โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รู้ทันเกมการเงิน โลกเปลี่ยนไปไว ปรับพอร์ตต้องไวกว่า

TODAY

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 11.26 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 04.13 น. • workpointTODAY

เมื่อพูดถึงการลงทุนในทุกวันนี้ หลายคนอาจยังติดภาพเดิมๆ ว่าต้องซื้อหุ้น ซื้อทอง หรือซื้อคอนโดปล่อยเช่า แต่ในความเป็นจริง ‘โลกการลงทุน’ เปลี่ยนไปมากกว่านั้น โดยเฉพาะหล้งจากที่สินทรัพย์ดิจิทัลเริ่มเข้ามาบทบาทในสายตาของนักลงทุนทั่วโลก

[ จากหุ้น ทอง สู่โลกใหม่ที่มี บิตคอยน์ ]

‘กรภัทร วรเชษฐ์’ จาก บล.กรุงศรี บอกว่า สินทรัพย์ดั้งเดิมที่เราเคยคุ้นเคยอย่างหุ้นพื้นฐาน ตราสารหนี้ ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์นั้นยังคงมีบทบาทอยู่

แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือสิ่งที่นักลงทุนมองหา ไม่ใช่แค่ความมั่นคงแต่ต้องจับต้องได้ มีปันผล มีเงินสดไหลเข้า และสามารถประเมินมูลค่าได้จริง

ในขณะที่สินทรัพย์ยุคใหม่อย่างสินทรัพย์ดิจิทัลหรือโปรเจกต์ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี กลับกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ก็มาพร้อมความท้าทายในการประเมินมูลค่าและความผันผวนสูง

นักลงทุนยุคนี้จึงต้องอ่านเกมให้ขาด ดูสภาพเศรษฐกิจโลก และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเข้า และเมื่อไหร่ควรออก เมื่อเศรษฐกิจโลกสะดุด ตลาดทุนจึงต้องปรับตัว

[ วงจรดอกเบี้ยขาลง = โอกาสทองของตราสารหนี้ ]

จากนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น เงินเฟ้อพุ่ง และเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลโดยตรงต่อการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่และฝั่งเอเชีย ที่ได้รับผลกระทบมากกว่า แต่ก็มีข้อดีคือสามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วกว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน

ในบริบทนี้ ตราสารหนี้ (Fixed Income) กลับกลายเป็น ‘พระเอกของพอร์ต’ เพราะให้ผลตอบแทนที่มั่นคงในภาวะดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะตราสารหนี้ในเอเชียและตลาดเกิดใหม่ที่นโยบายการเงินเริ่มผ่อนคลาย

ส่วน ‘หุ้น’ แม้ยังไม่ถึงจังหวะที่ใช่ แต่นักลงทุนก็ไม่ควรมองข้าม เพียงแต่ต้องรอปัจจัยบวก เช่น เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้น นโยบายการเงินและการคลังที่เริ่มใจดีมากขึ้น

[ กระจายพอร์ต อย่ายึดติดแค่ตัวใดตัวหนึ่ง ]

‘สรพล วีระเมธีกุล’ จาก บล.กสิกรไทย ได้บอกว่าไว้ว่า ไม่มีสินทรัพย์ใดที่ตายจริง อย่างญี่ปุ่นเคยถูกมองว่าเศรษฐกิจตายไปแล้ว แต่หลังโควิดกลับมาทำนิวไฮ จีนก็เช่นกัน

เพราะฉะนั้น อย่าปักใจเชื่อว่าตัวไหนดีหรือตัวไหนแย่ตลอดไป ทางออกคือ กระจายความเสี่ยง ทั้งในสินทรัพย์เก่าและใหม่ ไม่ว่าจะหุ้น ตราสารหนี้ หรือแม้แต่บิตคอยน์

โดยเฉพาะหุ้นไทย ที่ยังแนะนำให้มีไว้ในพอร์ตแบบตามสถานการณ์ช่วงดัชนีต่ำๆ ราว 1,080–1,100 จุด อาจเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทยขึ้นมาราว 10%

แต่ถ้าราคาขึ้นแรงจนถึงระดับ 1,245–1,300 จุด ควรลดสัดส่วนลงให้เหลือ 0% เพราะตอนนี้ SET Index ไม่เหมาะจะอยู่ในพอร์ตหลักที่หวังผลระยะยาว แต่อยู่ในพอร์ตเสริมที่เน้นจังหวะทำกำไรระยะสั้น–กลางจะเหมาะกว่า

[ เทคนิคดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีวินัยด้วย ]

ส่วน‘โฉลก สัมพันธารักษ์’ จาก Chaloke.com เน้นว่า ถึงแม้เทคนิควิเคราะห์กราฟจะเก่งแค่ไหน ถ้าไม่มีการจัดการเงิน (Money Management) ก็อาจพังได้ ต้องแยกพอร์ตให้ชัดเจน เช่น บัญชีระยะยาว กลางและสั้น เพื่อควบคุมจุดเข้าและจุดออกให้เหมาะสม

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือการควบคุมอารมณ์ เพราะ Fear & Greed Index หรือ ดัชนีวัดความกลัว–ความโลภ เป็นตัวสะท้อนพฤติกรรมนักลงทุนได้ คนที่ลงทุนได้ดีต้องรู้จักควบคุมใจตัวเอง และใช้เครื่องมืออย่าง Trade Signal มาช่วยตัดสินใจอย่างมีระบบ

[ บิตคอยน์ไม่ใช่แค่เหรียญ แต่คือเงินในโลกดิจิทัล ]

สุดท้าย‘พิริชะ สัมพันธารักษ์’ จาก Right Shift พูดเสริมว่า การเข้าใจบิตคอยน์ไม่ใช่แค่รู้ว่ามันคือคริปโต แต่ต้องรู้ด้วยว่า ‘มันคือเงิน’ เงินที่ไม่ได้มีรูปร่าง แต่มีมูลค่า เพราะคนยอมรับ

สำหรับ บิตคอยน์ มีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์โลกยุคออนไลน์ ทั้งการเก็บรักษามูลค่า และการเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนที่ไม่ต้องพึ่งตัวกลาง

ซึ่งต่างจากทองคำหรือเงิน เพราะบิตคอยน์อาจไม่สะดวกใช้ในชีวิตจริง เเละย้ำว่าหากยังไม่เข้าใจบิตคอยน์อย่างน้อยควรเก็บทองคำไว้บ้าง และที่สำคัญต้องตั้งคำถามกับเงินอยู่เสมอ

ในโลกการเงินทุกวันนี้ไม่มีสูตรตายตัว เพราะเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว ความเสี่ยงมากขึ้น แต่โอกาสก็เปิดกว้างขึ้นด้วยเช่นกัน

ใครที่ยืดหยุ่น ปรับพอร์ตทัน รู้จักกระจายความเสี่ยงอย่างมีวินัย ย่อมมีโอกาสรอดและเติบโตในระยะยาว เพราะไม่มีสินทรัพย์ไหนที่ดีตลอดไปมีแต่นักลงทุนที่ต้องปรับตัว

เนื้อหาจากงานสัมมนา Thailand Investment Forum 2025 : Great Depression พลิกเกมฝ่าวิกฤต จัดขึ้นโดยเครือเนชั่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...