โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สหรัฐฯขึ้นค่าวีซ่า8พันบาท คนไทยจ่ายพุ่ง14,000บาท ขึ้นได้อีกตามเงินเฟ้อ

Amarin TV

เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 07.58 น.
สหรัฐฯ จ่อขึ้นค่าวีซ่า 8,000 บาท คนไทยจ่ายพุ่ง 14,000 บาท อาจปรับขึ้นได้ตามเงินเฟ้อ

ในอนาคตอันใกล้ นักเดินทางที่ต้องการเข้าสหรัฐอเมริกาอาจต้องเตรียมงบเพิ่มจากที่เคย เมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านกฎหมาย “One Big Beautiful Bill Act” ซึ่งรวมมาตรการหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคง และระบบตรวจคนเข้าเมือง โดยหนึ่งในประเด็นที่กระทบผู้เดินทางโดยตรงคือ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ที่ชื่อว่า “Visa Integrity Fee” หรือ “ค่าธรรมเนียมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของวีซ่า” กับผู้ที่ยื่นขอวีซ่าชั่วคราวทุกประเภท

มาตรการนี้จะบังคับใช้กับทุกคนที่ต้องขอวีซ่าเพื่อเข้าสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ หรือนักศึกษา โดยค่าธรรมเนียมจะเริ่มต้นที่ 250 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,000 บาท ในปีงบประมาณ 2025 และมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ ที่สำคัญ ค่าธรรมเนียมนี้ “ไม่มีข้อยกเว้น” แม้ในบางกรณีจะสามารถยื่นขอคืนเงินได้ก็ตาม

แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าจะเริ่มเก็บเมื่อใด หรือกระบวนการจัดเก็บเป็นอย่างไร แต่การประกาศดังกล่าวก็สร้างแรงสะเทือนทันทีในแวดวงการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในช่วงที่งบประมาณขององค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวสหรัฐฯ ถูกลดลงอย่างมาก จนหลายฝ่ายมองว่าเป็นการปิดประตูรับนักท่องเที่ยวมากกว่าจะต้อนรับ

ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการนี้ยังเรียกได้ว่ามา "ผิดเวลาอย่างมาก" เพราะสหรัฐฯ กำลังเตรียมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการก่อตั้งประเทศในปี 2026 พร้อมทั้งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน FIFA World Cup ซึ่งจะดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกเข้าสู่ประเทศ แต่แทนที่จะเปิดแขนรับ กลับกลายเป็นว่าผู้มาเยือนต้องเจอกับด่านค่าใช้จ่ายใหม่ที่อาจทำร้ายการท่องเที่ยวของสหรัฐฯ ในระยะยาว

Visa Integrity Fee ต้องจ่ายเท่าไร และเมื่อไร?

ภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า Visa Integrity Fee จะถูกเรียกเก็บจากผู้ขอวีซ่าชั่วคราวทุกคน โดยจะเริ่มต้นที่ 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อครั้ง หรือประมาณ 8,000 บาท โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2025 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2024 ถึง 30 กันยายน 2025 ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) มีอำนาจในการปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมตามดุลยพินิจ และจะมีการปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อในอนาคต

ค่าธรรมเนียม Visa Integrity Fee จะถูกเรียกเก็บเฉพาะในกรณีที่ผู้สมัครวีซ่าได้รับการอนุมัติเท่านั้น หากการสมัครถูกปฏิเสธ จะไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว

ทั้งนี้ สิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องรู้คือ ค่าธรรมเนียมนี้ไม่ใช่การแทนที่ค่าธรรมเนียมวีซ่าปกติ แต่เป็นการเรียกเก็บเพิ่มเติมจากเดิม ตัวอย่างเช่น ผู้สมัครวีซ่าประเภท H-1B ที่ปัจจุบันเสียค่าธรรมเนียม 205 ดอลลาร์ อาจต้องจ่ายรวมเป็น 455 ดอลลาร์ ในขณะที่ผู้สมัครวีซ่าท่องเที่ยวหรือธุรกิจประเภท B1/B2 จากประเทศไทย ซึ่งเดิมต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 185 ดอลลาร์ จะต้องจ่ายเพิ่มรวมเป็น 435 ดอลลาร์ หรือประมาณ 14,000 บาท

นอกจากนี้ กฎหมายฉบับเดียวกันยังระบุให้ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสำหรับแบบฟอร์ม I-94 ซึ่งเป็นเอกสารที่จำเป็นสำหรับการเข้า-ออกประเทศสหรัฐฯ จากเดิม 6 ดอลลาร์ เป็น 24 ดอลลาร์ โดยมีผลกับผู้เดินทางเกือบทั้งหมดที่ต้องยื่นเอกสารผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งนับเป็นภาระเพิ่มเติมที่ผู้เดินทางควรเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่อาจเพิ่มความซับซ้อนในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ

Visa Integrity Fee ขอคืนได้ไหม?

แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้สามารถขอคืนค่าธรรมเนียม Visa Integrity Fee ได้ หากผู้ถือวีซ่าปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ไม่รับงานที่ผิดกฎหมาย และไม่อยู่ในสหรัฐฯ เกินกำหนดมากกว่า 5 วัน แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนหรือระบบในการยื่นขอคืนเงินที่ชัดเจนออกมาอย่างเป็นทางการ

สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ (CBO) ระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศอาจต้องใช้เวลาอีก “หลายปี” กว่าที่จะสามารถจัดตั้งกระบวนการคืนเงินได้อย่างครบถ้วน พร้อมประเมินว่า ในทางปฏิบัติแล้ว จะมีเพียง “จำนวนน้อยมาก” ของนักเดินทางเท่านั้นที่มีโอกาสได้รับเงินคืนจริง

ด้าน Steven A. Brown ทนายความด้านตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ให้คำแนะนำว่า ผู้สมัครควรมองค่าธรรมเนียมนี้ในลักษณะของค่าใช้จ่ายที่ “ไม่สามารถขอคืนได้” เพื่อไม่ให้เกิดความคาดหวังเกินจริง โดยกล่าวว่า “ถ้าได้เงินคืนก็ดี แต่โดยทั่วไปแล้ว การขอเงินคืนจากรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย”

ยังไม่รู้จะเก็บเงินเมื่อไร และอย่างไร?

นอกจากนี้ แม้กฎหมาย Visa Integrity Fee จะผ่านความเห็นชอบแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยังไม่ได้ประกาศวันที่แน่ชัดที่จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว และยังไม่มีข้อมูลว่าผู้สมัครจะต้องชำระเงินที่ใด หรือผ่านระบบใด

โฆษกของสมาคมการท่องเที่ยวสหรัฐฯ (U.S. Travel Association) ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ตัวบทกฎหมายจะกำหนดให้ DHS เป็นผู้เรียกเก็บเงิน แต่ในความเป็นจริง DHS ไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการดูแลขั้นตอนการสมัครหรือออกวีซ่า ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า “จะเก็บเงินที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร?”

ด้าน DHS เองก็ยอมรับกับ CNBC ว่าการดำเนินการจะต้องอาศัย “การประสานงานระหว่างหน่วยงานหลายแห่ง” ก่อนจะสามารถเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมได้จริง ซึ่งหมายความว่า ผู้เดินทางอาจต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไปอีกระยะหนึ่ง

นโยบายเข้มตรวจคนเข้าเมือง แต่ทำร้ายการท่องเที่ยว

แม้กฎหมาย “One Big Beautiful Bill” จะถูกเสนอในนามของการฟื้นฟู “ความน่าเชื่อถือของระบบตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ” ตามคำให้สัมภาษณ์ของโฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) แต่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายชุดนี้อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ข้อมูลจากรัฐสภาสหรัฐฯ จะระบุว่า มีเพียง 1-2% ของผู้ถือวีซ่าชั่วคราวที่อยู่เกินกำหนดในช่วงปี 2016-2022 แต่สถิติยังชี้ว่า ประชากรต่างด้าวผิดกฎหมายกว่า 42% เคยเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมายก่อนที่จะอยู่เกินระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ฝ่ายสนับสนุนกฎหมายนี้นำมาใช้อธิบายความจำเป็นของมาตรการใหม่

อย่างไรก็ตาม Steven A. Brown ทนายความด้านตรวจคนเข้าเมืองเตือนว่า ค่าธรรมเนียม Visa Integrity Fee ที่สูงถึง 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน อาจกลายเป็นภาระหนักสำหรับกลุ่มผู้เดินทางที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวและนักเรียนต่างชาติ ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการเดินทาง

นอกจากนี้ กฎหมายยังประกาศใช้ในช่วงที่สหรัฐฯ เตรียมเป็นเจ้าภาพการเฉลิมฉลอง 250 ปีแห่งการก่อตั้งประเทศในปี 2026 รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA World Cup ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ แต่กลับมาพร้อมกับนโยบายที่อาจลดทอนแรงจูงใจในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ของนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศ

ขณะเดียวกัน กฎหมายฉบับเดียวกันยังตัดงบประมาณของ Brand USA ซึ่งเป็นองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวของสหรัฐฯ จาก 100 ล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 20 ล้านดอลลาร์ โดยไม่มีรายละเอียดว่าจะมีแนวทางใดในการทดแทนบทบาทที่ลดลง

Geoff Freeman ประธานสมาคมการท่องเที่ยวสหรัฐฯ (U.S. Travel Association) แสดงความเห็นแบบสองแง่สองง่าม โดยระบุว่า แม้จะรู้สึกพอใจกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการรักษาความปลอดภัยชายแดนที่มากับกฎหมายฉบับนี้ แต่ก็ยอมรับว่าการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่กับการลดงบองค์กรโปรโมตการท่องเที่ยวของประเทศ เป็นสิ่งที่ “ยากต่อการยอมรับ” และอาจบั่นทอนศักยภาพในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของสหรัฐฯ เองในระยะยาว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...