เตือน! เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังผันผวนหนัก - ไทยจ่อถดถอยทางเทคนิค
TISCO ESU เตือนเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังผันผวนหนัก หลังทรัมป์ ดึงดันขึ้นภาษีไม่สนแรงต้าน ทำเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “Mild Stagflation - เงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจชะลอ” ขณะที่เศรษฐกิจไทยถูกแรงกดดันรอบด้าน เสี่ยงถดถอยทางเทคนิค แนะรัฐเร่งอัดงบช่วย SMEs ฝ่าวิกฤต พร้อมหั่นจีดีพี ปี 68-69 เหลือ 1.6% และ 1.4%
นายธนภัทร ธนชาต ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายกีดกันทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการตั้งกำแพงภาษีศุลกากร แม้ก่อนหน้านี้ศาลการค้าจะมีคำสั่งให้ยกเลิกมาตรการ แต่ศาลอุทธรณ์กลับให้ระงับคำตัดสินดังกล่าวไว้ชั่วคราว และนัดไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 31 ก.ค. 2568
โดย TISCO ESU มองว่า แม้ทรัมป์จะแพ้คดีในท้ายที่สุด แต่ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นที่สามารถใช้ตั้งกำแพงภาษีได้ เช่น มาตรา 122 ซึ่งให้อำนาจในการตั้งภาษีอัตราสูงสุดที่ 15% หรือมาตรา 338 ที่ให้อำนาจตั้งภาษีกับประเทศที่เลือกปฏิบัติกับสินค้าของสหรัฐฯ ได้ในอัตราสูงสุดถึง 50% และแม้มาตรการดังกล่าวจะมีข้อจำกัดด้านระยะเวลา
แต่ถือว่าเพียงพอให้รัฐบาลใช้เป็นช่องทางตรวจสอบกลุ่มสินค้าที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติ หรือประเทศที่ดำเนินนโยบายการค้าไม่เป็นธรรม ซึ่งขณะนี้สหรัฐฯ กำลังพิจารณาอยู่หลายกลุ่มสินค้า อาทิ ยา เซมิคอนดักเตอร์ รถบรรทุก แร่ธาตุสำคัญ ทองแดง อุตสาหกรรมต่อเรือ และอาหารทะเล
สะท้อนว่าสงครามการค้าในยุคทรัมป์ยังเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่โลกไม่อาจหลีกเลี่ยง ทำให้ในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจและการค้าโลกจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การค้าและการลงทุนทั่วโลกเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศเริ่มปรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจใหม่ โดยหันมาสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน เพื่อลดการพึ่งพาการเติบโตจากภายนอก
ขณะที่นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 3 มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “Mild Stagflation” ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง แต่เงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับขึ้นกำแพงภาษี และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ผลกระทบจากการขึ้นภาษีทั่วโลก ยังส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง ภาวะลักษณะนี้นับเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อการลงทุน ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและพันธบัตรระยะยาว และกระจายการลงทุนไปยังพันธบัตรระยะสั้นและสินค้าโภคภัณฑ์
ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังข่าวดีจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับอังกฤษ และความคืบหน้าในการเจรจากับจีน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นส่วนใหญ่ปรับขึ้น แต่การเจรจายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังมีความเสี่ยงสูงที่อาจหยุดชะงัก ล่าช้า หรือเกิดความขัดแย้งรอบใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราภาษีอีกครั้ง
ดังนั้น จึงมองว่าการฟื้นตัวของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา อาจรวดเร็วเกินไปและไม่ยั่งยืน และมีโอกาสปรับฐานอีกครั้ง โดยตลาดยังต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในตลาดหุ้นอยู่ในระดับสูงเกินไป โดยดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ซื้อขายที่ระดับ 22 เท่า ซึ่งสูงเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจการเงินอื่น เช่น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้คุณภาพต่ำที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง สะท้อนความเสี่ยงของเศรษฐกิจ
อีกทั้งคาดการณ์ผลกำไรของตลาดหุ้นทั่วโลกจะถูกปรับลดลงต่อเนื่อง รวมถึงอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี จากผลของกำแพงภาษีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และส่งผลให้ผลตอบแทนในพันธบัตรของสหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป จากปัจจุบันปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.5% ซึ่งหากทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน จะกดดันต่อระดับ ราคาของตลาดหุ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
ทางด้านนายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ระบุว่า แม้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะอ่อนค่าลงแล้วกว่า 10% ในปีนี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับวินัยการคลังที่เสื่อมถอย และการที่รัฐบาลนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ สูญเสียความน่าเชื่อถือ และถูกลดบทบาทในฐานะสินทรัพย์หลักของโลกในอนาคต
แต่ในมุมมองของ TISCO ESU เชื่อว่าดัชนีเงินดอลลาร์เข้าจุดสมดุลมากขึ้น แต่บทบาทของเงินดอลลาร์จะเปลี่ยนไป จากเดิมถูกมองว่าเป็น เงินสำรองโลก ที่ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองไว้เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงินตนเอง กลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนสูงในปัจจุบัน
สำหรับนายเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค จากแรงกดดันทั้งภายนอกและภายในประเทศ โดยมีปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่ ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าโลก ภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจนำไปสู่ภาวะสุญญากาศ ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
TISCO ESU จึงปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไทย หรือจีดีพี ปี 2568 ลงมาอยู่ที่ 1.6% และปี 2569 เหลือเพียง 1.4%
ด้านนโยบายการเงิน คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ สู่ระดับ 1.25% และอาจลดต่ออีก 2 ครั้งภายในครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ขณะที่นโยบายการคลัง อาจเป็นเพียงปัจจัยเดียวที่พอจะหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจได้บ้าง
หากรัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นโครงการที่มีตัวทวีคูณทางการคลังสูง และเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้มากกว่า 80% ซึ่งจะช่วยชดเชยแรงกดดันจากภาคเศรษฐกิจอื่นที่กำลังมีปัญหาได้บ้าง และอาจหนุนเศรษฐกิจให้เติบโตได้ดีกว่าคาด
อย่างไรก็ดี จากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่สูงขึ้นมาก อาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะสุญญากาศ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายการคลังให้ไม่สามารถทำงานได้ ระยะนี้จึงต้องจับตาพัฒนาการทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจทำให้แรงส่งทางการคลังพลิกผันกลายมาเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจได้
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านลบก็ยังคงอยู่ โดยนอกเหนือจากการเจรจาภาษีไม่สำเร็จแล้ว ภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปียังมีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้มีโอกาสจะเหลือเพียง 33.5 ล้านคน ลดลง 5.6% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่กลับมาในระดับก่อนโควิด
โดยช่วง 5 เดือนแรกของปีเดินทางเข้ามาเพียง 2 ใน 3 จากปีก่อน หรือมีสัดส่วนเพียง 40% จากช่วงก่อนโควิด สวนทางกับนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติแล้ว สะท้อนว่ามีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่น โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย เพื่อไม่ให้สูญเสียตลาดสำคัญนี้ในระยะยาว
ขณะที่ภาคธุรกิจ SMEs ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากกำลังซื้อที่ลดลง และการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้กำลังต้องการสภาพคล่องอย่างมากเพื่อประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นสภาวะที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง และมีแนวโน้มจะปรับแย่ลงชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง
จึงมองว่าภาครัฐ ควรเข้ามาเป็นกลไกในการช่วยเหลือ SMEs อย่างเร่งด่วน และจัดสรรงบประมาณบางส่วนจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ไปใช้ในโครงการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และการรับประกันสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่องและพยุงไม่ให้เกิดคลื่นของการปิดกิจการและการเลิกจ้างที่อาจลุกลามบานปลายไปมากกว่าที่ประเมินอยู่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เตือน! เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังผันผวนหนัก - ไทยจ่อถดถอยทางเทคนิค
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th