"พล.อ.ณัฐพล" ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ - โต้ คนวิจารณ์ทำงานช้า ชี้ ต้องรอบคอบ
"พล.อ.ณัฐพล" ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ - โต้ คนวิจารณ์ทำงานช้า ชี้ ต้องรอบคอบ ปิดทางกัมพูชาโต้กลับ - มั่นใจ กัมพูชาผิดอนุสัญญาออตตาวา
วันที่ 21 ก.ค. 68 ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. ถึงการดำเนินการมาตรการตอบโต้กัมพูชา ว่า ตนยืนยันว่าเข้าใจงานของสื่อมวลชน แต่ก็อยากให้สื่อฯ เข้าใจตนด้วย ว่า การทำงานของภาครัฐก็ต้องทำตามขั้นตอน หากเราพูดอะไรไปก่อนตามความคิดและความเชื่อแล้วมีเหตุผลที่จะไม่ใช้ทีหลัง ตนมองว่าต่อไปสื่อก็คงไม่เชื่อตน ฉะนั้นขอให้เห็นใจในเรื่องนี้ เพราะในช่วงวันหยุดตนก็ติดตามความเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลแทบไม่ได้พักผ่อน ซึ่งสื่อหลายสำนักและนักวิชาการหลายคนก็ด่าว่าช้า ทำไมไม่ทันใจเท่า ฮุน เซน หรือ ฮุน มาเนต แต่อยากบอกว่าทั้งสองคนนี้โพสต์ลงโซเชียลหากไม่ใช่ก็ลบออกได้ ซึ่งเราจะทำตัวแบบนั้นไม่ได้ หากทำแบบนั้นเราก็จะศีลเสมอกัน ฉะนั้นตนจะพยายามสร้างว่าระหว่างที่ตนปฏิบัติหน้าที่การพูดอะไรแต่ละครั้งจะต้องใช่ จะต้องถูกให้มากที่สุด หรืออาจจะผิดพลาดได้แต่ต้องให้น้อยที่สุด นั่นคือสิ่งที่ตนพยายามยึดถืออยู่
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ขณะนั้นตนไปราชการที่จังหวัดปัตตานี เมื่อทราบข่าวในวันที่ 17 กรกฎาคม ก็เดินทางไปเยี่ยมพลทหารที่ได้รับบาดเจ็บทันที รวมถึงได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี เข้าสำรวจพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อมาตอบคำถามให้ได้ว่าเพราะอะไรถึงได้บอกว่าระเบิดเป็นของใหม่ หากบอกว่าเพราะพื้นที่ดังกล่าวมีการกวาดล้างแล้วฉะนั้นที่เจอต้องเป็นของใหม่ ตนมองว่าไม่ใช่เหตุผลที่เราจะตอบ โดยเหตุผลที่เราจะต้องตอบให้ได้ คือ เราเจอที่อื่นอีกหรือไม่ ยังมีลูกอื่นอีกหรือไม่ และสิ่งที่เจอนั้นเรามีใช้หรือไม่ หรือมีใช้เฉพาะในกัมพูชา แต่การสำรวจตรวจทุ่นระเบิดไม่ใช่การเดินหาของในสนามหญ้า ต้องค่อยเป็นค่อยไป หากเราไปเร่งรัดมากแล้วเจ้าหน้าที่ประสบอุบัติเหตุอีกตนก็จะโดนตำหนิอีกว่าเรื่องอย่างนี้ทำไมเร่งรัด ตนก็อยากให้รีบแต่ก็ต้องรอบคอบด้วย และเห็นแก่ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นสามารถจบภารกิจได้ภายใน 3 วัน ตรวจคนได้อีกประมาณ 2 จุด พบอีก 7-8 ทุ่น เมื่อเราทราบว่ายังมีการวางที่จุดอื่นๆ อีก และทราบชนิดของทุ่นระเบิดว่าเป็น pmn2 โดยไทยไม่เคยมีใช้ ซึ่งเป็นรุ่นระเบิดสังหารบุคคลของรัสเซีย นี่เป็นสิ่งยืนยันว่าทุ่นระเบิดที่นำมาวางนั้นเป็นของประเทศอื่นไม่ใช่ของไทยแน่นอน
นอกจากนี้เราต้องตอบสังคมโลกให้ได้ ว่าทุ่นใหม่ การกลบเกลื่อนจะเป็นของใหม่ แต่หากเป็นของเก่าจะมีวัชพืชขึ้นมาปกคลุม แต่ปรากฏว่าจุดที่เราตรวจพบเป็นการเอาวัชพืชมาปกคลุมไว้ ทั้งนี้เรายังดูจากทุ่นที่ตรวจพบ หากทุ่นเก่าส่วนที่เป็นโลหะจะเป็นสนิม หากเป็นรุ่นใหม่ส่วนที่เป็นโลหะจะยังวาวอยู่ และปรากฏว่าทุ่นที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบนั้นส่วนที่เป็นโลหะยังวาวอยู่ นี่คือสิ่งที่ตนอยากบอกว่าหากเราทำงานแบบนี้จะไม่มีใครมาเถียงเราได้ เราสามารถชี้แจงได้ แค่นี้หลักฐานเราก็เพียงพอแล้วแต่ก็ยังคงให้มีการตรวจค้นเพิ่มเติมต่อ เมื่อตนทราบว่าเราได้ข้อมูลที่เพียงพอเพื่อดำเนินการต่อไปได้แล้ว โดยจะประชุม ศบ.ทก. เพื่อเปิดประเด็นหารือในส่วนของข้อเสนอที่จะดำเนินการว่าเป็นอย่างไร และการประชุมคณะกรรมการออตตาวาจะมีขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งไม่ว่าเราจะส่งฟ้องในวันไหนก็มีค่าเท่ากันคือต้องรอเดือนธันวาธันวาคมอยู่ดี ฉะนั้นสู้เราทำสำนวนให้รอบคอบไม่ดีกว่าหรือ เพราะหากเราทำสำนวนไม่รอบคอบ ศาลไม่รับฟ้อง สำนวนก็ตก หรือทำไปแล้วกัมพูชาโต้กลับมาได้เราก็จะเสียความน่าเชื่อถือ นี่คือสิ่งที่ตนห่วงใยมากกว่า แต่ต้นก็เข้าใจสื่อมวลชนหลายสำนักว่าอยากได้ข่าวที่รวดเร็ว เอาข้อมูลจากผู้ไม่เกี่ยวข้องมาเสนอข่าวก่อน แต่ตนอยากขอให้เข้าใจหน่วยงานภาครัฐ ไม่ใช่ว่าได้ข่าวมาแล้วมาตำหนิหน่วยงานภาครัฐว่าทำไมช้า ตนไม่ว่าหากได้ข่าวมาแล้วตำหนิกัมพูชา เพราะคนไทยทั้งประเทศต้องช่วยกัน แต่หากได้ข่าวมาแล้วกลับมาตำหนิภาครัฐนั้นตนก็อยากขอความเห็นใจว่าภาครัฐก็ต้องทำงานตามขั้นตอน รัดกุม โดยงานของกระทรวงกลาโหม หรือ ศบ.ทก. เราไม่ได้รับผิดชอบแค่งานด้านทุ่นระเบิด แต่เราดูด้านสวัสดิการของทหารที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ
“ตอนนี้ตัวผมเองวิ่งเหมือนหมาที่กัดเจ็บแต่หางตัวเอง ที่พยายามทำให้ดีที่สุด“
เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการประชุม สมช.ชุดใหญ่ ได้มีการนัดแนะเพื่อรับข้อเสนอต่างๆ เพื่อเพิ่มมาตรการตอบโต้กัมพูชาบ้างหรือไม่ พลเอก ณัฐพล ระบุว่า จริงๆ การประชุม สมช. เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยได้มอบอำนาจให้ ศบ.ทก. ในการตกลงใจในการกระทำการใดๆ ที่เป็นเรื่องผูกพันอธิปไตยของชาติ หรือขัดต่อกฎหมาย ก็สามารถตกลงใจได้เลย ฉะนั้นการประชุม ศบ.ทก.ในวันนี้ สามารถได้ข้อยุติที่สามารถดำเนินการได้เลย เพราะ ศบ.ทก. ไม่ได้มีแค่กองทัพ แต่ยังประกอบไปด้วยกระทรวงการต่างประเทศ กฤษฎีกา รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมด 27 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการต่างๆ
เมื่อถามต่อว่าการยื่นฟ้อง ออตตาวานั้น ต้องยื่นฟ้องในนามรัฐบาลหรือสามารถทำได้เลย พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ยื่นในนามรัฐบาล ทำในนามกระทรวงต่างประเทศ หลังจากที่ประชุมมีความเห็นชอบทางกระทรวงการต่างประเทศก็จะไปดำเนินการต่อ ในการทำเรื่องประท้วง โดยแนวทางในวันนี้ที่ได้พูดคุยกันไว้นั้นนอกจากทำหนังสือประท้วงที่คณะกรรมการออตตาวาแล้ว เรายังประท้วงไปยังกัมพูชาด้วย ส่วนรายละเอียดนั้นรอให้พี่ประชุมเห็นชอบก่อน
เมื่อถามต่อว่าหากยื่นฟ้องแล้วเราชนะผลที่จะเกิดแบบเป็นรูปธรรมนั้นจะมีอะไรบ้าง พลเอก ณัฐพล เผยว่า จริงๆ ในบทลงโทษนั้นไม่ชัดเจน ต้องแล้วแต่ทางคณะกรรมการออตตาวา แต่ต้นยืนยันว่าปัจจุบันกัมพูชาผิดอยู่ 2 เรื่อง คือ การมาวางทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งสมาชิกที่มีพันธะกรณีกับอนุสัญญาออตตาวาจะต้องไม่ทำแบบนี้ และความผิดอีกข้อคือยัฃมีขิงใหม่อยูาในครอบครอง เพราะจริงๆ แล้วสมาชิกอนุสัญญาออตตาวาจะต้องทำลายทุ่นระเบิด ส่วนจะทำลายทันทีหรือทำลายหมดในที่สุด ก็ต้องมีขั้นตอนชัดเจนว่าจะทำลายหมดเมื่อไหร่ แต่การที่ยังทำลายไม่หมดแล้วเอามาใช้นั้นก็ถือว่าผิดสัญญา ที่จริงแล้วตนไม่อยากจะพูดออกสื่อก่อน พูดไปอาจทำให้ทางกัมพูชารู้ว่าตนเองคิดอะไรอยู่ แต่ต้องเรียนว่าขณะนี้ คงต้องยอม อาจจะเสียเปรียบบ้าง คิดว่าเพื่อความได้เปรียบจะไม่บอกอะไร แต่สังคมเป็นอย่างนี้ สื่อมวลชน ก็ต้องทำหน้าที่หาข้อมูลตนก็เห็นใจสื่อ ก็ต้องช่วยสื่อมวลชนทำงานด้วย จึงต้องให้ข้อมูล และตนก็ทำงานยากขึ้น จะทำงานง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่ได้แล้ว ก็พูดเลยว่าเขาผิดสองเรื่อง และจะส่งข้อมูลไปยังประเทศที่เป็นสปอนเซอร์ของกัมพูชา ที่สนับสนุนเงิน ในพันธกรณีที่เกี่ยวกับออตตาวา ว่า สนับสนุนเงินเขาไปปัจจุบันเขาเป็นแบบนี้ ก็แล้วแต่เขาจะพิจารณา ตนถึงได้บอกว่าการที่จะบอกเขา สำนวนเราต้องแน่น ชัดเจนมีภาพให้เห็น มีหลักฐาน ไม่ใช่เพียงแค่มีคนบอกว่าใหม่ เราเคยกวาดล้างมาแล้วก็ไม่น่าจะมีของเก่า หากส่งสำนวนไปแค่นี้ สื่อคิดว่าสำนวนจะตกหรือไม่ การยื่นฟ้องกัมพูชา กรณีที่ละเมิดพันธกรณีอนุสัญญาออตตาวา เป็นการยื่นในฐานะ ศบ.ทก. หรือรัฐบาล และจะมีการยื่นผ่านองค์การสหประชาชาติ (UN) หรือไม่ ว่า ต้องถามความชัดเจนจากกระทรวงการต่างประเทศ แต่เราไม่อยากยื่นเข้าไปใน UN เพราะจะไปเกี่ยวพันกับองค์กรอื่น ๆ เราอยากมุ่งไปที่อนุสัญญาออตตาวาเป็นหลัก เจาะจงเฉพาะกรณีนี้เท่านั้น ซึ่งขอรอให้มีความชัดเจนอีกนิดหนึ่ง โดยจะมีการแถลงข่าวถึงรายละเอียดเพิ่มเติมในเวลา 12.00 น.
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าฝั่งกัมพูชาวางระเบิดโดยยึดแผนที่ของตนเอง พล.อ. ณัฐพล กล่าวว่า ตรงนี้เราไม่สนใจว่าเขาจะยึดแผนที่เขาหรือไม่ แต่เรายึดแผนที่เราเพราะตรงนี้ คือแผ่นดินเราและเป็นอธิปไตยของเรา เราไม่สนใจว่าเขายึดแผนที่ไหน กองทัพสนใจอย่างเดียวว่านี่คือแผ่นดินไทย หากเขาจะอธิบายว่าเป็นพื้นที่ของเขาก็ให้มาอธิบายในคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี ซึ่งเราอยากจะชี้ให้สื่อมวลชนเห็นว่า การที่ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกแถลงการณ์ว่ากัมพูชาจะใช้กระบวนการเจบีซี แต่ขณะเดียวกันก็ใช้มวลชนมากดดันที่ปราสาทตาเมืองธม ซึ่งแสดงถึงความไม่จริงใจ อีกทั้งยังถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องหารือกันในที่ประชุมและ ต้องแถลงข่าวในเรื่องนี้เพื่อให้เห็นว่าผู้นำกัมพูชามีความจริงใจหรือไม่ เพราะการที่มีมวลชนมากว่า 1,000 คน รัฐบาลจะบอกว่าไม่รู้เรื่องไม่ได้ หากจะบอกว่าไม่รู้เรื่องก็ได้ แต่จะต้องแก้ไขและทำความเข้าใจกับประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนคนกัมพูชาออกมาทำแบบนี้เมื่อวาน อย่างไรก็ตามยืนยันว่าเราดูอยู่ทั้งหมด แต่ไม่อยากให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความเครียด โดยขณะนี้พี่น้อง 7 จังหวัดชายแดนเดือดร้อนมากและกดดันตนเองว่าเมื่อไรเรื่องจะจบเสียที ฉะนั้นตนต้องรักษาบรรยากาศไม่ให้อ่อนแอหรือเข้มแข็งเกินไปจนกระทั่งหาที่ลงไม่ได้ แต่ตนเองก็จะโดนทั้งสองทางพี่น้องอีก 70 จังหวัด ก็จะถามว่าทำไมไม่เข้มแข็งเลยเหมือนหมานำราชสีห์ แต่พี่น้อง 7 จังหวัดชายแดนก็จะบอกว่าไม่เคยสนใจเลยว่าพวกเขาเดือดร้อนอย่างไร ซึ่งตนเองโดนเรื่องนี้อยู่ และจริง ๆ แล้วก็ไม่อยากให้ไปทำข่าวว่าพี่น้อง 7 จังหวัดชายแดน เดือดร้อนอย่างไร เพราะเดี๋ยวฝ่ายกัมพูชาก็จะทราบว่าเราก็แย่อยู่ และอยากให้เข้าใจด้วยว่าทีมงานของตนเหน็ดเหนื่อยขนาดไหนแต่ไม่ต้องสนใจตนเอง เพราะก็ต้องรับภาระแบบนี้และทำใจมาก่อนแล้ว
สำหรัยการจัดระเบียบการเข้าเยี่ยมปราสาทตาเมืองธม ว่ามีการจัดระเบียบแล้ว ซึ่งตนเอง เห็นใจแม่ทัพภาคที่ 2 มากและมีการคุยกันแล้วระหว่างทหารกับรัฐบาลว่าสถานการณ์แบบนี้อยากให้เข้มแข็ง แต่หากเข้มแข็งเด็ดขาดอาจเกิดการกระทบกระทั่งจนใช้อาวุธได้ กัมพูชาซึ่งปัจจุบันแม่ทัพภาคที่ 2 ได้พูดคุยกับผู้บัญชาการหน่วยของฝั่งกัมพูชาแล้วว่า ทหารกัมพูชาที่ขึ้นมาอยู่ในพื้นที่จะมีฝั่งละ 7 คนเท่านั้น จะได้ไม่มีเหตุการณ์ที่กรูขึ้นมาอีก ไม่เช่นนั้นภาพมันจะไม่ดีทั้งสองฝ่าย และประชาชนจะทยอยขึ้นมาเป็นคณะ หากมีประชาชนที่มีท่าทียั่วยุทหารจะต้องนำออกจากพื้นที่ เราพัฒนาการดำเนินการมาตามลำดับ ขณะเดียวกันเมื่อวานนี้ก็มีการเตรียมการว่าหาก กัมพูชาไม่ทำตามข้อตกลงจะทำอย่างไร แต่เมื่อวานนี้เรียบร้อยดีจึงไม่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ดังนั้นยืนยันว่า เรามีการเตรียมการรับมืออยู่แล้ว