จักรภพ VS จิรายุ กลใต้ดิน-เกมชิงเก้าอี้ 'โฆษกรัฐบาล'
กลายเป็นสงครามชิงโทรโข่งทำเนียบรัฐบาล
เมื่อ จักรภพ เพ็ญแข อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในยุคปลายรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊กต่อเนื่องหลายวัน ถึงการเข้ามานั่งเก้าอี้ “โฆษกรัฐบาล” หรือชื่อตำแหน่งเต็ม ๆ ว่า “โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี”
ทั้งที่เจ้าของตำแหน่งโฆษกรัฐบาลคนปัจจุบันยังทำหน้าที่อยู่ คือ จิรายุ ห่วงทรัพย์
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม ปรากฏข่าวว่า “จักรภพ” จะมานั่งเก้าอี้โฆษกรัฐบาล
ต่อเนื่องด้วยเสาร์-อาทิตย์ มีรายงานข่าวว่ามีการส่งทีมงานไปดูห้องทำงานที่ตึกบัญชาการ 2 ทำเนียบรัฐบาล
แต่ยังไม่มีข่าวตอบโต้มาจากฝ่ายที่กำลังถูกชิงเก้าอี้
“จิรายุ” ใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 กรกฎาคม “จิรายุ” ยังคงปรากฏตัวในฐานะโฆษกรัฐบาล เดินเป็นวอลเปเปอร์ข้างหลัง “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม
เมื่อ “จิรายุ” พบปะสื่อมวลชน เขาพูดประโยคเดียวกันกับทุกคนที่ถามความจริงว่า “มารยาททางการเมือง เมื่อคนปัจจุบันยังอยู่ไม่ควรทำอย่างนี้”
หลังจากแถลงข่าวมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของคณะโฆษกรัฐบาล “จิรายุ” รีบเดินลงจากโพเดียมในตึกนารีสโมสร ซึ่งเป็นสถานที่แถลงข่าวของโฆษกรัฐบาลมานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯ
มีรายงานว่า นายกฯแพทองธาร ที่ควบ รมว.วัฒนธรรม ได้เรียก “จิรายุ” ไปเคลียร์ใจถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว และจากนั้น “จิรายุ” ก็ยังทำหน้าที่เป็นปกติ
ยังทำหน้าที่ประสานกับส่วนราชการ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ที่พรรคเพื่อไทยเพิ่งยึดมาจากพรรคภูมิใจไทย “จิรายุ” ยังได้รับมอบหมายจาก “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ให้จิรายุประสานกับทีมสารนิเทศมหาดไทย ดึงผลงานจากเพจไทยคู่ฟ้าไปโปรโมตเป็นผลงานรัฐบาล
ขณะที่ “จักรภพ” ใช้ช่องทางการสื่อสารทางโซเชียลมีเดีย
เช่น วันที่ 8 กรกฎาคม เขาโพสต์ว่า “ในเวลาที่หลายคนคิดหวงเก้าอี้เราต้องเปลี่ยนแนวความคิดเอาประเทศชาติบ้านเมืองให้รอดก่อน ลดความขัดแย้ง สร้างนโยบายที่เป็นประโยชน์สูงสุด พูดง่าย ๆ คือคิดให้สูงกว่าตัวเอง” พร้อมคลิปให้สัมภาษณ์สื่อว่าได้รับการทาบทามเป็นโฆษกรัฐบาล
วันที่ 10 กรกฎาคม เขาโพสต์ว่า เตรียมเอกสารกรอกประวัติ โฆษกรัฐบาล คุณจักรภพ เพ็ญแข ปริญญาตรี รัฐศาสตร์จุฬาฯ ปริญญาโท Johns Hopkins University
วันที่ 11 กรกฎาคม จักรภพ ลงมือกรอกประวัติ ส่งไปยัง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
และยังปรากฏตัวที่บ้านพิษณุโลก เข้าร่วมประชุม “ทีมไทยแลนด์” แก้ปัญหาภาษีทรัมป์ ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์” ที่ถูกเชิญให้ร่วมประชุม
“ท่าน” ขอร้องให้ช่วย
จักรภพกล่าวว่าเป็น (โฆษกรัฐบาล) หรือไม่เป็นไม่สำคัญ ที่มาช่วยรัฐบาล เพราะมีผู้ใหญ่ขอให้มารับ แต่ขอไม่บอกว่าเป็นใคร ที่มาเพราะท่านขอร้องให้มาช่วย เคยเป็นโฆษกรัฐบาลมาตั้งนานแล้ว จะกลับมาตำแหน่งเดิมอีกทำไม
ดังนั้น การที่มาเป็นโฆษกไม่ใช่ความต้องการ แต่พร้อมที่จะช่วย ดังนั้น ใครก็ตามที่นึกว่าแก่งแย่งแข่งขันไม่มี อยากเป็นเป็นเลย ไม่สน ไปบอกผู้ใหญ่แล้วกันว่าอยากเป็นต่อ เอาเลย
แต่ “จิรายุ” ยังได้รับการมอบหมายงานประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาล ภาพที่ออกมาดูอิหลักอิเหลื่อ ?
จักรภพตอบว่า ”เสียเวลากับเรื่องพวกนี้ ไม่ควรจะเป็นภาพอย่างนี้ พี่ไม่ต้องการแก่งแย่งแข่งขันทั้งสิ้น ถ้าไม่ต้องการให้ทำหน้าที่ก็ทำหน้าที่ในฐานะประชาชนทั่วไป ไม่มีตำแหน่งก็ทำอยู่แล้ว“
เคลียร์คดีหมดแล้ว
กับข้อกล่าวหา-ชนักติดหลังเรื่องคดีความ ทั้งข้อหาร่วมกันมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิด ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเป็น อั้งยี่ และคดีหนีหมายเรียก คสช.
จักรภพบอกว่า “คดีสิ้นสุดแล้ว อัยการสั่งไม่ฟ้องหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นไม่ยอมรับตำแหน่งทางการเมืองหรอก ประกันตัวก็ไม่เอา ไม่สง่างาม ต้องสง่างามเท่านั้น”
“เข้าใจว่า เรื่องคดีจะไม่เป็นปัญหาเรื่องจริยธรรม เพราะเมื่อไม่มีคดีก็หมดปัญหาพวกนี้ไป”
ตำนานตึกนารีฯ ที่ทำงานโฆษกรัฐบาล
“ตึกนารีสโมสร” ที่ใช้เป็นสถานที่แถลงข่าวของรัฐบาลมากว่า 20 ปี ตั้งแต่ยุค “พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ” เป็นนายกฯ ซึ่งจะถูกปรับให้เป็นที่รับรองแขกวีไอพีของบรรดาบิ๊ก ๆ รองนายกฯ ยุค คสช.
ทั้งที่ตึกนารีสโมสรแห่งนี้ได้ปั้นคนการเมืองตั้งแต่ชื่อชั้นยังไม่อยู่แถวหน้า เป็นแค่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เรียกกันทั่วไปว่า “โฆษกรัฐบาล” จนไต่เพดานการเมืองขึ้นเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายคน
เช่น “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” อดีต รมว.คลัง เป็นโฆษกในยุค พล.อ.ชาติชาย “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” อดีต รมว.เกษตรฯ ในยุคที่บรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกฯ “วราเทพ รัตนากร” อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งตอนนั้น “วราเทพ” ยังสังกัดอยู่ในพรรคความหวังใหม่ โดยเป็นโฆษกรัฐบาลในยุค พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
“น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโฆษกในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมถึง “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่พลิกบทจากผู้นำม็อบข้างถนน สวมสูทนั่งเก้าอี้โฆษกในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และได้รับการแต่งตัวเป็น รมช.เกษตรฯ และ รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ที่ยิ่งกว่ารัฐมนตรีคือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ซึ่งเป็นโฆษกรัฐบาลในยุค นายกฯชวน ต่อมาได้เป็นถึงนายกฯ คนที่ 27
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักเลขาธิการนายกฯ ได้จารึกตำนาน “ตึกนารีสโมสร” ไว้ว่า เป็นตึกที่อยู่หลังตึกไทยคู่ฟ้า อยู่ในบริเวณบ้านนรสิงห์ สร้างในสมัยเดียวกัน เป็นตึกชั้นเดียว ตั้งอยู่ต้นทางคูน้ำ ค่อนไปด้านทิศใต้ คูน้ำดังกล่าวปลูกบัวสายสีแดง ที่เรียกกันว่า “สระบัว”
ลักษณะสถาปัตยกรรมของตึกเป็นแบบตะวันตก ส่วนใหญ่ยังคงสภาพเดิมอยู่ มีเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย ห้องโถงทางด้านสระบัวเดิมเป็นศาลาท่าน้ำ ไม่มีผนัง แต่ได้มากั้นเป็นห้องทำงานของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ในสมัย “พลเอกเจ้าพระยารามราฆพ” ผู้เป็นเจ้าของบ้าน ตั้งชื่อตึกนี้ว่า “ตึกพระขรรค์” คงจะถือเอานิมิตว่าท่านเคยเป็นมหาดเล็กผู้เชิญพระแสงขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านเคยใช้ตึกหลังนี้เป็นที่ตั้งศพพี่สาว คือ ท้าวอินทรสุริยา (ม.ล.เชื้อ พึ่งบุญ) หลังจากนำไปรับพระราชทานเพลิงศพที่วัดเทพศิรินทราวาสแล้ว ท่านจึงใช้เป็นสถานที่พักตัวละครและสถานที่แต่งตัวละคร
ต่อมาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงที่ญี่ปุ่นกรีธาทัพผ่านไทย “พลเอกเจ้าพระยารามราฆพ” เห็นว่าการดูแลบ้านนรสิงห์กว้างขวางเป็นภาระ ประกอบกับเกรงว่าญี่ปุ่นจะมาบังคับขายให้ในราคาถูกเพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งกองบัญชาการ จึงขายให้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผ่านทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่มี จอมพลเผ่า ศรียานนท์ ดูแลอยู่เป็นผู้ซื้อและให้รัฐบาลยืมใช้สถานที่
เมื่อจอมพล ป. เข้ามาดูแลบ้านนรสิงห์ ก็เปลี่ยนชื่อให้เป็นทำเนียบสามัคคีชัย พร้อมเปลี่ยนชื่อ “ตึกพระขรรค์” มาเป็น “ตีกนารีสโมสร” เพื่อให้ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภริยา ใช้เป็นสถานที่ประชุมและดำเนินกิจกรรมในส่วนที่ท่านผู้หญิงรับผิดชอบอยู่
ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ใช้ตึกนี้บริหารงานสำคัญ ๆ เสมอ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ตึกบริหาร”
ขณะที่ข้อมูลจากปลายปากกาของ “วิษณุ เครืองาม” ในหนังสือ “โลกนี้คือละคร” ได้เล่าว่า ในรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ยามตกดึกเวลาเงียบสงัดมักได้ยินเสียงขิมลอยมาจากตึกนารีสโมสร ผู้คนเดาว่าตึกนี้สมัยชื่อตึกพระขรรค์ ท่านเจ้าพระยาเจ้าของบ้านเคยใช้ซ้อมละคร ดังนั้น มาวันนี้คงมีวิญญาณนางละครล่องลอยอยู่
“พอได้ยินอย่างนี้ก็ขนหัวลุก พวกเวรยามพากันหลบ ๆ แอบ ๆ ไม่กล้าเดินเวรดึก ๆ ดื่น ๆ ความมาแตกภายหลังว่า คุณลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกรัฐบาลสมัยอานันท์ 1 นั่นเอง ที่มานั่งตีขิมหลังทำงานเสร็จตอนดึก ๆ คุณลดาวัลลิ์เลยถูกเรียกว่า เจ้าแม่ตึกนารี มานับแต่นั้น” โดยในเวลาต่อมา “ลัดดาวัลลิ์” ก็ได้เป็น รมช.แรงงานและสวัสดิการสังคม ในยุครัฐบาลทักษิณ ด้วย
แต่เรื่องราวของ “จิรายุ กับ จักรภพ” ยังไม่จบ ในช่วงเวลาที่เกิดเรื่อง ทั้งคู่ได้โทรศัพท์เคลียร์กันแล้ว 1 ครั้ง
แต่ใครจะมานั่งเบอร์ 1 ตึกนารีสโมสร อยู่ที่การจดปากกาของรักษาราชการแทนนายกฯ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จักรภพ VS จิรายุ กลใต้ดิน-เกมชิงเก้าอี้ ‘โฆษกรัฐบาล’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net