โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เตือน! เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังผันผวนหนัก - ไทยจ่อถดถอยทางเทคนิค

Khaosod

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 07.56 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 07.31 น.

TISCO ESU เตือนเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังผันผวนหนัก หลังทรัมป์ ดึงดันขึ้นภาษีไม่สนแรงต้าน ทำเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “Mild Stagflation - เงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจชะลอ” ขณะที่เศรษฐกิจไทยถูกแรงกดดันรอบด้าน เสี่ยงถดถอยทางเทคนิค แนะรัฐเร่งอัดงบช่วย SMEs ฝ่าวิกฤต พร้อมหั่นจีดีพี ปี 68-69 เหลือ 1.6% และ 1.4%

นายธนภัทร ธนชาต ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายกีดกันทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการตั้งกำแพงภาษีศุลกากร แม้ก่อนหน้านี้ศาลการค้าจะมีคำสั่งให้ยกเลิกมาตรการ แต่ศาลอุทธรณ์กลับให้ระงับคำตัดสินดังกล่าวไว้ชั่วคราว และนัดไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 31 ก.ค. 2568

โดย TISCO ESU มองว่า แม้ทรัมป์จะแพ้คดีในท้ายที่สุด แต่ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นที่สามารถใช้ตั้งกำแพงภาษีได้ เช่น มาตรา 122 ซึ่งให้อำนาจในการตั้งภาษีอัตราสูงสุดที่ 15% หรือมาตรา 338 ที่ให้อำนาจตั้งภาษีกับประเทศที่เลือกปฏิบัติกับสินค้าของสหรัฐฯ ได้ในอัตราสูงสุดถึง 50% และแม้มาตรการดังกล่าวจะมีข้อจำกัดด้านระยะเวลา

แต่ถือว่าเพียงพอให้รัฐบาลใช้เป็นช่องทางตรวจสอบกลุ่มสินค้าที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติ หรือประเทศที่ดำเนินนโยบายการค้าไม่เป็นธรรม ซึ่งขณะนี้สหรัฐฯ กำลังพิจารณาอยู่หลายกลุ่มสินค้า อาทิ ยา เซมิคอนดักเตอร์ รถบรรทุก แร่ธาตุสำคัญ ทองแดง อุตสาหกรรมต่อเรือ และอาหารทะเล

สะท้อนว่าสงครามการค้าในยุคทรัมป์ยังเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่โลกไม่อาจหลีกเลี่ยง ทำให้ในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจและการค้าโลกจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การค้าและการลงทุนทั่วโลกเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศเริ่มปรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจใหม่ โดยหันมาสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน เพื่อลดการพึ่งพาการเติบโตจากภายนอก

ขณะที่นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 3 มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “Mild Stagflation” ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง แต่เงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับขึ้นกำแพงภาษี และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ผลกระทบจากการขึ้นภาษีทั่วโลก ยังส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง ภาวะลักษณะนี้นับเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อการลงทุน ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและพันธบัตรระยะยาว และกระจายการลงทุนไปยังพันธบัตรระยะสั้นและสินค้าโภคภัณฑ์

ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังข่าวดีจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับอังกฤษ และความคืบหน้าในการเจรจากับจีน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นส่วนใหญ่ปรับขึ้น แต่การเจรจายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังมีความเสี่ยงสูงที่อาจหยุดชะงัก ล่าช้า หรือเกิดความขัดแย้งรอบใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราภาษีอีกครั้ง

ดังนั้น จึงมองว่าการฟื้นตัวของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา อาจรวดเร็วเกินไปและไม่ยั่งยืน และมีโอกาสปรับฐานอีกครั้ง โดยตลาดยังต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในตลาดหุ้นอยู่ในระดับสูงเกินไป โดยดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ซื้อขายที่ระดับ 22 เท่า ซึ่งสูงเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจการเงินอื่น เช่น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้คุณภาพต่ำที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง สะท้อนความเสี่ยงของเศรษฐกิจ

อีกทั้งคาดการณ์ผลกำไรของตลาดหุ้นทั่วโลกจะถูกปรับลดลงต่อเนื่อง รวมถึงอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี จากผลของกำแพงภาษีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และส่งผลให้ผลตอบแทนในพันธบัตรของสหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป จากปัจจุบันปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.5% ซึ่งหากทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน จะกดดันต่อระดับ ราคาของตลาดหุ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ทางด้านนายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ระบุว่า แม้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะอ่อนค่าลงแล้วกว่า 10% ในปีนี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับวินัยการคลังที่เสื่อมถอย และการที่รัฐบาลนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ สูญเสียความน่าเชื่อถือ และถูกลดบทบาทในฐานะสินทรัพย์หลักของโลกในอนาคต

แต่ในมุมมองของ TISCO ESU เชื่อว่าดัชนีเงินดอลลาร์เข้าจุดสมดุลมากขึ้น แต่บทบาทของเงินดอลลาร์จะเปลี่ยนไป จากเดิมถูกมองว่าเป็น เงินสำรองโลก ที่ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองไว้เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงินตนเอง กลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนสูงในปัจจุบัน

สำหรับนายเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค จากแรงกดดันทั้งภายนอกและภายในประเทศ โดยมีปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่ ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าโลก ภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจนำไปสู่ภาวะสุญญากาศ ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

TISCO ESU จึงปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไทย หรือจีดีพี ปี 2568 ลงมาอยู่ที่ 1.6% และปี 2569 เหลือเพียง 1.4%

ด้านนโยบายการเงิน คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ สู่ระดับ 1.25% และอาจลดต่ออีก 2 ครั้งภายในครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ขณะที่นโยบายการคลัง อาจเป็นเพียงปัจจัยเดียวที่พอจะหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจได้บ้าง

หากรัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นโครงการที่มีตัวทวีคูณทางการคลังสูง และเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้มากกว่า 80% ซึ่งจะช่วยชดเชยแรงกดดันจากภาคเศรษฐกิจอื่นที่กำลังมีปัญหาได้บ้าง และอาจหนุนเศรษฐกิจให้เติบโตได้ดีกว่าคาด

อย่างไรก็ดี จากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่สูงขึ้นมาก อาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะสุญญากาศ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายการคลังให้ไม่สามารถทำงานได้ ระยะนี้จึงต้องจับตาพัฒนาการทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจทำให้แรงส่งทางการคลังพลิกผันกลายมาเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจได้

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านลบก็ยังคงอยู่ โดยนอกเหนือจากการเจรจาภาษีไม่สำเร็จแล้ว ภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปียังมีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้มีโอกาสจะเหลือเพียง 33.5 ล้านคน ลดลง 5.6% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่กลับมาในระดับก่อนโควิด

โดยช่วง 5 เดือนแรกของปีเดินทางเข้ามาเพียง 2 ใน 3 จากปีก่อน หรือมีสัดส่วนเพียง 40% จากช่วงก่อนโควิด สวนทางกับนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติแล้ว สะท้อนว่ามีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่น โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย เพื่อไม่ให้สูญเสียตลาดสำคัญนี้ในระยะยาว

ขณะที่ภาคธุรกิจ SMEs ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากกำลังซื้อที่ลดลง และการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้กำลังต้องการสภาพคล่องอย่างมากเพื่อประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นสภาวะที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง และมีแนวโน้มจะปรับแย่ลงชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง

จึงมองว่าภาครัฐ ควรเข้ามาเป็นกลไกในการช่วยเหลือ SMEs อย่างเร่งด่วน และจัดสรรงบประมาณบางส่วนจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ไปใช้ในโครงการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และการรับประกันสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่องและพยุงไม่ให้เกิดคลื่นของการปิดกิจการและการเลิกจ้างที่อาจลุกลามบานปลายไปมากกว่าที่ประเมินอยู่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เตือน! เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังผันผวนหนัก - ไทยจ่อถดถอยทางเทคนิค

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...