โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ไทยคม' ปั้น 'คาร์บอนวอทช์' ใช้ดาวเทียม+AI ตรวจป่า ประเมินคาร์บอนเครดิต

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 01.45 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 14.06 น.

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) จัดงาน "เปิดตัวนวัตกรรมสำหรับโครงการ T-VER ภาคป่าไม้" งานนี้มีเป้าหมายเพื่อประกาศ ความสำเร็จครั้งสำคัญ ในการรับรอง แพลตฟอร์มเทคโนโลยีสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับใช้ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยรับรองระบบนี้อย่างเป็นทางการในรูปแบบที่ครบวงจร

หนึ่งในวิทยากรหลัก “ปฐมภพ สุวรรณศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้เผยถึงแนวคิดเบื้องหลังโครงการ "คาร์บอนวอทช์” (Carbon Watch) ว่า ปัจจุบันไทยคมได้เปลี่ยนนิยามตัวเองจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารและถ่ายทอดโทรทัศน์ สู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีอวกาศ (space technology) อย่างเต็มตัว การหันมาให้ความสำคัญกับดาวเทียมรีโมทเซนซิง (remote sensing) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นเทรนด์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

“โลกปัจจุบันต้องการการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ (multidisciplinary) เพื่อตอบโจทย์ที่ซับซ้อน ดังนั้นไทยคมจึงได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทั้งจาก GISTDA (จิส-ด้า) ในการนำภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้งาน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านวนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความตึงเครียดด้านสิ่งแวดล้อม”

ก้าวสำคัญของคาร์บอนวอทช์

สำหรับโครงการคาร์บอนวอทช์ ไทยคมมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่สามารถตรวจสอบได้ โดย “ปฐมภพ” กล่าวว่า ความน่าเชื่อถือ (credibility หรือ credential) เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต โดยเฉพาะในภาคป่าไม้ ซึ่งโครงการมีระยะเวลาการพัฒนาที่ยาวนาน เช่น 10 ปี หากความน่าเชื่อถือหายไประหว่างทาง ผู้พัฒนาโครงการจะต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ทำให้เกิดความยากลำบาก

“ไทยคมได้ใช้เวลากว่า 3 ปี ในการทำความเข้าใจและพัฒนาโมเดลคาร์บอนวอทช์ เมื่อปีที่แล้ว ไทยคมได้รับการรับรองจาก อบก. โดยได้ทดสอบในพื้นที่ป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรังทางภาคเหนือและภาคกลาง ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง"

ค่าความแม่นยำ กับความท้าทาย

หนึ่งในประเด็นสำคัญของโครงการคาร์บอนเครดิตคือ ค่าความแม่นยำ (Accuracy Rate) ในกระบวนการตรวจวัดและประเมินผล

โดยคาร์บอนวอทช์ โมเดลแรกๆ มีความแม่นยำประมาณ 50% และได้พัฒนาต่อเนื่องจน อบก. ให้การรับรองที่ระดับ 70% อย่างไรก็ตาม ในมุมมองเชิงวิชาการ “ปฐมภพ” มองว่ายังต้องพัฒนาต่อไปให้ถึง 90-95% ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก แต่ไทยคมก็สามารถทำความแม่นยำสูงสุดได้ถึง 92% เมื่อเทียบกับวิธีการทั่วไป

เมื่อการทดลองดำเนินมาถึงช่วง 90-92% เราต้องพิจารณาหลักการ Diminishing Returns—การเพิ่มความแม่นยำอีกเพียง 1% อาจต้องใช้ทรัพยากรในระดับที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว กระบวนการนี้ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาคพื้นดิน ข้อมูลจากการสำรวจ และการผสานเทคโนโลยีจากหลายภาคส่วน

ประกันภัยพารามิเตอร์

สำหรับวิสัยทัศน์ในอนาคต ไทยคมกำลังมุ่งหน้าสู่แนวคิดเรื่องประกันภัยพารามิเตอร์ (parametric หรือ index-based insurance) ซึ่งมองว่าเป็นทิศทางที่โลกกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

“ปฐมภพ” ยกตัวอย่างการเคลมประกันรถยนต์ที่ในอดีตใช้เวลา 30 นาที ปัจจุบันเหลือเพียง 3-5 นาที ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เขายังได้อ้างอิงถึงแนวคิดจากหนังสือ "Surveillance Capitalism" ที่มองว่าเทคโนโลยีรีโมทเซนซิงเป็นการเฝ้าระวังชนิดหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับการเป็น "Creator" ของทุกคนในยุคที่กิจกรรมอวกาศเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงแนวคิด "Technofeudalism" ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีจะกลายเป็นผู้มีอำนาจ

"ปฐมภพ" กล่าวว่า โครงการคาร์บอนวอทช์และแนวคิดต่างๆ ที่ไทยคมกำลังดำเนินการอยู่ ถือเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องพัฒนาและสร้างระบบนิเวศขึ้น เพื่อรองรับอนาคตเช่นเรื่องประกันภัยพารามิเตอร์ เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนการพัฒนาเทียบกับราคาขาย เพื่อให้ผู้พัฒนาโครงการสามารถมีกำไรและแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับชุมชนได้ นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับประเทศไทยและคนไทย

AI และ บทบาทของข้อมูลในประเทศไทย

นอกจากเรื่องคาร์บอนเครดิต ประเทศไทยต้องหันมาพิจารณาบทบาทของ AI และการจัดเก็บข้อมูลสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง

ปัจจุบัน ChatGPT ใช้พารามิเตอร์กว่า 1 ล้านล้านตัว ขณะที่กระบวนการ Deep Seek หรือ Distillation ที่เราใช้ มีพารามิเตอร์ประมาณ 600 ล้าน ซึ่งกำลังถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ญี่ปุ่นเองก็กำลังเร่งพัฒนา AI ขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการในระดับประเทศ

คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยควรพัฒนาอะไรเอง? ในอีก 5 ปีข้างหน้า พารามิเตอร์ AI อาจเพิ่มขึ้นถึง 10 ล้านล้าน ซึ่งจะส่งผลต่อแนวคิด Surveillance Capitalism—ข้อมูลที่เราสร้างขึ้นจะถูกนำไปพัฒนาโมเดลระดับโลก แต่ข้อมูลพื้นฐานของไทยเองยังไม่ถูกนำมาใช้เป็นฐานพัฒนา

นี่จึงเป็นสิ่งที่องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมควรคำนึงถึง เพราะข้อมูลจากประเทศไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น ประเภทของป่าไม้ โครงสร้างกิ่งก้าน และสภาพภูมิประเทศ ที่แตกต่างจากยุโรป แต่กลับมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้าใจสิ่งเหล่านี้มากกว่าคนไทยเอง

อนาคตของคาร์บอนเครดิต

"ปฐมภพ" กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตและการใช้เทคโนโลยี AI เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรสิ่งแวดล้อม

"เราต้องปรับแนวคิด จากการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดบนเวทีโลกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน"

ภาพประกอบ : Bernd Dittrich/unsplash

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...