน และหลักฐานที่เกี่ยวข้องที่ถูกรวบรวมหรือยื่นให้สำนักงาน ก.ข.ค. โดยต้องคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลที่เป็นความลับ (ผู้เขียนเห็นว่า ข้อนี้สำคัญมากเพราะจะสร้างความแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงลดความเสี่ยงในการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่หรือผู้บริหาร ก.ข.ค. และลดความเสี่ยงที่ความลับทางการค้าของผู้ประกอบการจะรั่วไหลไปยังกลุ่มทุนผูกขาดที่ครอบงำ ก.ข.ค. ภายใต้ข้ออ้างคลุมเครือว่า “มีผู้ร้องเรื่องพฤติกรรมการแข่งขันไม่เป็นธรรม”)
  • การทำ RIA หลังจากที่กฎระเบียบออกมาแล้ว 5 ปี ตาม พ.ร.บ. RIA ควรเลือกทำเฉพาะกฎระเบียบที่สำคัญและมีผลกระทบในวงกว้าง (high impact regulations) เท่านั้น จะได้จัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิมและสร้างความมั่นใจว่ากฎระเบียบจะได้รับการประเมินอย่างรอบด้าน
  • ให้สำนักงาน ก.ข.ค. มีอำนาจลงโทษทางปกครองกับกลุ่มที่มีการตกลงร่วมกัน (“ฮั้ว”) และผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ
  • กำหนดให้กลุ่มที่มีการตกลงร่วมกัน (“ฮั้ว”) ที่ส่งผลกระทบร้ายแรง เป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักฐานที่แสดงผลกระทบเชิงลบที่เกิดจริงต่อตลาด
  • รับประกันว่า สำนักงาน ก.ข.ค. มีอำนาจที่มีประสิทธิภาพในการพิจารณาธุรกรรมการรวมธุรกิจ และหากจำเป็นสามารถห้ามหรืออนุญาตธุรกรรมนั้น ภายใต้เงื่อนไขการแก้ไขที่เหมาะสม
  • ลดระดับตัวเลขในปัจจุบันของเกณฑ์การแจ้งเตือนการรวมธุรกิจ โดยคำนึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ขนาดของเศรษฐกิจไทยและของบริษัทส่วนใหญ่ที่ดำเนินงานในประเทศ จำนวนธุรกรรมโดยเฉลี่ยที่สามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสบการณ์ของเขตอำนาจศาลอื่นๆ ที่คล้ายกัน

นอกเหนือจากข้อเสนอแนะหลักข้างต้นของ OECD ที่จำเป็นต่อการปรับปรุงกฎระเบียบด้านการแข่งขันให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD แล้ว ผู้เขียนเห็นว่า การปรับปรุงกระบวนการสรรหาคณะกรรมการ ก.ข.ค. และการพัฒนากลไกรับผิด (accountability) ของคณะกรรมการ ก.ข.ค. รวมถึงกลไกการถอดถอนคณะกรรมการออกจากตำแหน่ง ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนไม่แพ้กัน

ทั้งนี้ เพื่อกำจัดความเสี่ยงที่จะเกิดปรากฏการณ์ ยึดหน่วยงานกำกับดูแล (regulatory capture) หรือการยึดรัฐ (state capture) โดยกลุ่มทุนผูกขาด ดังที่เราได้เห็นตัวอย่างมามากเกินพอแล้วในประเทศไทย

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...