วางกลยุทธ์... รับมือความไม่แน่นอน มาตรการภาษีทรัมป์
คอลัมน์ : เติมความคิดพิชิตลงทุน ผู้เขียน : พบชัย ภัทราวิชญ์ InnovestX
มาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประเด็นที่สร้างความผันผวนให้กับการลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง เริ่มจากวันที่ 28 พ.ค. 68 ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ (U.S. Court of International Trade) ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นได้มีการพิจารณาตัดสินให้ยกเลิกมาตรการภาษีแบบครอบคลุม (Universal and Reciprocal Tariffs) ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งส่งผลบวกต่อบรรยากาศลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
แต่ถัดมาเพียง 1 วัน คือ 29 พ.ค. 68 ศาลอุทธรณ์ของสหรัฐ ตัดสินให้มาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับการคุ้มครองชั่วคราว เปิดทางให้รัฐบาลทรัมป์สามารถคงการจัดเก็บภาษีเท่าเทียม (Universal) และตอบโต้ (Reciprocal) ไว้ได้ หลังจากทำเนียบขาวได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ (U.S. Court of Appeals for the Federal Circuit) แล้ว
ซึ่งเรามองว่าได้กลับมาส่งผลกระทบเชิงลบกดดันต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทย เนื่องจากกระบวนการไต่สวนในชั้นนี้ในอดีตอาจใช้เวลาพิจารณาอีก 1.5-3 ปี และยังมีความเสี่ยงว่าประธานาธิบดีทรัมป์ อาจเปลี่ยนไปใช้กฎหมายอื่นเพิ่มเติมในการปรับขึ้นภาษี เช่นเดียวกับที่ยังสามารถเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตรา 25% ทั้งนี้ มองตลาดจะกลับมาให้น้ำหนักต่อประเด็นการเจรจาเพื่อลดอัตราภาษีลงเป็นรายประเทศ (ประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 36%)
จากสถานการณ์ข้างต้น เรามองว่าความผันผวนของตลาดในระยะต่อไปยังคงมีอยู่ จากกังวลความเสี่ยงของมาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าช่วงต้น เม.ย.ที่ผ่านมา SET Index ได้ปรับตัวลงใกล้ระดับวิกฤต (Downside ที่ 1,032 จุด) ซึ่งสะท้อนผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐซึ่งผ่านจุดแย่ที่สุดไปแล้ว
และประเมิน Downside ที่น่าสนใจให้เข้าสะสมสำหรับการลงทุนอยู่ที่ระดับ 1,100+/- จากความคาดหวังที่ดัชนีจะฟื้นตัวกลับมาซื้อขายสู่ระดับปกติที่ PER 14 เท่าขึ้นไป (บริเวณ 1,204 จุดขึ้นไป) หลังความกังวลต่าง ๆ เริ่มคลี่คลายลง และแนะนำให้ติดตามการเจรจาของรัฐบาลไทยต่อไป หากสามารถลดระดับภาษีต่ำกว่า Base Case ที่ 15% จะเป็นอีกปัจจัยบวกต่อ SET Index ในลำดับถัดไป
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนภายใต้ความไม่แน่นอนสูง เรายังคงยึดหลักระมัดระวัง โดยตั้งสมมุติฐานผลของการเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐ ไว้ที่กรณี Base Case (สหรัฐเก็บภาษีไทย 15%) เป็นหลัก โดยที่กลยุทธ์แนะนำ แบ่งเป็น
1.นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำและต้องการรอดูความชัดเจนของการดำเนินมาตรการภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แต่มองเห็นโอกาสเก็งกำไรหากตลาดปรับตัวลง แนะนำ หุ้นตั้งรับที่มีรายได้ในประเทศเป็นหลัก ทำให้สามารถต้านทานความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้มากกว่า ได้แก่ BCH CPALL GULF MTC OR TRUE
2.นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไร โดยคาดหวังจะมีความคืบหน้าการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง แนะนำหุ้นที่คาดจะฟื้นตัวได้เร็วหลังช่วงตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นมา (นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าถึงปัจจุบัน) ราคาหุ้นปรับตัวลงมาแรงกว่า SET Index ได้แก่ AMATA AOT MINT PTT TU WHA
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วางกลยุทธ์… รับมือความไม่แน่นอน มาตรการภาษีทรัมป์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net