โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ธ.โลกหั่นจีดีพี ปี68เหลือ1.8% คลังรอถกทรัมป์

ไทยโพสต์

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 21.33 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 17.01 น.

“ธนาคารโลก” หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 1.8% เหตุนโยบายการค้าโลกป่วนส่งออก-บริโภค-ท่องเที่ยวชะลอตัว คลังจ่อปรับตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ นำปัจจัย "การเมือง-เจรจาภาษีทรัมป์" ร่วมพิจารณา “จตุพร” เกาะติดผลเจรจาภาษีสหรัฐ หลังเวียดนามได้ดีล 20% ลุยแก้ปัญหาสินค้าราคาตกต่ำ

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ธนาคารโลกได้ปรับประมาณการการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ไทยในปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 1.8% ส่วนปี 2569 อยู่ที่ 1.7% สะท้อนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าโลกในช่วงที่ผ่านมา การส่งออกที่อ่อนแอ การบริโภคที่ชะลอตัวลง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในระดับปานกลาง แต่หากความเชื่อมั่นด้านการลงทุนปรับตัวดีขึ้น คาดว่าตัวเลขจีดีพีในปี 2568 อาจจะขยายตัวได้ถึง 2.2% และในปี 2569 อยู่ที่ 1.8%

“ตัวเลข 1.8% ในปีนี้ถือว่าค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นผลกระทบจากนโยบายการค้าโลกที่มีความไม่แน่นอน ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการลงทุนของไทย ซึ่งการส่งออกและการบริโภค รวมถึงการลงทุนในประเทศไทยเริ่มชะลอตัวลงมาตั้งแต่ปีก่อน เนื่องจากการมีหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึง 87.4% ต่อจีดีพี ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการมีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของประชาชน ขณะเดียวกันยอดสินเชื่อก็มีแนวโน้มหดตัวลงด้วย” นายเกียรติพงศ์ระบุ

สำหรับนโยบายการค้าโลกที่มีความไม่แน่นอนนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ผ่าน 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ 1.การส่งออก ซึ่งเศรษฐกิจไทยได้พึ่งพาการส่งออกสูงถึง 60% ของจีดีพี โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐ ญี่ปุ่น และจีน และ 2.การลงทุน โดยปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้เกิดการชะลอการลงทุนเนื่องจากความไม่แน่นอนที่ค่อนข้างเยอะ

นอกจากนี้ ยังมี Shock ซึ่งเป็นปัจจัยเฉพาะเจาะจงของเศรษฐกิจไทย นั่นคือ การชะลอตัวลงของภาคการท่องเที่ยว สะท้อนจากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่หดตัวลง เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยในประเทศไทย ทำให้ธนาคารโลกได้คาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าไทยในปี 2568 อยู่ที่ 37 ล้านคน ส่วนปี 2569 คาดว่าจะกลับเข้าสู่ช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 โดยมองว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของภาคการท่องเที่ยวมากขึ้น

อีกปัจจัยที่น่ากังวลคือ พื้นที่ของภาคการคลังไทยกำลังแคบลง แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ สะท้อนจากสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันที่ 64% ต่อจีดีพี ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หากหนี้สูงกว่า 60% ของจีดีพี การเติบโตของเศรษฐกิจจะชะลอลง และกดดันให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาระการจ่ายหนี้ของรัฐบาลและประชาชน

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมี 3 โอกาสสำคัญ คือ 1.นโยบายการคลัง ผ่านการเลือกลงทุนในโครงการที่ส่งเสริมการเติบโต 2.แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลเริ่มมีสัญญาณการลงทุนที่มากขึ้น และ 3.การเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้นที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี รวมทั้งการที่รัฐบาลได้ปรับการใช้จ่ายงบจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว วงเงิน 1.15 แสนล้านบาท คิดเป็น 0.8% ของจีดีพี เป็นทิศทางที่ดี

นายเกียรติพงศ์กล่าวด้วยว่า ธนาคารโลกยังไม่ได้นำประเด็นการเมืองใส่เข้าไปในประมาณการ โดยยังเชื่อว่านโยบายการคลังรวมถึงนโยบายการเงินจะยังสนับสนุนและประคับประคองเศรษฐกิจไทย และมองว่างบประมาณรายจ่ายปี 2569 จะผ่านไปได้ แต่หากงบล่าช้าออกไปจากปกติ อาจจะกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกานั้น หากมีความคืบหน้าจะช่วยให้การลงทุนกลับมาได้ โดยประเมินว่าสหรัฐจะมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้ากับไทยในอัตรา 10% กว่า ไม่น่าถึง 18%

ทางด้านนายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สศค.เตรียมปรับประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปี 2568 อีกครั้งในวันที่ 30 ก.ค.นี้ จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 2.1% โดยรอบนี้จะนำปัจจัยใหม่เข้ามาพิจารณาเพิ่มเติม ทั้งจากความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ และทิศทางการเจรจาการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ขณะที่ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการเจรจาภาษีกับสหรัฐว่า ต้องรอผลของการเจรจาของนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลังที่สหรัฐ ส่วนกรณีเวียดนามได้เงื่อนไขการเรียกเก็บภาษีสินค้าที่ส่งไปยังสหรัฐที่ 20% นั้น มีเงื่อนไขเรื่องการยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐเหลือ 0% อยู่ด้วย ซึ่งต้องรอดูเงื่อนไขของไทยก่อนว่าได้เปรียบหรือเสียเปรียบเวียดนามอย่างไร

สำหรับการแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์เพื่อส่งออกจากประเทศไทยที่กำลังถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษจากสหรัฐนั้น ได้มอบหมายให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ เป็นคนที่รับผิดชอบ ซึ่งทำงานอย่างเต็มที่

ส่วนการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำนั้น จะนัดหมาย รมว.เกษตรและสหกรณ์มาหารือกัน เพราะเรื่องการแก้ปัญหามีทั้งเรื่องต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เป็นปลายน้ำที่จะเอาไปขาย ดังนั้นต้องแก้ปัญหาไปด้วยกัน เน้นนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ โดยในช่วง 2-3 วันนี้ จะเดินทางไปยังต่างจังหวัดเพื่อดูแนวทางการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทั้งนี้ จะเข้ากระทรวงสัปดาห์หน้า.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...