โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

มองการแสดงผ่านเลนส์ของ “เจนเย่” นางเอก “สงคราม ส่งด่วน” กับจุดเปลี่ยนในเส้นทางอาชีพ

LSA Thailand

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 10.14 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 03.00 น. • Lifestyle Asia Thailand

ทำไมซีรีส์มาแรงในตอนนี้อย่าง “สงคราม ส่งด่วน” ถึงเป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก? เพราะเป็นซีรีส์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง? เพราะชื่อเสียงของค่ายหนังและโปรดักชั่น? หรือเพราะเหล่านักแสดงมากฝีมือ?

ถ้าถามเราแล้วอะไรก็ไม่น่าดึงดูดใจเท่ากับรายชื่อนักแสดงที่ต้องเป็นคนถ่ายทอดเรื่องนั้นหรอก คนแรกที่เตะตาเลยคือ “ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์” ที่รับบท “สันติ” คนที่สองตามมาคือ “ดร.พลัง โลกศิลป์” กับบทบาท “รุ่ยเจี๋ย” และคนสุดท้ายคือนางเอกหน้าสวยผิวขาวปากแดงที่คนอาจไม่คุ้นหน้าเท่าไหร่ แต่กลับเต็มไปด้วยพลังทางการแสดงอย่าง “เจนเย่ จีรนรภัทร” ที่รับบท “เสี่ยวหยู” ซีรีส์รวมทั้งสิ้น 7 ตอนเรื่องนี้หมุนรอบแกนของการกล้าฝันที่จะเป็นใหญ่ และการกล้าชนคนที่ใหญ่กว่า กับการก่อตั้งธุรกิจบริษัทขนส่งที่ผสมผสานไปด้วยเส้นทางแห่งการหักหลัง ความสิ้นหวัง และความท้อแท้ โดยพวกเขาทั้งสามจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อก่อตั้งธุรกิจที่จะมีทั้งคนรอดและคนร่วงในครั้งนี้ให้สำเร็จให้ได้

ท่ามกลางเหงื่อ เลือด น้ำตา ที่เสียมาเพื่อให้ได้เป็นผู้เล่นคนสำคัญของวงการธุรกิจขนส่ง เราได้พูดคุยกับนางเอกสาวผู้ซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้มากมาย เธอใช้ทั้งสมองและเสน่ห์ในการแสดงความสามารถจนบท “เสี่ยวหยู” ตัวละครหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของเรื่องตกเป็นของเธอ เจนเย่ที่เน้นกับเราตั้งแต่แรกว่าต้องมี “เย่” ด้วยตลอดเพราะมันคือแซ่ของเธอเองด้วยเป็นลูกครึ่ง และชื่อนี้แหละที่ทำให้เธอรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด

เจนเย่จากสาวน้อยวัยทีนผู้วาดฝันจะเป็นไอดอลเกาหลีใต้ เริ่มต้นเส้นทางชีวิตด้วยการออดิชั่นกับค่ายดังอย่าง YG สู่การได้เป็นเกิร์ลกรุ๊ป SIZZY ภายใต้ค่าย RISER MUSIC ของประเทศไทย แต่แล้วดูเหมือนจักรวาลคงอยากขีดเส้นทางให้เธอได้เป็นนักแสดงมากกว่า เจนเย่จึงหันเหความสนใจมาที่โลกของการแสดง และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่พลังของนักแสดงฉายแวว เธอผ่านการคัตและเทคมาหลายรอบ เล่นบทวัยใสหลากหลายรูปแบบ จนมาสู่บทบาทที่ท้าทายลีลาทางการแสดงของเธอมากไปอีกขั้น LSA พามาคุยกับเธอคนนี้คัฟเวอร์สตาร์ประจำเดือนมิถุนายน ถึงมุมมองการแสดงของเธอ และบทบาทเสี่ยวหยูที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จัก กับซีรีส์ที่จะปลุกพลังให้ทุกคนสู้ สู้ และสู้เท่านั้นถึงจะชนะ

ถ้าให้เล่าเกี่ยวกับชีวิตของเจนเย่ ณ ตอนนี้แบบสั้นๆ จะเล่าว่ายังไงบ้าง?

เหมือนหนูยังฝันอยู่เลยตอนนี้ เหมือนอยู่ในความฝัน เพราะว่าอยู่ๆ ตื่นขึ้นมาก็มีคนรู้จักเราเพิ่มแบบ คนฟอลเพิ่มขึ้นมา 500,000 คน หนูไปไหนคนก็รู้จัก ซึ่งแต่ก่อนหนูไปไหนชิวมาก ไปกินข้าวกับที่บ้าน ไม่เคยจะต้องปิดหรือพรางตัว แต่เดี๋ยวนี้หนูลองไปเดินละ คนก็เริ่มแบบ ‘เอ้ย ใช่หรือเปล่า’ มาขอถ่ายรูป ก็แบบเราเป็นดาราแล้วหรอเนี่ย แบบมีคนรู้จักเรามากขึ้นจริงๆ แล้ว ก็อาจจะเป็นช่วง เรียกว่าช่วงพีคของชีวิตก็ได้ค่ะ แล้วก็อยากจะเก็บเกี่ยวโมเมนท์ ณ ตอนนี้ให้ได้มากที่สุด

ฟีดแบคจากคนรอบตัวช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง? แล้วเรามองตัวเองในช่วงนี้ยังไง?

ก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองนะคะ เราไม่ย่อท้อ หมายถึงว่า เราชอบในการแสดง เรามาถึงจุดนี้ได้แล้ว จุดที่คนมองเห็นความสามารถเราจริงๆ ไม่ใช่แค่ว่า โอเคเราเต้นได้ เราหน้าตาดี อะไรแค่นั้น คนเห็นความสามารถในการแสดงของเราจริงๆ แล้ว เพราะว่าที่ผ่านมา หนูก็ไม่เคยได้รับบทที่ท้าทายหรือได้โชว์ความสามารถเท่าบทนี้มาก่อน ก็รู้สึกดีใจ ที่พี่ไก่ (ณฐพล บุญประกอบ ) หรือทาง GDH หรือ Netflix เห็นอะไรในตัวหนูก็ไม่รู้ แล้วก็ช่วยดึงศักยภาพของหนูออกมาให้ทุกคนได้เห็น

เจนเย่ในวันนี้แตกต่างจากเจนเย่ตอนเข้าวงการใหม่ๆ อย่างไร?

คือหนูต้องบอกก่อนว่า หนูเป็นคนที่ mentality หนูโตช้ามาก เพราะว่าที่บ้านจะค่อนให้หนูระวังทุกอย่าง ซึ่งหนูจะโตช้ากว่าเจนเดียวกัน หนูเพิ่งรู้สึกว่าหนูโตเมื่อไม่นานนี้ แต่หนูก็มองว่ามันเป็นข้อดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะตอนเด็กๆ หนูไม่เครียดเลย ทำงานไปเรื่อยๆ งานเข้ามาก็ทำ ไม่เคยกดดันตัวเอง ก็เลยรู้สึกว่ามองกลับไปก็รู้สึกโชคดีเหมือนกัน ที่เราไม่ต้องเสียความเป็นตัวเอง เหมือนเราค่อยๆ เติบโตขึ้นมาทีละขั้นๆ จนมาถึงวันนี้ได้ หนูว่าตอนนี้ก็เป็น best version ของหนูเหมือนกัน ที่หนูชอบมากๆ

ผ่านการทำหลายบทบาท หลายโปรเจกต์ ทั้งนักแสดง ศิลปิน คิดว่าตอนนี้เราเริ่มจับทางตัวเองได้หรือยังว่า “อะไรคือสิ่งที่เป็นเรา” และ “อะไรคือสิ่งที่อยากทำจริงๆ”?

ตอนนี้หนูรู้สึกว่า รู้จักตัวเองมากพอแล้ว แล้วก็รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แล้วเป็นวัยที่เรา เราเจอโลกมามากพอแล้ว แล้วก็กลั่นกรองอะไรด้วยตัวเองได้เยอะเหมือนกัน คือแต่ก่อนหนูจะมองคนไม่เป็นเลยค่ะ ว่าคนนี้เขาเข้ามาต้องการอะไร เขาหวังดีกับเราจริงๆ ไหม แต่ตอนนี้รู็สึกว่าตัวเองค่อนข้างมองคนเป็นมากขึ้นแล้ว อาจจะเพราะเราแสดงมากขึ้น แล้วเราเข้าใจมนุษย์มากขึ้น ก็รู้สึกว่าสนุกดีเหมือนกันค่ะ

มีจุดเปลี่ยนไหมที่เรารู้สึกในใจเลยว่าเราโตแล้ว?

มองเห็นโลกความเป็นจริงว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดตลอด บางคนที่เราคิดว่าเขาหวังดีกับเราเขารักเรา จริงๆ เขาไม่ได้รักเราจริงๆ ก็ได้

เพิ่งจะมาตาสว่างแล้วก็เข้าใจมันจริงๆ ว่าอันนี้คือชีวิต อันนี้คือโลกของความเป็นจริง ไม่มีใครจะหวังดีกับเราเท่ากับคนในครอบครัวจริงๆ หรือตัวเราเองหรอก เหมือนแต่ก่อนเราจะเป็นคนมองโลกในแง่ดีจนเกินไป ก็เจ็บปวดมาเยอะเหมือนกัน หนูรู้สึกว่าหนูค้นพบอะไรพวกนี้เร็วเหมือนกัน หมายถึงว่ารู้จักตัวเองอะคะ ว่าเราต้องรับมือกับพวกนี้ยังไง มันก็เลยไม่ได้ทำให้หนูเศร้าจนเกินไป เหมือนหนูค่อยๆ ยอมรับ แล้วมันค่อยๆ มา โอเค เราเจอคนแบบนี้ เราค่อยๆ เจอคนอีกแบบ มันไม่ได้ถาโถมเข้ามาทีเดียวจนเราพัง เหมือนเราค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ เรียนรู้มนุษย์ไปเรื่อยๆ

‘เจนเย่’ กับ ’เสี่ยวหยู‘ ใน “สงคราม ส่งด่วน” เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

เอาจริงตอนแรกหนูคิดว่าหนูกับเสี่ยวหยูต่างกันมาก แต่พอนั่งดูกับเพื่อนหรือกับที่บ้าน ที่บ้านบอก “เห้ย นี่มันแกเลยหนิ ทำหน้าเหวี่ยงแบบนี้” คือแกเลย เราก็แบบหรอเราเป็นแบบนี้หรอ คือหนูไม่รู้ตัวว่ามีบางมุมที่เป็นตัวเราอยู่ในนั้น หมายถึงว่าเราดึงตัวเองออกมาแต่เราไม่รู้ตัว เพราะเราไม่เคยมองตัวเองอ่ะค่ะ เหมือนตอนนี้เจนเย่นั่งมองตัวเองอยู่ในอีกเวอร์ชั่นนึง ก็แปลกใหม่ดี

เสี่ยวหยูค่อนข้างโตมากเหมือนกัน เหมือนมันอาจจะอยู่ลึกๆ ข้างใน ซึ่งหนูไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน พี่ไก่อาจจะดึงออกมาได้หรือตัวบทมันดึงออกมาให้หนูได้ คนอื่นมองเห็นแต่หนูไม่รู้ว่าตัวเองมีมุมนี้ด้วย มีมุมเหวี่ยง อารมณ์ไม่ดี ซึ่งเราเองก็ไม่เคยเห็น

มีอะไรในคาแรคเตอร์ของเสี่ยวหยูที่เปิดมุมมองใหม่ๆ หรือทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นบ้างไหม?

บทเสี่ยวหยูสอนหนูเยอะมากๆ เหมือนกัน ในแง่ของความสัมพันธ์หรือการเติบโต เขาก็สอนให้รู้ว่าทุกความสัมพันธ์มันไม่จำเป็นต้องลงเอยกัน อย่างหนูกับสันติเราก็ยังเป็นเพื่อนร่วมงานกันได้ เรายังรู้จักกัน เรายังมีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน แต่ว่าเราไม่จำเป็นต้องคู่กันไหม ก็รู้สึกว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่ดีมากๆ

อยากให้เล่ามุมของเราใน “สงคราม ส่งด่วน” ตั้งแต่ตอนแคสต์ ถ่ายทำ จนเห็นผลงานออกมาประสบความสำเร็จแบบนี้ รู้สึกยังไงบ้าง?

จริงๆ ตอนแรกที่ติดต่อมาเขาบอก GDH อยากให้ไปแคส หนูก็ในใจ โอเคอยากเล่นเลย คือยังไม่รู้บทเลยนะ หนูอยากเล่น เพราะอยากร่วมงานกับ GDH อยู่แล้ว พอไปแคสก็เลยรู้ว่าเป็นของ Netflix ก็ยิ่งอยากเล่นเข้าไปใหญ่ เพราะว่าค่อนข้าง Global ตอนนั้นเขายังไม่ได้เล่าเรื่องอะไรให้ฟังเยอะ เขาจะให้แคสแค่สองซีน เป็นซีนที่หนูเอาเช็คไปให้สันติยืม เอาเงินไปให้สันติยืม แล้วก็ซีนทะเลาะ รู้สึกว่าตอนนั้นในบทไม่ได้เขียนให้หนูต้องร้องไห้ แต่หนูโกรธจนร้องไห้ แล้วเหมือนพี่ไก่เห็นอะไรไม่รู้แล้วชอบ ก็เลยผ่านรอบแรกไป แล้วเขาก็เรียกไปแคสอีกรอบหนึ่ง ก็แคสคู่กับพี่ไอซ์ซึ ตอนนั้นหนูก็ ‘อันนี้ไม่ใช่เล่นๆ แล้ว’ เป็นโปรเจกต์ใหญ่แน่ๆ เลย เพราะได้พี่ไอซ์ซึมา หนูก็ตื่นเต้นมาก เหมือนจริงๆ ตอนแรกจะไม่ได้บทนี้นะคะ หนูว่าโชคชะตานี่แหละ สุดท้ายหนูก็ได้บทนี้มา ตอนนั้นก็ดีใจมากเพราะเราอยากร่วมงานกับ GDH กับ Netflix มาตั้งนานแล้ว

แล้วก็ได้โอกาสนี้มา เริ่มแรกเหมือนจะเริ่มจากเวิร์กช็อปก่อน ก็ไปคุยว่าบทเป็นยังไง อยากให้เสี่ยวหยูเป็นยังไง มีให้ตัดผมด้วยเป็นครั้งแรกที่หนูได้เปลี่ยนลุค ตัดผมสั้น

อย่างเรื่องเมกอัพเสื้อผ้าเอง วันนั้นต้องฟิตติ้ง 40-50 ชุด ทั้งวัน เปลี่ยนวนไปวนมา 1 ลุคก็ต้องมีตัวเลือกให้ผู้กำกับเลือก 2-3 ชุด ของหนูว่าเยอะแล้วแต่ของพี่ไอซ์ซึน่าจะแบบเกินร้อย แล้วเขาต้องแบบฟันเหลือง ผมสั้น ผมยาว คือละเอียดมาก เลยอยากให้เครดิตกับทีมสไตล์ลิสต์แล้วก็เมกอัพทุกคน ตั้งใจมาก ทีมพร็อบด้วย ส่วนของเสี่ยวหยูเองพี่ไก่เขามีภาพที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาอยากได้แบบนี้ ผมสั้น ปากแดง เหมือนพี่ไก่เล่าว่าพอได้หนูมาแล้วหนูหน้าเด็กเขาก็เลยต้องเปลี่ยนการแต่งตัวของเสี่ยวหยูให้ดูโตขึ้น มันจะได้ดูน่าเชื่อถือ ซึ่งหนูว่ามันก็ relate กับชีวิตจริงของหนู คือหนูเอาพี่สาวมาเป็น reference เพราะพี่สาวหนูเป็นคนที่ทำงานกับบริษัทจีน แล้วเขาเป็นคนหน้าเด็กมากแต่ทำงานเก่ง คนจะไม่ค่อยเชื่อว่าแกเป็นหัวหน้าได้ยังไง

คือจริงๆ เรื่องนี้มันได้ล้มลุกคลุกคลานกับทุกคน เหมือนมันผูกพันใจมันรักไปแล้ว ตอนแรกหนูคิดว่าเสี่ยวหยูเขามีความฝันแหละว่าเขาอยากทำสิ่งนี้ แต่เขาก็ต้องเลือกว่าจะเอาอะไร แต่สุดท้ายเขาก็เลือกจะไปมีครอบครัว แต่อีกใจหนึ่งลึกๆ เขาก็อยากจะทำต่อแหละ แต่มันก็ไปต่อไม่ได้ มันก็เลยเป็นอะไรที่ contrast กันมากๆ ว่าอีกใจหนึ่งก็อยากทำ อีกใจหนึ่งก็สัญญากับเลียมไว้แล้ว ก็ต้องเลือกเลียม เพราะมันเป็นบั้นปลายชีวิตที่เราวางแผนเอาไว้หมดแล้ว เหมือนอันนี้มันเป็นสิ่งที่ผุดขึ้นมาใหม่ แล้วมันก็ fulfill เราอีกขั้นหนึ่งของชีวิต

หนูว่ามันคือจังหวะของชีวิตเลย หนูจำได้หลายซีนเลยว่าหนูร้องไห้แบบหยุดไม่ได้ เสี่ยวหยูต้องเข้มแข็งมาก แต่เจนเย่คือไม่ไหว จนพี่ไก่บอกว่าเจนเย่หยุดร้อง อย่าร้อง เสี่ยวหยูมันไม่ร้อง เขาไม่ต้องการน้ำตา แต่หนูก็มี struggle เยอะเหมือนกัน เพราะเป็นคนเซนซิทีฟ เสี่ยวหยูเป็นคนเข้มแข็ง พอเสี่ยวหยูนิ่งแต่ต้องรู้สึกอยู่ข้างใน ซึ่งพอหนูเล่นแล้วเรารู้สึกอ่ะน้ำตามันจะออกมา แต่พี่ไก่อยากให้แค่รู้สึก แต่ห้ามให้มันออกมา เราก็จิกตัวเองไว้ห้ามร้องๆ คือตัวหนูเหมือนจะเข้มแข็งนะ แต่เวลาเรามีอะไรเราอยากระบายมันออกมา ถ้าเราเศร้า ร้องไห้ รู้สึกไม่ดี เราก็ต้องเอามันออกมา ถ้าเก็บเยอะมันจะเครียด ซึ่งมันเป็นสิ่งที่บำบัดจิตใจของหนูด้วย

การได้ทำงานร่วมกับ GDH และ Netflix มันเป็นการอัพเลเวลตัวเองด้วยมั้ย?

ใช่ รู้สึกว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่รู้ว่าจะมีครั้งต่อไปมั้ย แต่หนูรู้สึก greatful มากๆ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเราได้ร่วมงานกับ Netflix แล้วก็ GDH หนูรู้สึกว่าเกิดมาชาตินี้คุ้มแล้วค่ะ เพราะว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่าโปรดักชั่นเขาดีขนาดไหน ทั้งบท ทีมงาน รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงาน เราได้อัพเลเวลมาเป็น 10 เลยนะ ตอนนี้พุ่งทะยาน แต่เอาจริงๆ หนูก็ยังไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเหมือนกัน พอเล่นเรื่องนี้เสร็จหนูไปเรียนแอคติ้งเพิ่ม

หลายคอร์สเหมือนกัน พอเราได้เห็นรุ่นพี่ อย่างพี่เอก พี่พีท พี่ไอซ์ซึ แล้วก็พี่พลัง ทุกคนเขาโหดกันมากๆ เลย จนเราอยากผลักดันตัวเองให้ได้มากกว่านี้ให้เทียบเท่ากับเขา เหมือนเห็นเขาเป็นรุ่นพี่ เป็นไอดอล

ตอนนี้ถือว่าเป็นโมเมนต์ที่เรารู้สึกว่า “I made it” หรือเราทำสำเร็จกับอาชีพเรารึยัง?

หนูไม่รู้เลยว่าความสำเร็จในอาชีพนี้คืออะไร ตอนนี้หนูรู้สึก fulfill แล้วนะ โอเคเราประสบความสำเร็จ คนเห็นความสามารถของเรา แต่หนูไม่รู้ว่าความสำเร็จในอาชีพนี้มันอยู่ตรงไหน ตอนนี้มันคืออยากให้ตัวเองไม่เสียความเป็นตัวเองไป ยังมีแพชชั่นในการแสดงจนแก่ อยากให้คงตรงนี้เอาไว้

ถ้าได้ย้อนกลับไปพูดกับตัวเองตอนที่พยายามเข้าสู่วงการ คำพูดหนึ่งประโยคที่อยากบอกตัวเองที่สุดตอนนั้นคืออะไร?

เธอเก่งมากนะ เธอทำในสิ่งที่เธออยากทำ คือหนูขอคุณแม่ไปออดิชั่นเองด้วยว่าชอบเคป๊อป ชอบฟัง YG ตั้งแต่เด็ก รู้สึกว่าเธอเก่งนะ เธอกล้าหาญมาก แล้วก็ทำดีแล้ว ตอนนั้นหนูก็ไม่รู้นะว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ แต่ขอบคุณตัวเองที่กล้าหาญ อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตเราได้ลอง ถึงมันจะไม่ได้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้เป็นไอดอลเกาหลี ไม่ได้ไปเทรน อย่างน้อยเราเคยไปออดิชั่น มันไม่เสียหาย

สุดท้ายแล้วอยากให้คนจดจำเจนเย่ในแบบไหน?

อยากให้จดจำในฐานะนักแสดงที่ดีค่ะ ตลอดไปเลย รู้สึกว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง อยากจะเป็นนักแสดงที่ทุกคนชื่นชอบ หนูจะเล่นไปจนแก่เลยค่ะ

Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...