โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

‘ดอกไม้กินได้’ ตรวจพบสารเคมีตกค้างเกือบ 60 % โดยเฉพาะในดอกยอดฮิต

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 20 ก.ค. 2568 เวลา 21.36 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2568 เวลา 05.36 น.

ดอกไม้ ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความสวยงาม กลิ่นหอม หรือสื่อแทนความรู้สึกอีกต่อไป แต่ในปัจจุบัน ดอกไม้หลายชนิดได้ก้าวข้ามบทบาทเดิมๆ เข้าสู่โลกของอาหาร กลายเป็น "ดอกไม้กินได้" (Edible Flowers) ที่เติมเต็มทั้งรสชาติ สีสัน และคุณประโยชน์ทางโภชนาการให้กับจานอาหารหลากหลายรูปแบบ จากเมนูคาวไปจนถึงของหวาน เครื่องดื่ม และแม้กระทั่งศิลปะบนจาน

แนวโน้มการเติบโตตลาดดอกไม้กินได้

รายงานวิจัยตลาดทั่วโลกชี้ให้เห็นว่าตลาดดอกไม้กินได้กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยอัตรา (CAGR) ที่สูงกว่า 10% สะท้อนแนวโน้มที่คล้ายกันในประเทศไทยที่กระแสอาหารเพื่อสุขภาพและความสวยงามบนจานได้รับความนิยม

และผู้ประกอบการบางรายที่สามารถนำดอกไม้กินได้เข้าสู่ตลาด Modern Trade และมีแผนที่จะส่งออกไปยังต่างประเทศ สะท้อนถึงการเติบโตเชิงพาณิชย์และมูลค่าที่เพิ่มขึ้น แม้จะไม่มีตัวเลขมูลค่าตลาดดอกไม้กินได้ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

แต่จากข้อมูลและแนวโน้มต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า ตลาดนี้เป็นตลาดเฉพาะ (niche market) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ และได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาต่อยอด

ดอกไม้กินได้พบสารเคมีตกค้าง

เมื่อได้รับความนิยมบริโภคมากขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีการตรวจสอบการตกค้างของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บหรืออันตรายกับผู้บริโภค เช่นเดียวกับที่มีการเฝ้าระวังในผักและผลไม้

ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 33 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภายใต้แนวคิด Transforming Healthcare through Modern Medical Sciences ปฏิรูปการดูแลสุขภาพผ่านวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ ที่ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานีเมื่อเร็วๆนี้

มีการนำเสนอเรื่อง “สำรวจติดตามสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้างในพืชดอกและดอกไม้ที่บริโภคได้ในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2567” ของรัติยากร ศรีโคตร สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ , พรรคพล ชะพลพรรค ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย, ศศิธร ศุกรีฑา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา, อาสีนะ ยามาเจริญ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา, อัญชุลี เพ็งสุข ศูนย์วิทยาศาสตรัการแพทย์ที่ 6 ชลบุรี และคณะ

ระบุว่า การเฝ้าระวังการตกค้างของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในผักและผลไม้ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แต่ยังไม่มีข้อมูลการตกค้างในพืชดอกและดอกไม้สำหรับบริโภค (edible Flowers) ซึ่งอาจมีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

เพื่อให้ทราบสถานการณ์การตกค้างและสื่อสารความเสี่ยงให้กับผู้บริโภค จึงได้จัดทำโครงการบูรณาการระหว่างสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร และ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 15 แห่ง โดยมีขอบข่ายการตรวจวิเคราะห์สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช 132 ชนิด พาราควอต และไกลโฟเซต

พบในดอกมะลิมากที่สุด

เก็บตัวอย่างจากแหล่งกระจายสินค้า/แหล่งปลูก จาก 13 เขตสุขภาพทั่วทุกภาคในประเทศรวมทั้งสิ้น 192 ตัวอย่าง ผลการตรวจวิเคราะห์ไม่พบการตกค้างจำนวน 77 ตัวอย่าง คิดเป็น 40.1 % และพบสารตกค้าง จำนวน 115 ตัวอย่าง คิดเป็น 59.9 % ได้แก่

  • ดอกมะลิ 46 ตัวอย่าง คิดเป็น 24 %
  • ดอกกุหลาบ 43 ตัวอย่าง คิดเป็น 22.4 %
  • ดอกแค 16 ตัวอย่าง คิดเป็น 8.3 %
  • ดอกโสน 8 ตัวอย่าง คิดเป็น 4.2 %
  • และดอกขจร 2 ตัวอย่าง คิดเป็น 1 %

พบสาร 33 ชนิดจัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์

ตรวจพบสารทั้งสิ้น 33 ชนิด ปริมาณในช่วง 0.01-6.20 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตัวอย่างที่ตรวจพบจัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522

ดังนั้น ภาครัฐควรมีแผนในการกำกับดูแล เฝ้าระวัง และตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน โดยการกำหนดมาตรฐานปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (Maximum Residue Limit) เพิ่มเติม และมีการเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องจะทำให้เห็นแนวโน้มสถานการณ์ของประเทศไทย

เขต 9 พบในกุหลาบมากที่สุด

เฉพาะในส่วน “การเฝ้าระวังสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืซตกค้างในพืชดอกและดอกไม้ที่บริโภคได้ ในเขตสุขภาพที่ 9” ดำเนินการโดย ผุสรัตน์ เสตพันธ์ และศศิธร สุกรีฑา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา นำเสนอว่า ในปีงบประมาณ 2567 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา ได้เก็บตัวอย่างพืชดอกและดอกไม้ที่บริโภคได้ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ 4 จังหวัด จำนวน 18 ตัวอย่าง ได้แก่ ดอกกุหลาบ ดอกแค ดอกโสน และดอกขจร จำนวน 12, 3, 2 และ 1 ตัวอย่าง ตามลำดับ เพื่อตรวจหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช 132 ชนิด

ผลการตรวจวิเคราะห์เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 387 พ.ศ. 2560 จำแนกตามชนิดของตัวอย่างทั้ง 4 ชนิด คือ

  • ดอกกุหลาบ 12 ตัวอย่าง ตรวจพบ 9 ตัวอย่าง คิดเป็น 75 %
  • ดอกแค 3 ตัวอย่าง ตรวจพบ 1 ตัวอย่าง คิดเป็น 33.3 %
  • และตรวจไม่พบในดอกขจรและดอกโสน

สำหรับชนิดของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ตรวจพบในกุหลาบมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือคลอร์ฟีนาเพอร์ (chlorfenapyr) คาร์เบนดาซิม (carbendazim) คาร์บาริล (carbaryl) และตรวจพบการแพร่กระจายของสาร อีไทออน( ethion) ,ฟิโพรนิล (fipronil) และไตรอะโซฟอส (triazophos) ชนิดละ 1 ตัวอย่าง ส่วนดอกแคตรวจพบสาร คาร์โบฟูแรน (carbofuran) เพียงชนิดเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...