รู้จัก Naked Quitting เมื่อคนรุ่นใหม่แบกความเครียดไม่ไหว ขอลาออกทันทีแม้ไม่มีงานใหม่!
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นกระแสต่างๆ เกี่ยวกับการลาออกและทัศนคติต่อการทำงานเกิดขึ้นมากมาย เริ่มจาก Quiet Quitting ที่คนทำงานเลือกทำงานแค่ตามหน้าที่ ไม่ over-deliver และไม่ยอมทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้ค่าตอบแทน ต่อมาก็มี Loud Quitting ที่พนักงานลาออกพร้อมกับการออกมาวิจารณ์บริษัทเดิมอย่างเปิดเผย และ Rage Quitting ที่เป็นการลาออกด้วยความโกรธ เมื่อทนสภาพการทำงานจนทนไม่ไหว
.
แต่ ณ ปัจจุบันนี้ เทรนด์การลาออกแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันมากก็คือ Naked Quitting หรือการลาออกแบบ "เปลือยเปล่า" ที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันว่าอะไรคือแรงผลักดันเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้
.
.
เมื่อสุขภาพจิตกลายเป็นปัญหาใหญ่ของคนทำงาน
.
ก่อนที่เราจะไปดูว่า Naked Quitting คืออะไร เรามาเข้าใจสถานการณ์สุขภาพจิตของคนทำงานในปัจจุบันกันก่อน เพราะนั่นคือรากเหง้าของปัญหาทั้งหมด
.
ในประเทศไทย สถิติที่ออกมาค่อนข้างน่าตกใจ มีคนไทยกว่า 1.3 ล้านคนที่มีภาวะซึมเศร้า และที่น่าสนใจคือ คนในช่วงอายุ 20-29 ปี (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนทำงาน) กลับเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด
.
ยังไม่รวมอีก 9.14% ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงซึมเศร้า และ 7.87% ที่เผชิญกับความเครียดสูงอีกด้วย
.
ส่วนในต่างประเทศ สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ผลสำรวจล่าสุดพบว่า 75% ของพนักงานอเมริกันมีอารมณ์ตกต่ำ และที่สำคัญคือ 74% ของพวกเขาต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตจากที่ทำงานโดยตรง ขณะที่ในออสเตรเลีย การศึกษาของ Gallup ปี 2023 เผยว่า 47% ของคนทำงานประสบกับความเครียดในชีวิตประจำวัน
.
ผลกระทบจากปัญหานี้? บริษัทต่างๆ สูญเสียผลิตภาพรวมกว่า 8.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และเกิดกระแส Great Resignation หรือการลาออกจำนวนมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
.
ซึ่งทั้งหมดนี้นั้น จะนำไปสู่ Naked Quitting ที่เราจะพูดถึงต่อไป
.
.
Naked Quitting คืออะไร? ทำไมถึงเรียกว่า "เปลือยเปล่า"
.
Naked Quitting หรือ Naked Resignation พูดง่ายๆ คือ การลาออกจากงานโดยไม่มีงานใหม่หรือแผนสำรองรองรับ เหมือนกับการเดินออกจากที่ทำงาน "เปลือยเปล่า" โดยไม่มีอะไรคลุมร่างกายให้ปลอดภัยเลย
.
หรือดังที่ผู้เชี่ยวชาญจาก Pedestrian TV อธิบายว่า "เหมือนกับการกระโดดออกจากเครื่องบินโดยไม่มีร่มชูชีพ แต่แทนที่จะตกลงไปสู่หายนะ แต่ในขณะเดียวกัน คุณจะรู้สึกถึงอิสระจากการว่างงาน"
.
โดยเทรนด์นี้เริ่มต้นจากประเทศจีน โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เบื่อหน่ายกับวัฒนธรรมการทำงานแบบ "996" (ทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม วันละ 6 วัน) ทีแรกมันเป็นแค่การแชร์ประสบการณ์บนโซเชียลมีเดียอย่าง Weibo และ Xiaohongshu แต่ต่อมากระแสนี้ก็ขยายไปทั่วโลก
.
ทำไมคนถึงเลือกทำแบบนี้? เหตุผลหลักมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความเครียดที่สะสมมานาน วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ ความรู้สึกหมดไฟ (Burnout) และที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและความสุขส่วนตัวมากกว่าความมั่นคงในสายอาชีพ
.
.
กระแส #QuitTok ที่หนุนให้กล้าลาออก
.
แม้ Naked Quitting จะมีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศจีน แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้คนทั่วโลกจะไม่เข้าใจพวกเขา เพราะความจริงแล้ว คนทำงานทั่วโลกนั้นกำลังประสบกับปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงานอย่างหนัก ผู้คนเบื่อหน่ายกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษและเลือกสุขภาพจิตมากกว่าเงินเดือนประจำ
.
#QuitTok ได้รับความนิยมบน TikTok มาระยะหนึ่งแล้ว โดยมีผู้คนหลายพันคนถ่ายทอดการลาออกบนแพลตฟอร์ม และความดราม่านั้นคือทุกอย่าง ด้วยวิดีโอมากกว่า 195 ล้านคลิปที่โพสต์ภายใต้แฮชแท็ก #QuitTok
.
ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้ช่วยทำให้การสนทนาเรื่องการลาออกเป็นเรื่องปกติ แสดงให้เห็นว่าการก้าวออกจากงานที่ไม่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้เท่านั้น แต่เป็นบรรทัดฐานใหม่ของการดูแลตัวเอง ของกลุ่มคนทำงานในยุคปัจจุบัน
.
.
สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลัง Naked Quitting
.
จากการสัมภาษณ์ของ Rose McAlister ผู้เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรระดับอาวุโสจากบริษัท Aquent พบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เลือก Naked Quitting มีสาเหตุหลักมาจากปัญหาสุขภาพจิต หรือการที่บริษัทเปลี่ยนนโยบายการทำงานจากบ้าน
.
Rose แบ่งปันประสบการณ์ว่า "ผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันคุยด้วยต้องเดินทางไป-กลับ 4 ชั่วโมงต่อวันเพื่อทำงาน ซึ่งนั่นส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเธอ ทั้งๆ ที่เมื่อเธอตัดสินใจเลือกทำงานนั้น เธอตัดสินใจบนพื้นฐานที่ว่าจะทำงานจากบ้านได้เต็มเวลา"
.
การศึกษาของ Robert Half เมื่อปลายปีที่แล้วกับผู้จัดการฝ่ายจ้างงาน 300 คน พบว่า เกือบ 9 ใน 10 ของธุรกิจออสเตรเลียได้ใช้นโยบายบังคับให้กลับมาทำงานที่ออฟฟิศ โดยหลายแห่งทำให้พนักงานต้องมาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน
.
Rose อธิบายต่อว่า "ธุรกิจต่างๆ กำลังสร้างข้อบังคับ พวกเขากำลังเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ และสิ่งที่พวกเขาไม่ทำคือการเข้าไปดูรายละเอียดเล็กๆ ที่จะสนับสนุนสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของตัวเอง (คนทำงาน) ดังนั้น หากคุณไม่ทำให้พวกเขามีความสุข พวกเขาจะลาออกไป"
.
.
สถานการณ์ในประเทศไทยเป็นอย่างไร?
.
ย้อนกลับมาดูประเทศไทยของเรา จะเห็นว่าปัญหาคล้ายๆ กันก็เริ่มปรากฏขึ้น ผลสำรวจของ Jobsdb by SEEK ปี 2024 พบว่า 43% ของพนักงานไทยมีความเครียดจากงานที่หนักเกินไป ขณะที่จำนวนผู้ป่วยซึมเศร้าเพิ่มขึ้นจาก 1.15 ล้านคนในปี 2021 เป็น 1.24 ล้านคนในปี 2023
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ 69% ของคนทำงานไทยยอมสละโอกาสขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่งเพื่อ Work-Life Balance และความสุขในชีวิต นี่แสดงให้เห็นว่าค่านิยมกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน
.
ผลสำรวจจาก Michael Page Thailand ปี 2022 ยิ่งเผยให้เห็นภาพชัดขึ้นไปอีก โดยพบว่า 81% ของพนักงานกำลังมองหางานใหม่ใน 6 เดือนข้างหน้า และ 37% อยู่ในงานเดิมไม่ถึง 2 ปี
.
ดังนั้น แสดงให้เห็นว่าเทรนด์ Naked Quitting หรือการลาออกโดยไม่มีงานรองรับนั้น อาจเริ่มพบมากขึ้นในไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตมากกว่าความมั่นคงในองค์กร
.
.
ใช่ว่าทุกคนจะมีอภิสิทธิ์มากพอที่จะลาออกเมื่อไหร่ก็ได้
.
ถึงแม้ว่า Naked Quitting จะดูเหมือนเป็นทางออกที่ดี ช่วยให้หลุดพ้นจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษและลดความเครียดในระยะสั้น แต่มันก็มีความเสี่ยงอีกมากที่ไม่ควรมองข้ามก่อนจะตัดสินใจลาออกแบบไม่มีงานใหม่รองรับ
.
สำหรับหลายคน ความสามารถในการลาออกโดยไม่มีงานใหม่รองรับขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความมั่นคงทางการเงิน การสนับสนุนจากครอบครัว และสภาวะตลาดงาน หากคุณต้องใช้ชีวิตแบบเงินเดือนหมดทุกเดือน การเดินหนีจากงานอาจเป็นเพียงความฝันมากกว่าการแสดงออกอย่างกล้าหาญ
.
อย่าลืมว่า บางคนมีสิทธิพิเศษที่ไม่ต้องคิดว่าปัจจัยอย่างเชื้อชาติ เอกลักษณ์ทางเพศ อายุ หรือรสนิยมทางเพศจะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการหางานอย่างไร สำหรับหลายคน สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคจริงที่อาจทำให้การหางานใหม่ยากขึ้นมาก
.
อย่างไรก็ตาม Rose ชี้ให้เห็นว่า บางครั้งการอดทนอยู่ในงานที่เราเกลียดนานเกินไป ก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน โดยเธอกล่าวว่า "ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถอยู่ในงานได้ เพราะการบังคับมาทำงานในสำนักงาน การทำงานหนักเกินไป มีการปลดพนักงาน ทำให้คนต้องทำงานมากขึ้นในบทบาทของตัวเองจนรู้สึกหมดไฟ"
.
ดังนั้นก่อนจะลาออกเราควรคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ให้ดีเสียก่อน
.
1. ความไม่มั่นคงทางการเงิน : เมื่อตัดสินใจลาออกจากงาน ความเสี่ยงแรกและใหญ่ที่สุด เมื่อไม่มีรายได้ประจำ เงินเก็บอาจหมดก่อนที่จะหางานใหม่ได้
.
2. ช่องว่างในประวัติการทำงาน : โดยการเว้นช่วงเวลาว่างเอาไว้ในเรซูเม่ของเราก็อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และโอกาสในการสมัครงานในอนาคต โดย Rose แนะนำให้เติมรายละเอียดในเรซูเม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเป็นงานสัญญาจ้าง ให้เขียนว่าสัญญาจ้าง ถ้าถูกเลิกจ้าง ให้บอกว่าตำแหน่งนี้ถูกเลิกจ้าง ให้โปร่งใสจริงๆ ในเรซูเม่
.
3. ความเครียดและความไม่แน่นอน : เมื่อเราว่างงานนานเกินไป อาจกลับมาสร้างปัญหาสุขภาพจิตซ้ำเติมได้
.
4. การสูญเสียเครือข่ายและทักษะ : เมื่อเราเว้นว่างจากการทำงานนานเกินไป เราอาจขาดการมีส่วนร่วมในที่ทำงาน รวมถึงโอกาสในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อมองหางานที่ดีกว่าเดิมได้
.
.
แล้วองค์ควร "รับมือ" อย่างไรดี?
.
องค์กรที่ฉลาดต้องเริ่มตระหนักว่า การดูแลสุขภาพจิตพนักงานไม่ใช่แค่เรื่อง CSR แต่เป็นเรื่องความอยู่รอดขององค์กร
.
[ ] สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดภัยและสนับสนุนสุขภาพจิต โดยมีช่องทางให้คำปรึกษาและสนับสนุนพนักงานที่มีปัญหา
[ ] ปรับนโยบายให้ยืดหยุ่น เช่น การทำงานแบบ Hybrid หรือ Remote, วันหยุดเพื่อสุขภาพจิต นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ผู้บริหารองค์กรจำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงๆ จังๆ
[ ] เปิดรับฟังและให้โอกาสเติบโต สร้างสภาพแวดล้อมที่พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและสามารถเติบโตได้
.
.
Naked Quitting ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือภาพสะท้อนของจิตใจคนทำงานในยุคปัจจุบัน
.
ท้ายที่สุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น Quiet Quitting, Loud Quitting, Rage Quitting หรือจนมาถึง Naked Quitting ก็ตาม สิ่งสำคัญที่พวกเราทุกคนควรตระหนักก็คือว่าคำนิยามเหล่านี้ล้วนไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นภาพสะท้อนของวิกฤตสุขภาพจิตและการเปลี่ยนแปลงค่านิยมในโลกการทำงานยุคใหม่ มันบอกเราว่า คนรุ่นใหม่ไม่ยอมทนกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทำร้ายสุขภาพจิตอีกต่อไป
สำหรับองค์กร นี่คือสัญญาณเตือนให้ปรับตัว เพราะถ้าไม่เปลี่ยน ก็จะสูญเสียพนักงานที่มีคุณภาพไป ส่วนสำหรับคนทำงาน การตัดสินใจลาออก ไม่ว่าจะแบบมีแผนหรือไม่มีแผน ต้องทำด้วยความมีสติและการวางแผนรอบด้าน
.
ท้ายที่สุดแล้ว การรับมืออย่างมีสติและวางแผนรอบด้านคือหัวใจสำคัญสำหรับทั้งองค์กรและคนทำงานในยุคที่สุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
.
.
อ้างอิง
- What is ‘naked resignation’, a growing workplace trend among young professionals in China? : FP Explainer, Firstpost - https://bit.ly/3FEk6xJ
- The rise of naked resignation: A bold new exit strategy among gen Z and millennials : Gabriela Paz Y Miño, people matter global - https://bit.ly/4jzg6MS
- ‘Naked Quitting’ Is The Latest Work Trend Taking Gen Z By Storm. Is It Worth It? : Simran Pasricha, Pedestrian TV - https://bit.ly/3FLsT0J
.
.
#NakedQuitting
#ลาออก
#คนทำงาน
#สุขภาพจิต
#trend
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast