โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก Naked Quitting เมื่อคนรุ่นใหม่แบกความเครียดไม่ไหว ขอลาออกทันทีแม้ไม่มีงานใหม่!

Mission To The Moon

เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 05.30 น. • Mission To The Moon Media

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นกระแสต่างๆ เกี่ยวกับการลาออกและทัศนคติต่อการทำงานเกิดขึ้นมากมาย เริ่มจาก Quiet Quitting ที่คนทำงานเลือกทำงานแค่ตามหน้าที่ ไม่ over-deliver และไม่ยอมทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้ค่าตอบแทน ต่อมาก็มี Loud Quitting ที่พนักงานลาออกพร้อมกับการออกมาวิจารณ์บริษัทเดิมอย่างเปิดเผย และ Rage Quitting ที่เป็นการลาออกด้วยความโกรธ เมื่อทนสภาพการทำงานจนทนไม่ไหว
.
แต่ ณ ปัจจุบันนี้ เทรนด์การลาออกแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันมากก็คือ Naked Quitting หรือการลาออกแบบ "เปลือยเปล่า" ที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันว่าอะไรคือแรงผลักดันเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้
.
.
เมื่อสุขภาพจิตกลายเป็นปัญหาใหญ่ของคนทำงาน
.
ก่อนที่เราจะไปดูว่า Naked Quitting คืออะไร เรามาเข้าใจสถานการณ์สุขภาพจิตของคนทำงานในปัจจุบันกันก่อน เพราะนั่นคือรากเหง้าของปัญหาทั้งหมด
.
ในประเทศไทย สถิติที่ออกมาค่อนข้างน่าตกใจ มีคนไทยกว่า 1.3 ล้านคนที่มีภาวะซึมเศร้า และที่น่าสนใจคือ คนในช่วงอายุ 20-29 ปี (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนทำงาน) กลับเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด
.
ยังไม่รวมอีก 9.14% ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงซึมเศร้า และ 7.87% ที่เผชิญกับความเครียดสูงอีกด้วย
.
ส่วนในต่างประเทศ สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ผลสำรวจล่าสุดพบว่า 75% ของพนักงานอเมริกันมีอารมณ์ตกต่ำ และที่สำคัญคือ 74% ของพวกเขาต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตจากที่ทำงานโดยตรง ขณะที่ในออสเตรเลีย การศึกษาของ Gallup ปี 2023 เผยว่า 47% ของคนทำงานประสบกับความเครียดในชีวิตประจำวัน
.
ผลกระทบจากปัญหานี้? บริษัทต่างๆ สูญเสียผลิตภาพรวมกว่า 8.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และเกิดกระแส Great Resignation หรือการลาออกจำนวนมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
.
ซึ่งทั้งหมดนี้นั้น จะนำไปสู่ Naked Quitting ที่เราจะพูดถึงต่อไป
.
.
Naked Quitting คืออะไร? ทำไมถึงเรียกว่า "เปลือยเปล่า"
.
Naked Quitting หรือ Naked Resignation พูดง่ายๆ คือ การลาออกจากงานโดยไม่มีงานใหม่หรือแผนสำรองรองรับ เหมือนกับการเดินออกจากที่ทำงาน "เปลือยเปล่า" โดยไม่มีอะไรคลุมร่างกายให้ปลอดภัยเลย
.
หรือดังที่ผู้เชี่ยวชาญจาก Pedestrian TV อธิบายว่า "เหมือนกับการกระโดดออกจากเครื่องบินโดยไม่มีร่มชูชีพ แต่แทนที่จะตกลงไปสู่หายนะ แต่ในขณะเดียวกัน คุณจะรู้สึกถึงอิสระจากการว่างงาน"
.
โดยเทรนด์นี้เริ่มต้นจากประเทศจีน โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เบื่อหน่ายกับวัฒนธรรมการทำงานแบบ "996" (ทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม วันละ 6 วัน) ทีแรกมันเป็นแค่การแชร์ประสบการณ์บนโซเชียลมีเดียอย่าง Weibo และ Xiaohongshu แต่ต่อมากระแสนี้ก็ขยายไปทั่วโลก
.
ทำไมคนถึงเลือกทำแบบนี้? เหตุผลหลักมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความเครียดที่สะสมมานาน วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ ความรู้สึกหมดไฟ (Burnout) และที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและความสุขส่วนตัวมากกว่าความมั่นคงในสายอาชีพ
.
.
กระแส #QuitTok ที่หนุนให้กล้าลาออก
.
แม้ Naked Quitting จะมีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศจีน แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้คนทั่วโลกจะไม่เข้าใจพวกเขา เพราะความจริงแล้ว คนทำงานทั่วโลกนั้นกำลังประสบกับปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงานอย่างหนัก ผู้คนเบื่อหน่ายกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษและเลือกสุขภาพจิตมากกว่าเงินเดือนประจำ
.
#QuitTok ได้รับความนิยมบน TikTok มาระยะหนึ่งแล้ว โดยมีผู้คนหลายพันคนถ่ายทอดการลาออกบนแพลตฟอร์ม และความดราม่านั้นคือทุกอย่าง ด้วยวิดีโอมากกว่า 195 ล้านคลิปที่โพสต์ภายใต้แฮชแท็ก #QuitTok
.
ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้ช่วยทำให้การสนทนาเรื่องการลาออกเป็นเรื่องปกติ แสดงให้เห็นว่าการก้าวออกจากงานที่ไม่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้เท่านั้น แต่เป็นบรรทัดฐานใหม่ของการดูแลตัวเอง ของกลุ่มคนทำงานในยุคปัจจุบัน
.
.
สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลัง Naked Quitting
.
จากการสัมภาษณ์ของ Rose McAlister ผู้เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรระดับอาวุโสจากบริษัท Aquent พบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เลือก Naked Quitting มีสาเหตุหลักมาจากปัญหาสุขภาพจิต หรือการที่บริษัทเปลี่ยนนโยบายการทำงานจากบ้าน
.
Rose แบ่งปันประสบการณ์ว่า "ผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันคุยด้วยต้องเดินทางไป-กลับ 4 ชั่วโมงต่อวันเพื่อทำงาน ซึ่งนั่นส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเธอ ทั้งๆ ที่เมื่อเธอตัดสินใจเลือกทำงานนั้น เธอตัดสินใจบนพื้นฐานที่ว่าจะทำงานจากบ้านได้เต็มเวลา"
.
การศึกษาของ Robert Half เมื่อปลายปีที่แล้วกับผู้จัดการฝ่ายจ้างงาน 300 คน พบว่า เกือบ 9 ใน 10 ของธุรกิจออสเตรเลียได้ใช้นโยบายบังคับให้กลับมาทำงานที่ออฟฟิศ โดยหลายแห่งทำให้พนักงานต้องมาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน
.
Rose อธิบายต่อว่า "ธุรกิจต่างๆ กำลังสร้างข้อบังคับ พวกเขากำลังเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ และสิ่งที่พวกเขาไม่ทำคือการเข้าไปดูรายละเอียดเล็กๆ ที่จะสนับสนุนสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของตัวเอง (คนทำงาน) ดังนั้น หากคุณไม่ทำให้พวกเขามีความสุข พวกเขาจะลาออกไป"
.
.
สถานการณ์ในประเทศไทยเป็นอย่างไร?
.
ย้อนกลับมาดูประเทศไทยของเรา จะเห็นว่าปัญหาคล้ายๆ กันก็เริ่มปรากฏขึ้น ผลสำรวจของ Jobsdb by SEEK ปี 2024 พบว่า 43% ของพนักงานไทยมีความเครียดจากงานที่หนักเกินไป ขณะที่จำนวนผู้ป่วยซึมเศร้าเพิ่มขึ้นจาก 1.15 ล้านคนในปี 2021 เป็น 1.24 ล้านคนในปี 2023
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ 69% ของคนทำงานไทยยอมสละโอกาสขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่งเพื่อ Work-Life Balance และความสุขในชีวิต นี่แสดงให้เห็นว่าค่านิยมกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน
.
ผลสำรวจจาก Michael Page Thailand ปี 2022 ยิ่งเผยให้เห็นภาพชัดขึ้นไปอีก โดยพบว่า 81% ของพนักงานกำลังมองหางานใหม่ใน 6 เดือนข้างหน้า และ 37% อยู่ในงานเดิมไม่ถึง 2 ปี
.
ดังนั้น แสดงให้เห็นว่าเทรนด์ Naked Quitting หรือการลาออกโดยไม่มีงานรองรับนั้น อาจเริ่มพบมากขึ้นในไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตมากกว่าความมั่นคงในองค์กร
.
.
ใช่ว่าทุกคนจะมีอภิสิทธิ์มากพอที่จะลาออกเมื่อไหร่ก็ได้
.
ถึงแม้ว่า Naked Quitting จะดูเหมือนเป็นทางออกที่ดี ช่วยให้หลุดพ้นจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษและลดความเครียดในระยะสั้น แต่มันก็มีความเสี่ยงอีกมากที่ไม่ควรมองข้ามก่อนจะตัดสินใจลาออกแบบไม่มีงานใหม่รองรับ
.
สำหรับหลายคน ความสามารถในการลาออกโดยไม่มีงานใหม่รองรับขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความมั่นคงทางการเงิน การสนับสนุนจากครอบครัว และสภาวะตลาดงาน หากคุณต้องใช้ชีวิตแบบเงินเดือนหมดทุกเดือน การเดินหนีจากงานอาจเป็นเพียงความฝันมากกว่าการแสดงออกอย่างกล้าหาญ
.
อย่าลืมว่า บางคนมีสิทธิพิเศษที่ไม่ต้องคิดว่าปัจจัยอย่างเชื้อชาติ เอกลักษณ์ทางเพศ อายุ หรือรสนิยมทางเพศจะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการหางานอย่างไร สำหรับหลายคน สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคจริงที่อาจทำให้การหางานใหม่ยากขึ้นมาก
.
อย่างไรก็ตาม Rose ชี้ให้เห็นว่า บางครั้งการอดทนอยู่ในงานที่เราเกลียดนานเกินไป ก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน โดยเธอกล่าวว่า "ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถอยู่ในงานได้ เพราะการบังคับมาทำงานในสำนักงาน การทำงานหนักเกินไป มีการปลดพนักงาน ทำให้คนต้องทำงานมากขึ้นในบทบาทของตัวเองจนรู้สึกหมดไฟ"
.
ดังนั้นก่อนจะลาออกเราควรคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ให้ดีเสียก่อน
.
1. ความไม่มั่นคงทางการเงิน : เมื่อตัดสินใจลาออกจากงาน ความเสี่ยงแรกและใหญ่ที่สุด เมื่อไม่มีรายได้ประจำ เงินเก็บอาจหมดก่อนที่จะหางานใหม่ได้
.
2. ช่องว่างในประวัติการทำงาน : โดยการเว้นช่วงเวลาว่างเอาไว้ในเรซูเม่ของเราก็อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และโอกาสในการสมัครงานในอนาคต โดย Rose แนะนำให้เติมรายละเอียดในเรซูเม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเป็นงานสัญญาจ้าง ให้เขียนว่าสัญญาจ้าง ถ้าถูกเลิกจ้าง ให้บอกว่าตำแหน่งนี้ถูกเลิกจ้าง ให้โปร่งใสจริงๆ ในเรซูเม่
.
3. ความเครียดและความไม่แน่นอน : เมื่อเราว่างงานนานเกินไป อาจกลับมาสร้างปัญหาสุขภาพจิตซ้ำเติมได้
.
4. การสูญเสียเครือข่ายและทักษะ : เมื่อเราเว้นว่างจากการทำงานนานเกินไป เราอาจขาดการมีส่วนร่วมในที่ทำงาน รวมถึงโอกาสในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อมองหางานที่ดีกว่าเดิมได้
.
.
แล้วองค์ควร "รับมือ" อย่างไรดี?
.
องค์กรที่ฉลาดต้องเริ่มตระหนักว่า การดูแลสุขภาพจิตพนักงานไม่ใช่แค่เรื่อง CSR แต่เป็นเรื่องความอยู่รอดขององค์กร
.
[ ] สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดภัยและสนับสนุนสุขภาพจิต โดยมีช่องทางให้คำปรึกษาและสนับสนุนพนักงานที่มีปัญหา
[ ] ปรับนโยบายให้ยืดหยุ่น เช่น การทำงานแบบ Hybrid หรือ Remote, วันหยุดเพื่อสุขภาพจิต นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ผู้บริหารองค์กรจำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงๆ จังๆ
[ ] เปิดรับฟังและให้โอกาสเติบโต สร้างสภาพแวดล้อมที่พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและสามารถเติบโตได้
.
.
Naked Quitting ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือภาพสะท้อนของจิตใจคนทำงานในยุคปัจจุบัน
.
ท้ายที่สุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น Quiet Quitting, Loud Quitting, Rage Quitting หรือจนมาถึง Naked Quitting ก็ตาม สิ่งสำคัญที่พวกเราทุกคนควรตระหนักก็คือว่าคำนิยามเหล่านี้ล้วนไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นภาพสะท้อนของวิกฤตสุขภาพจิตและการเปลี่ยนแปลงค่านิยมในโลกการทำงานยุคใหม่ มันบอกเราว่า คนรุ่นใหม่ไม่ยอมทนกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทำร้ายสุขภาพจิตอีกต่อไป

สำหรับองค์กร นี่คือสัญญาณเตือนให้ปรับตัว เพราะถ้าไม่เปลี่ยน ก็จะสูญเสียพนักงานที่มีคุณภาพไป ส่วนสำหรับคนทำงาน การตัดสินใจลาออก ไม่ว่าจะแบบมีแผนหรือไม่มีแผน ต้องทำด้วยความมีสติและการวางแผนรอบด้าน
.
ท้ายที่สุดแล้ว การรับมืออย่างมีสติและวางแผนรอบด้านคือหัวใจสำคัญสำหรับทั้งองค์กรและคนทำงานในยุคที่สุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
.
.
อ้างอิง
- What is ‘naked resignation’, a growing workplace trend among young professionals in China? : FP Explainer, Firstpost - https://bit.ly/3FEk6xJ
- The rise of naked resignation: A bold new exit strategy among gen Z and millennials : Gabriela Paz Y Miño, people matter global - https://bit.ly/4jzg6MS
- ‘Naked Quitting’ Is The Latest Work Trend Taking Gen Z By Storm. Is It Worth It? : Simran Pasricha, Pedestrian TV - https://bit.ly/3FLsT0J
.
.
#NakedQuitting
#ลาออก
#คนทำงาน
#สุขภาพจิต
#trend
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...