โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

50 ปี จีน–ไทย : จากเพื่อนบ้านสู่หุ้นส่วนและญาติมิตรทางสายเลือด

สยามรัฐ

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 09.47 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 09.47 น.

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 (50 ปีที่แล้ว) นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กันมายาวนานในระดับประชาชนและภาคเอกชน เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อเจรจากับนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล นำไปสู่ข้อตกลงในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐไทยและจีน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันที่จะเปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศของตน และเริ่มต้นกระบวนการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือในมิติต่างๆ และได้กลายมาเป็นรากฐานของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ขยายตัวต่อเนื่องตลอดห้าทศวรรษต่อมา

เพื่อนบ้านที่เชื่อมด้วยภูเขาและสายน้ำ
ไทยและจีนคือเพื่อนบ้านที่แม้จะมีพรมแดนคั่นกลางด้วยภูเขาและสายน้ำ แต่ก็มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมาอย่างยาวนาน ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินี้ย้อนกลับไปนับพันปี ตั้งแต่การค้าทางเรือในสมัยโบราณ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมผ่านเส้นทางการค้า การอพยพของชาวจีนโพ้นทะเลที่มาตั้งรกรากในไทย และการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมทั้งสองสังคมอย่างแนบแน่น ชาวจีนในไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และครอบครัว ความเข้าใจและความคุ้นเคยในระดับประชาชนจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มั่นคงและยั่งยืน

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1975 เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟนอยู่แล้วได้รับการยกระดับไปสู่อีกขั้น ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ไทยและจีนได้ร่วมมือกันในหลากหลายมิติ ทั้งในระดับรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยมีการแลกเปลี่ยนคณะ ผู้นำ นักธุรกิจ นักศึกษา และศิลปินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและความไว้วางใจซึ่งกันและกันในระดับที่นานาชาติยกย่องว่าเป็นแบบอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

หุ้นส่วนที่มีผลประโยชน์ร่วมกันทางเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีนได้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้กรอบโครงการ "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" (Belt and Road Initiative – BRI) ที่ริเริ่มโดยจีนในปี 2013 โครงการ BRI ไม่เพียงแต่เชื่อมโยงภูมิภาคผ่านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสในการลงทุน การค้าการบริการ และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างประเทศอย่างลึกซึ้ง

จีนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย ซึ่งเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 บริษัทจีนจำนวนมาก เช่น BYD, CATL, Huawei, และ Alibaba ได้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีสารสนเทศ พลังงานสะอาด และโลจิสติกส์ นอกจากนี้ โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ที่เชื่อมโยงจากหนองคาย–นครราชสีมา–กรุงเทพฯ และเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟในลาวและจีน ก็เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายเศรษฐกิจใหม่ที่ทั้งสองประเทศร่วมกันผลักดันอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่า 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 ส่วนด้านการลงทุนโดยตรงจากจีนในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มีมูลค่าสะสมหลายหมื่นล้านบาท โครงการเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างการจ้างงานให้กับคนไทยในระดับช่างฝีมือ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเสริมสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยให้มีศักยภาพแข่งขันในเวทีโลกมากขึ้น

ส่วนบทบาทของฝ่ายไทยเอง ก็ไม่ใช่แค่เป็นฝ่ายรองรับอย่างเดียว โดยประเทศไทยนั้น มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาและขยายอิทธิพลของจีนในหลายมิติ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม และความร่วมมือระดับภูมิภาค เริ่มตั้งแต่ กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ซึ่งเป็นบริษัทไทยบริษัทแรก ที่เข้าสู่ตลาดจีน ภายหลังจากการเปิดประเทศในปี 1978 โดยได้รับอนุญาตให้ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น และเป็นนักลงทุนต่างชาติเจ้าแรกที่จดทะเบียนโครงการในพื้นที่นั้น

ความร่วมมือระหว่างไทยและจีนขยายถึงภาคอวกาศ เมื่อไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับจีนในการวิจัยสันติภาพในอวกาศ รวมถึงโครงการศึกษาภายนอกโลก ไทยร่วมพัฒนาเครื่องตรวจวัดอวกาศที่จีนเลือกใช้กับยาน Chang’e‑7 ซึ่งจะสำรวจขั้วใต้ดวงจันทร์ในปี 2026 ความร่วมมือนี้เปิดประตูให้ไทยเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูง และเสริมสร้างความร่วมมือด้านการสื่อสารข้อมูล เทรนนิ่งบุคลากร และด้านวิจัยอวกาศในระดับสากล

ญาติมิตรที่มีชะตาร่วมกันทางสายเลือด
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านภูมิรัฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังลึกซึ้งถึงระดับสายสัมพันธ์ทางสายเลือด มีรากฐานยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ ตั้งแต่การค้าทางเรือในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ซึ่งได้เชื่อมโยงทั้งสองประเทศให้มีความใกล้ชิด ขณะที่ชาวจีนจำนวนมากอพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างกลมกลืน

ในปัจจุบัน มีประชากรไทยเชื้อสายจีนกว่า 10 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 14% ของประชากรไทยทั้งหมด เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในทุกมิติของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ การศึกษา การเมือง และวัฒนธรรม บุคคลสำคัญในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หลายคนก็มีเชื้อสายจีน ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง นายกรัฐมนตรี นักวิชาการ ศิลปิน หรือนักธุรกิจ

ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากยังคงรักษาความผูกพันกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมผ่านการพูดภาษาจีน การเข้าร่วมเทศกาล เช่น ตรุษจีน เชงเม้ง และสารทจีน ตลอดจนการศึกษาต่อในประเทศจีน การมีสายสัมพันธ์ทางครอบครัวระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ทำให้เกิดเครือข่ายสังคมที่เอื้อต่อการขยายความร่วมมือในระดับประชาชนสู่ประชาชน (people-to-people ties) อย่างแน่นแฟ้น

มูลนิธิ สมาคม และหอการค้าของชาวไทยเชื้อสายจีนยังมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาคเอกชนจีนกับไทย เป็นเครือข่ายที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการลงทุน การแลกเปลี่ยนการศึกษา และการพัฒนาท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่สำคัญ ที่ช่วยเสริมสร้างทุนทางสังคมระหว่างสองประเทศให้มีพลวัตและความยืดหยุ่นท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สู่ชะตาร่วมกันในอนาคต
คำว่า "ชะตาร่วม" (命运共同体) ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ใช้ในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่จีนร่วมมือด้วย ได้สะท้อนความจริงของความสัมพันธ์ไทย–จีนในปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง ทั้งสองประเทศไม่เพียงแต่ร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ยังร่วมรับมือกับความท้าทายระดับภูมิภาคและโลก ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทาน และ

ในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างไทยกับจีน เรามิได้เพียงย้อนรำลึกถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ หากแต่ยังได้มองเห็นเส้นทางแห่งอนาคตที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ ทั้งสองประเทศพร้อมจะสานต่อความร่วมมือในรูปแบบใหม่ ๆ ทั้งในมิติของเทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจเขียว การศึกษา และนวัตกรรม ด้วยความเชื่อมั่นในมิตรภาพที่หยั่งรากลึก ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และความปรารถนาร่วมใน

50 ปีที่ผ่านมา คือบทพิสูจน์ของการเดินร่วมฝ่าฝนลมแห่งประวัติศาสตร์ แต่เส้นทางข้างหน้าคือการเฉลิมฉลองความร่วมมือที่จะยั่งยืนและดียิ่งขึ้น ไทยและจีนจะยังคงเป็นเพื่อนบ้านที่เข้าใจกัน หุ้นส่วนที่เติบโตไปด้วยกัน และญาติมิตรที่ร่วมสร้างโลกที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...