โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ปตท.ชี้ CCS ความหวังลดก๊าซเรือกระจก ชงรัฐแก้กฏหมายเอื้อสำรวจ-ลงทุน

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 14.51 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 07.51 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพฯ 15 ก.ค. – ปตท.ชี้ทั่วโลกยังมุ่งสู่ net zero โดย CCS คือความหวังลดก๊าซเรือกระจกของไทย ขอรัฐเร่งแก้กฏหมายเอื้อสำรวจ-ลงทุน ประเมินอีก 5 ปีข้างหน้าทั่วโลกเกิดโครงการ CCS กว่า 500 แหล่ง

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวย้ำบทบาทของ บริษัท ปตท. ในเวที Bussiness forum Decode 2025 The Mid-Year Signal ถอดสัญญาณเศรษฐกิจโลก พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ว่า ทิศทางของพลังงานโลกต้องสร้างสมดุลในสามเรื่องประกอบด้วยความมั่นคงทางพลังงาน ความยั่งยืน และการมีพลังงานที่ราคาเหมาะสม แม้ว่าสหรัฐจะถอยเรื่อง net zero แต่บริษัทพลังงานในระดับโลก ยังเห็นตรงกันที่จะเดินหน้าไปสู่ net zero อาจจะช้าบ้างเร็วบ้างแต่ก็ต้องทำ

ในอีก 20-30 ปี จะเห็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึง 20% เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนยังมีข้อจำกัด ทั้งโลาร์ น้ำ และลม การเติบโตของพลังงานหมุนเวียนสูงขึ้น มีการใช้ถ่านหินลดลง ส่วนน้ำมันจะยังลดลงไม่มาก และคาดว่าในปี 2050 สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติทั่วโลกจะเท่าเดิมหรืออาจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะถือว่าเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดที่สุด ซึ่งบริษัทพลังงานแห่งชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นตรงกันว่าก๊าซธรรมชาติเป็น Destination fuel ของโลก

นอกจากการผลิตก๊าซได้เอง ไทยก็ต้องมีการนำเข้าในรูปแบบ LNG เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน จะเห็นว่าสงครามต่างๆที่เกิดขึ้นกว่า 80% มาจากความต้องการคอนโทรลแหล่งก๊าซและน้ำมัน ขณะเดียวกันเรื่องของการลดภาวะโลกร้อนก็เป็นสิ่งที่เราเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสามารถทำได้หลายแนวทาง ทั้งการประหยัดพลังงาน การนำพลังงานสะอาดขึ้นมาใช้ การปลูกป่า รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ทั่วโลกมีการใช้เทคโนโลยี CCS อย่างกว้างขวาง โดย ในสหรัฐอเมริกามีอยู่กว่า 100 แห่ง ส่วนในยุโรปกำลังเริ่มดำเนินการ และในอีก 5 ปีข้างหน้าคาดว่าทั่วโลกจะมี CCS กว่า 500 แห่ง นั่นหมายความว่าเราจะสามารถใช้พลังงานต้นทุนต่ำควบคู่กับการลดปริมาณคาร์บอนไปด้วย และอีกตัวหนึ่งที่สำคัญที่ถูกพัฒนาคือไฮโดรเจน พลังงานสะอาดที่ช่วยลดคาร์บอนได้ดีแต่ก็ยังมีราคาสูงอยู่ หลายประเทศมีการพัฒนาไฮโดรเจนที่หลากหลายทั้งบลูไฮโดรเจน และกรีนไฮโดรเจนแต่ราคาก็ยังสูง

ในส่วนของไทย ด้วยนโยบายของกระทรวงพลังงานที่มีการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องแสงแดด ลม น้ำ และราคายังสูง ส่วนค่าไฟถูกหรือค่าไฟแพงขึ้นกับการส่งเสริมให้ใช้พลังงานหมุนเวียนมาก เพราะส่วนหนึ่งก็ต้องได้รับการอุดหนุนและต้องถูกนำไปเพิ่มในค่าไฟ ดังนั้นค่าไฟในแต่ละประเทศที่ไม่เท่ากันก็เนื่องมาจากการส่งเสริมที่แตกต่างกัน

ไทยมีก๊าซธรรมชาติ เยอะที่สุด และมีคุณภาพดี มีราคาต้นทุนไม่แพง แต่ก็ต้องนำเข้า LNG มาเสริม ซึ่งราคาผันผวน ดังนั้นไทยจึงควรส่งเสริมการสำรวจแหล่งผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ๆ ซึ่งแม้ว่าแหล่งใหม่ๆของประเทศไทยจะแพงขึ้น เพราะหลุมก๊าซเล็กลงและอยู่ลึกขึ้นแต่เมื่อเทียบกับการนำเข้า LNG ซึ่งมีราคาแพงกว่าดังนั้น จึงควรผลิตในประเทศให้มากที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องลดคาร์บอนลดก๊าซเรือนกระจก ทั้งการนำไฮโดรเจนมาใช้ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี CCS ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ และการ Decarbonization ซึ่งปตท.ร่วมกับภาครัฐทำการศึกษา

เนื่องจาก CCS สามารถเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ได้ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี แต่ก็ต้องใช้เวลาพัฒนานาน และที่สำคัญคือการมีกฏหมาย การอนุญาตจากภาครัฐ เช่น การสำรวจ การลงทุน ซึ่ง CCS จะเป็นอนาคตที่สำคัญ ซึ่งกลุ่ม ปตท.ได้เริ่มทำแล้วโดยช่วงแรกได้ร่วมลงทุนในต่างประเทศก่อน เพื่อศึกษาเทคโนโลยีต่างๆ โดยในประเทศไทยมองว่าสามารถนำคาร์บอนมาเก็บในอ่าวไทย โดยมี 2 ทางเลือกคือ เก็บในหลุมก๊าซเก่า และชั้นหินใต้ทะเลแต่ก็ต้องสำรวจก่อนและนอกจาก CCS ปตท.ยังศึกษาไฮโดรเจนด้วย แต่จะใช้ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่. -517-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...