คนโปรดของหมอจิณณ์ (เปิดจองเล่ม)
ข้อมูลเบื้องต้น
คนโปรดของหมอจิณณ์
จิณณ์ x จรัสรัก
เปิดจองนิยายเล่มทำมือ ‘คนโปรดของหมอจิณณ์’
Pre-Order วันนี้ - 30 มิถุนายน 2568
ราคาเล่มละ 390 บาท ส่งฟรี!!
ส่งของภายในเดือน กรกฎาคม 2568 (ถ้าพิมพ์เสร็จเร็ว ส่งเร็วค่ะ)
ความหนา : 460 หน้า
ความยาว : 136,000 คำ (นับโดย Word)
แถมฟรี ที่คั่น+โปสการ์ด
สั่งซื้อ/สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ :
Fanpage : นามปากกา สามินี
https://www.facebook.com/JsjoyWriter
Facebook : สามิ นี
https://www.facebook.com/peach.sspc.7/
คำโปรย
‘ห้ามท้อง’ คือกฎเหล็กของการเป็น ‘เด็กหมอจิณณ์’ เพราะถ้าพลาดขึ้นมา…ทางเดียวที่เขามีให้คือต้อง ‘เอาออก’ เท่านั้น
ตัวอย่างนิด ๆ
"คุณดูแลลีฟได้ไหมคะ”
เจ้าของนัยน์ตาคมกริบตวัดกลับมามองแทบจะทันทีที่ได้ยิน จิณณ์คิดว่าตนเองได้ยินชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เลือกที่จะถามซ้ำ “คุณพูดว่ายังไงนะ”
“ลีฟขอให้คุณ…เอ่อ…ดูแลลีฟได้ไหมคะ”
“หมายถึง ?”
“ให้ลีฟเป็นเด็กของคุณ” พูดจบจรัสรักก็หลบดวงตาคมซึ่งเอาแต่จ้องเขม็งมาที่เธออีกครั้ง
“ไหนคุณบอกว่าจะไม่มีปัญหาทีหลัง”
“ลีฟก็แค่ถามดูเฉย ๆ ค่ะ เผื่อคุณจะสนใจ แต่ถ้าไม่สนใจก็ไม่เป็นไรค่ะ” จรัสรักรีบอธิบายเพราะกลัวเขาจะเข้าใจผิด หากในใจก็อดรู้สึกเศร้าไม่น้อยที่เขาไม่สนใจ แต่คงโทษใครไม่ได้ คงเป็นเพราะเธอบริการเขาไม่ดีเอง “ไม่มีอะไรแล้วค่ะ คุณกลับไปได้เลย ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ใช้บริการลีฟในคืนนี้”
ทว่ากลับเป็นจิณณ์เองที่ไม่ยอมขยับไปไหน เขายังยืนอยู่ที่เดิมและตั้งคำถามใส่เธออย่างคาใจ “ทำไมคุณถึงอยากมาเป็นเด็กของผม”
“เพราะคุณดูเป็นคนอ่อนโยน เอาใจใส่ ลีฟเลยคิดว่าคุณน่าจะ…ดูแล…ดี”
“อย่างแรกที่คุณควรรู้ ผมไม่ชอบคนโกหก”
“ขอโทษค่ะ…”
เขาเงียบไปคล้ายกำลังตัดสินใจ ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้น “แล้วผมจะได้อะไร”
.
#มี E-Book แล้วนะคะ
บทนำ
สวัสดีค่า นักอ่านที่รักทุกท่าน รอบนี้ไรต์หายไปไม่นานมาก (แค่ 4 เดือนเอ๊งง) กลับมาก็มีนิยายเรื่องใหม่มาเสิร์ฟอีกเช่นเคย ยังไงไรต์ก็ขอฝากนิยายเรื่อง ‘คนโปรดของหมอจิณณ์’ ด้วยนะคะ เป็นแนวดราม่าชีวิตหน่อย ๆ พอได้กระตุ้นต่อมความรู้สึกเพื่อให้รู้ว่าคนอ่านก็มีหัวใจ 55555
เอาละ ไรต์จะไม่สปอยล์เยอะ แต่จะเริ่มอัปให้อ่านกันเลย วอนนักอ่านทุกท่านอย่าลืมกดเข้าชั้นและกดหัวใจ เพื่อให้กำลังใจไรต์ด้วยน้า
บทที่ 1
“แน่ใจนะว่าจะทำแบบนี้จริง ๆ เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ”
ประโยคคำถามจากเพื่อนสนิทช่วยดึงสติหญิงสาวที่กำลังนั่งเหม่อ ใจดวงน้อยลอยออกไปไกลแสนไกล ด้วยไม่มั่นใจทางเลือกที่ตนตัดสินใจกำลังจะทำในคืนนี้
จรัสรักก้มมองมือตัวเองซึ่งบีบประสานกันอยู่บนหน้าตัก เธอไม่อยากเลือกเส้นทางนี้ เพียงแต่ภาระที่แบกอยู่บนบ่าเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต หากใจฝ่อและถอนตัวตอนนี้ หนึ่งในสามชีวิตที่เธอดูแลอยู่คงมีอันเป็นไป
เธอถอยตอนนี้ไม่ได้แล้ว
“ฉันจะทำ” แม้ปากจะยืนยันอย่างนั้น หากแววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ไม่มั่นคงเอาเสียเลย แน่นอนว่าเพื่อนสนิทอย่างศศิตาจับความรู้สึกนั้นได้
“ฉันไม่น่าแนะนำให้แกเลย ไม่คิดว่าแกจะทำจริง ๆ” คนที่เลือกเดินถนนสายนี้ตั้งแต่อายุสิบเจ็ดปีเอ่ยอย่างหนักอกหนักใจ “แต่แกต้องรู้ไว้นะรัก ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีได้เจอคนดี ๆ บางคนได้เจอคนแย่ ๆ ไม่ให้เกียรติเรา พูดจาดูถูกเราสารพัด และคนพวกนี้มันไม่คิดถนอมเราเลยสักนิด”
“แต่พวกเขามีเงิน” ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เธอต้องการ
“ใช่ แขกที่จะเข้ามาเที่ยวที่ร้านได้ต้องมีเงินประมาณหนึ่ง ออฟเด็กออกไปแต่ละทีก็จ่ายเป็นหมื่นอะ ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่มีเงินใช้คล่องมือขนาดนี้หรอก” ศศิตารู้สึกเป็นกังวล ไม่อยากให้เพื่อนเจอแบบที่ตนเคยเจอ จึงลองโน้มน้าวให้เพื่อนเปลี่ยนใจอีกรอบ “รัก จริง ๆ แล้วแกยืมเงินฉันอีกก็ได้นะ ฉันพอมีเหลือเก็บอยู่บ้าง ไม่ได้รีบใช้อะไร แกเอาเงินส่วนนี้ของฉันไปใช้ก่อน มีเมื่อไรก็ค่อยคืน”
จรัสรักส่ายหน้าปฏิเสธทันที เธอรับความช่วยเหลือจากศศิตาไม่ได้อีกแล้ว “อันเก่าสองแสนห้ายังไม่ได้คืนเลย อีกอย่างรอบนี้ดอกมันเพิ่มพูนเยอะกว่ารอบที่แล้ว ถ้ายืมแกอีกก็ไม่รู้จะมีปัญญาหามาคืนไหม แต่ถ้าฉันทำงานนี้ แป๊บเดียวก็คงใช้หนี้หมด รวมถึงหนี้ของแกด้วย”
“งั้นเอาอย่างงี้ไหมล่ะ” ศศิตาผุดไอเดียหนึ่งขึ้นมา “แขกคนแรกของแก ถ้าเขาใจดีหรือรวยมาก ๆ แกลองขอให้เขาเลี้ยงดู คิดค่าตัวเป็นรายเดือน ดีไม่ดีเขาอาจจะเช่าคอนโดดี ๆ ให้แกอยู่ด้วย แกจะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา ถ้าเขายอมเลี้ยงแกอย่างน้อย ๆ แกก็ไม่ต้องรับแขกหลายคนให้เปลืองตัว”
“หมายถึงเป็นเด็กเสี่ยน่ะเหรอ”
“อื้อ ประมาณนั้นแหละ”
“คนที่ทำงานที่นี่มีคนเลี้ยงเยอะไหม”
“ก็เยอะนะ ถ้าบริการถึงใจ แขกก็จะยื่นข้อเสนอมาให้เอง ก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะโอเคไหม บางคนก็ได้ดิบได้ดีเป็นคุณนายไปเลย”
“แล้วตอนที่แกมีเสี่ยเลี้ยงตอนนั้น แกได้เดือนเท่าไร” จรัสรักของถามเป็นแนวทาง เพราะที่เพื่อนเสนอมาก็ฟังดูน่าสนใจ คงเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เธอรู้สึกผิดกับตัวเองน้อยที่สุด
“ตอนนั้นฉันได้เดือนละสี่หมื่นบาท เสี่ยเช่าคอนโดให้อยู่เพื่อความสะดวกในการไปหา แต่ก็ไม่ได้หรูหราอะไร แล้วก็มีค่าชอปปิงจิปาถะอีกหมื่นสองหมื่นแล้วแต่เดือน” เรียกได้ว่าศศิตามีประสบการณ์มาแล้วทุกรูปแบบ บางคนได้เจอคนดี ๆ ก็โชคดีไป แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่ได้ดวงดีขนาดนั้น “แต่อะไรแบบนี้มันก็ไม่ได้ยั่งยืนหรอกนะ บางคนมีเมียอยู่แล้ว แล้วเมียจับได้ บุกมาเอาเรื่องถึงคอนโดถึงที่ทำงาน บางรายถึงขั้นฟ้องร้องกันก็มี หรืออาจจะเป็นเสี่ยที่เบื่อและขอยุติเองเหมือนกรณีของฉัน”
“ที่แกต้องย้ายกลับมาเช่าหออยู่น่ะเหรอ”
“ใช่ จริง ๆ ฉันจะอยู่คอนโดนั้นต่อก็ได้นะ แต่ฉันต้องจ่ายเอง ก็พอจ่ายไหวแหละ แต่มันเสียดายเงินอะ เลยย้ายออกมาหาห้องถูก ๆ อยู่ดีกว่า สุดท้ายก็ไปนอนโรงแรมเหมือนเดิม” ด้วยอัตคัดขัดสนมาตั้งแต่เด็ก ศศิตาจึงมีนิสัยมัธยัสถ์ ไม่ใช้เงินไปกับอะไรที่ฟุ่มเฟือย ประหยัดได้ก็ประหยัด เพราะอย่างนั้นถึงเป็นเพื่อนกับจรัสรักได้ ว่าเธอขี้เหนียวแล้ว เพื่อนของเธอคนนี้ยิ่งกว่าอีก “นั่นแหละ อะไรก็ไม่แน่ไม่นอน หลายคนที่เหมือนจะไปได้ดีนะ สุดท้ายซมซานกลับมาทำงานที่นี่อีกก็มีเยอะ เหมือนฉันนี่ไง”
จรัสรักรับฟังพร้อมภาวนาในใจ คืนแรกของเธอ ขออย่าให้โชคชะตาใจร้ายกับเธอนักเลย
“เอ้า! มานั่งคุยอะไรกันอยู่นี่ แต่งหน้าแต่งตัวเสร็จแล้วก็ออกไปนั่งข้างนอก แขกเริ่มมากันเยอะแล้ว ออกไปรับแขกได้แล้ว ไป!” น้ำเสียงแหลมกระโชกของสาวใหญ่ซึ่งเป็นผู้ดูแลคลับแห่งนี้ดังขึ้น สาว ๆ ที่นั่งตามมุมห้องแต่งตัวต่างรีบกระวีกระวาดแยกย้ายกันออกไป เพราะคงไม่สนุกนักหาก ‘เจ๊ระเบียบ’ ได้ปรี๊ดแตกขึ้นมา “อีซิสซี่ เสี่ยอ๋องถามหามึง ออกไปนั่งกับเสี่ยเลยนะ ไม่ต้องไปนั่งรวมกับเพื่อน”
“ได้ค่าเจ๊” ศศิตารับคำสั่ง ‘ซิสซี่’ คือชื่อสำหรับใช้รับแขกของเธอเอง กำลังจะจูงมือเพื่อนเดินออกไป แต่ก็ต้องหยุดชะงัก
“เดี๋ยวก่อน” เจ๊ระเบียบปรายตามองเด็กใหม่ในชุดเดรสสายเดี่ยวสั้นเสมอหูสีเงินประกายวิบวับอย่างสำรวจ สีหน้าและแววตาฉายความพึงพอใจอย่างชัดเจน “อืม พอแต่งตัวแต่งหน้าแบบนี้ค่อยดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อย ไม่ใช่แต่งเหมือนวันที่มาสมัครงาน อย่างกับผีเดินได้”
จรัสรักได้แต่ก้มหน้าที่ถูกฉาบด้วยเครื่องสำอางไม่รู้กี่อย่างต่อกี่อย่าง มันหนาจนเธอรู้สึกหนักหน้าไปหมด มือบางดึงชายกระโปรงลงเล็กน้อยเพราะไม่ชินกับการสวมชุดเปิดเผยแบบนี้ ทว่าท่าทางนั้นกลับขัดใจคนมองยิ่งนัก
“เอ้า! กูชมว่าสวยขนาดนี้แล้วยังจะมาก้มหน้างุด เก้ง ๆ กัง ๆ แบบนี้อีก คิดจะทำงานนี้มันต้องมีความมั่นใจ ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ก็ถอนตัวไปซะตั้งแต่ตอนนี้ อย่ามาทำเป็นหวงเนื้อหวงตัวแถวนี้ เห็นแล้วขัดหูขัดตา ดีไม่ดีทำเสียชื่อร้านกูอีก”
“เอ่อ เจ๊ เพื่อนหนูมันแค่ยังไม่ชินน่ะ แต่หนูรับรองว่ามันจะไม่ทำให้ร้านเจ๊เสียชื่อแน่นอน หนูรับประกันเลย”
“ดี ถ้ามีลูกค้าคอมเพลนมานะ กูไม่เอาไว้ทั้งสองคนแน่” ระเบียบชี้นิ้วขู่
“งั้นพวกหนูสองคนขอออกไปหาแขกก่อนนะคะ”
“อีไอลีฟไม่ต้องไปนั่งรวมที่โซนหน้าร้านนะ ไปนั่งรอชั้นบนโซนวีไอพีเลย”
‘ไอลีฟ’ คือชื่อรับแขกของจรัสรักที่ศศิตาเป็นคนตั้งให้ เจ้าหล่อนบอกว่าชื่อ ‘รัก’ มันฟังดูซื่อและเรียบร้อยเกินไป ต้องใช้ชื่อที่มีความดัดจริตนิดหน่อย
“อ้าว ทำไมอะเจ๊”
“เด็กใหม่ก็ต้องมีอัปราคงราคากันบ้างสิโว้ย ยิ่งท่าทางหงิม ๆ แบบนี้นะผู้ชายมันยิ่งชอบ”
“แต่เมื่อกี้เจ๊เพิ่งด่าเพื่อนหนูไปเองนะ”
เจ๊ระเบียบยกมือเท้าเอว เตรียมเฉ่งเด็กในความดูแล “อีนี่! หัดฉลาดซะบ้าง ที่กูหมายถึงคือหงิม ๆ แบบมีจริตจะก้าน รู้จักออเซาะ รู้จักเล่นตัว ไม่ใช่หงิมแบบซื่อบื้อทำอะไรไม่เป็น แบบนั้นผู้ชายจะเบื่อเอา เข้าใจที่กูพูดไหมอีลีฟ”
“เอ่อ…ค่ะ เข้าใจค่ะ” จรัสรักพยักหน้าตอบพลางก้มหน้าหลบตา ก่อนจะรีบเงยหน้าขึ้นมาสบตาผู้พูด พยายามเรียกความมั่นใจให้ตนเอง ทั้งที่มันแทบไม่มีเลย
“เออดี เข้าใจก็ดี พากันออกไปได้แล้วไป” เจ๊ระเบียบพยักพเยิดหน้าไล่เด็กสาวทั้งสองคน สายตามองตามหลังเด็กใหม่ที่เพิ่งมาเริ่มงานคืนแรก ด้วยแววตาพึงพอใจในรูปร่างและหน้าตา ประเมินในใจไว้คร่าว ๆ ว่าควรเรียกค่าตัวเด็กคนนี้เท่าไรดีสำหรับครั้งแรก
แต่แล้วสาวใหญ่ก็พลันถอนหายใจพลางส่ายหน้าเบา ๆ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเห็นอกเห็นใจ เมื่อนึกถึงเหตุผลที่ทำให้เด็กสาวตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางนี้…
กูไม่เอา
กูไม่เอา
ศศิตาเดินมาส่งเพื่อนรักที่โซนแขกวีไอพีตามที่เจ๊ระเบียบบอก ก่อนจะแยกตัวออกไปหาเสี่ยงอ๋องซึ่งเป็นลูกค้าประจำของตน
จรัสรักทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาบุนวมตัวใหญ่ มองไปรอบ ๆ อย่างสำรวจด้วยใจหวั่นกลัว มือคอยดึงชายกระโปรงที่เอาแต่ร่นขึ้นอวดต้นขา สลับกับลูบต้นแขนเปลือยซึ่งกระทบกับความเย็นของเครื่องปรับอากาศจนขนอ่อนลุกชันไปทั่วทุกอณูผิว
“มาใหม่ใช่ปะมึงอะ”
ระหว่างนั่งรอก็มีสาวสวยคนหนึ่งเดินมานั่งด้วย เจ้าหล่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห้วนแข็งกระด้าง พลางลงมือชงเหล้าที่เด็กเสิร์ฟเพิ่งเอามาวางไว้
“ค่ะ”
“ชื่ออะไรล่ะ”
“ระ…ลีฟค่ะ ชื่อไอลีฟ” จรัสรักเกือบหลุดชื่อจริงของตัวเองไป เธอลอบมองสาวสวยที่น่าจะเป็นรุ่นพี่อย่างสำรวจ เจ้าหล่อนมีโครงหน้าสวย แต่งหน้าจัดจ้าน รูปร่างดี มีอก มีเอว สะโพกผาย ด้วยชุดที่รัดรูปทำให้มองเห็นสัดส่วนได้ชัดเจน เธอที่เป็นผู้หญิงเห็นแล้วยังนึกอิจฉา
“ฉันชื่อบิวตี้ หรือจะเรียกบิวเฉย ๆ ก็ได้” อีกฝ่ายแนะนำตัวเองง่าย ๆ “ผสมไร น้ำ โซดา หรือโค้ก”
“คือ หนูไม่ดื่มค่ะ”
“เฮ้ย จะบ้าเหรอ ทำงานแบบนี้แต่ไม่ดื่มเนี่ยนะ” บิวตี้ว่าขึ้นราวกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย “แล้วแบบนี้จะเชียร์แขกได้ยังไง เจ๊รู้ปะเนี่ยว่ามึงไม่ดื่ม”
“น่าจะยัง…ค่ะ” เพราะวันที่มาสัมภาษณ์ เจ๊ระเบียบไม่ได้ถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนเธอก็ไม่ได้บอก
อันที่จริงเธอดื่มแอลกอฮอล์เป็น เพียงแต่ถ้าเลือกได้จะไม่ดื่ม เพราะค่อนข้างคออ่อนมาก ถ้าเป็นเหล้าเพียว ๆ ดื่มแค่เพียงช็อตเดียวก็อาจจะภาพตัดไปเลย ส่วนเบียร์ดื่มได้มากสุดน่าจะแค่สองสามแก้วเท่านั้น
ยิ่งเลือกมาทำงานในที่อโคจรแบบนี้ จรัสรักจึงคิดว่าการไม่ดื่มเลยจะดีที่สุด
“ไม่ได้ ๆ มึงต้องหัดดื่มนะ แขกบางคนถ้ามึงไม่ดื่มเขาก็จะไม่ให้ติป แล้วก็อาจจะไม่ออฟออกไปด้วย เขามาเที่ยวที่นี่ก็เพราะมาหาเพื่อนกินเพื่อนดื่ม มึงจะมานั่งเฉย ๆ โดยไม่ดื่มไม่ได้” ว่าพร้อมจัดการชงเหล้าผสมโซดาและใส่โค้กปาดหน้านิดหน่อยพอให้มีรสหวาน จากนั้นก็เลื่อนไปตรงหน้าเด็กใหม่ ด้วยต้องการจะสอนวิชาโลกีย์101 ฉบับนังบิวตี้ที่ขึ้นท็อปดาวเด่นประจำร้านห้าเดือนซ้อน “ดื่มซะ”
“พี่ทำงานที่นี่มานานแล้วเหรอ” จรัสรักเลื่อนแก้วมาวางใกล้ตัวเอง แต่ยังไม่ยอมยกดื่ม เธอเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการชวนสาวรุ่นพี่คุย จากการแนะนำเมื่อครู่ แม้การพูดจาจะโผงผางไปบ้าง แต่เธอคิดว่าคนคนนี้น่าจะเป็นมิตรมากกว่าศัตรู ทำความรู้จักไว้ก็คงไม่เสียหาย
“ห้าหกปีได้ละ” บิวตี้ตอบด้วยความภาพภูมิใจกับอาชีพของตน ก่อนจะทำสีหน้าขึงขังเมื่อยายเด็กใหม่ไม่ยอมดื่มเหล้า “นี่! ไม่ต้องมาทำเนียนชวนคุยเลยนะ คิดว่าฉันจะรู้ไม่ทันหรือไง รีบ ๆ ดื่มซะ ก่อนที่ฉันจะฟ้องเจ๊”
“หนูขอไม่ดื่มได้ไหมคะ คือหนูคออ่อนมาก ๆ ดื่มแค่นิดเดียวก็เมาแล้ว” ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ จรัสรักจำต้องสารภาพ
“ตอแหล” บิวตี้เบะปากไม่เชื่อ เพราะคนอะไรจะคออ่อนขนาดนั้น “ดัดจริตน่ะสิไม่ว่า”
จริสรักนั่งนิ่ง ไม่ได้โต้เถียงใด ๆ กลับไป ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ตอแย นั่งดื่มเหล้าในแก้วของตนต่อไปจนหมด จากนั้นก็เติมใหม่เรื่อย ๆ กระทั่งเจ๊ระเบียบเดินเข้ามาพร้อมกับผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง
“เจ๊ขา” บิวตี้รีบลุกเข้าประจบทันที น้ำเสียงก็ช่างต่างจากก่อนหน้านี้ลิบลับ
จรัสรักเองก็ลุกขึ้นเช่นกัน หากไม่ได้เข้าไปออเซาะ เพียงแค่โน้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อเป็นการให้เกียรติชายหนุ่มที่น่าจะเป็นแขกของร้าน
“นี่จ้ะ ไอลีฟ เด็กใหม่ที่เจ๊พูดถึง” เจ๊ระเบียบเมินบิวตี้และแนะนำน้องใหม่ให้แขกหนุ่ม สาวใหญ่เชียร์ขายให้เต็มที่ “พอได้ไหมคะ น้องไม่เคยรับงานที่ไหนมาก่อนเลยนะคะ ถ้าคุณกฤษณ์สนใจก็จะได้เป็นแขกคนแรกของน้องเลย”
“หรือถ้าคุณกฤษณ์อยากได้คนเป็นงาน และดูแลแบบถึงใจ เลือกบิวตี้ก็ได้นะคะ รับรองว่าจะไม่ทำให้ผิดหวังเลยค่ะ” บิวตี้รีบเสนอตัว เพราะนาน ๆ ทีจะเจอลูกค้าที่ยังหนุ่มยังแน่น อีกทั้งยังหน้าตาหล่อเหลาราวกับเทพบุตร ของแบบนี้ใครดีใครได้ เธอเลือกไม่สนใจเจ๊ระเบียบที่จิกสายตาปราม
“ไม่เคยรับงาน แล้วเคยมีประสบการณ์ไหมครับ” กฤษณ์ถามพร้อมรอคำตอบเพื่อประกอบการพิจารณา มองเจ้าของใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่สวยหมดจนอย่างครุ่นคิด
“เอ้า คุณเค้าถาม ก็ตอบสิยะ” ระเบียบดุคนที่เอาแต่ยืนเงียบ ในใจเริ่มหงุดหงิด ริอาจจะทำงานนี้แต่ช่างไม่เป็นงานเอาเสียเลย อุตส่าห์หาผู้ชายงานดี ๆ มาให้แล้วแท้ ๆ
“เอ่อ…ไม่เคยค่ะ”
แน่นอนว่าคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนแบบกฤษณ์ไม่มีทางเชื่อ ไม่มีประสบการณ์แต่ดันมาทำงานนี้เนี่ยนะ ตลกไปหน่อยไหม แต่กระนั้นเขาก็เลือกที่จะพยักหน้าคล้ายว่าเชื่อเจ้าหล่อน
ชายหนุ่มยอมรับว่าสนใจเด็กใหม่ ด้วยหน้าตาสะสวย รูปร่างก็อยู่ในไซซ์ที่กำลังดี ไม่ได้ตัวเล็กหรือว่าสูงมากเกินไป หน้าอกไม่ได้ใหญ่ถึงขั้นเต็มไม้เต็มมือ แต่ก็ถือว่ามี แต่น่าเสียดายที่บุคลิกและท่าทางเงอะงะจนเกินพอดีของเธอยังไม่ถูกใจเขาเท่าไร อีกอย่างคืนนี้เขาตั้งใจมาปลดปล่อย หาความสนุก คงไม่มีเวลามานั่งสอนงานใคร ฉะนั้นชายหนุ่มตัดสินใจเลือกได้ไม่ยาก
“ผมเลือกน้องบิวตี้แล้วกันครับ”
บิวตี้เป็นคนเดียวที่ยิ้มร่าด้วยความดีใจ รีบขยับเข้าไปเกาะแขนชายหนุ่มซึ่งเป็นลูกค้าตนนั่งบนโซฟา พร้อมเบียดกายแนบชิด เรียกพนักงานมาแล้วเปิดเหล้าชุดใหม่ จากนั้นก็บริการแขกสุดหล่ออย่างถึงเนื้อถึงตัวสุดฤทธิ์
เมื่อลูกค้าเลือกแล้วเจ๊ระเบียบก็ไม่ขัด มองหน้าจรัสรักที่ยังยืนบื้ออยู่ที่เดิม ก่อนจะส่ายหน้าระอา ในใจนึกตำหนิ ไม่ได้เรื่อง “ไป ไปนั่งรอโต๊ะอื่น”
จรักรักกำลังจะเดินออกไป แต่จู่ ๆ กฤษณ์ที่นึกอะไรสนุก ๆ ได้ก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“เดี๋ยวครับเจ๊”
คุณพี่กฤษณ์คิดจะทำอะไรอ่าา…?
ป.ล. อย่าลืมกดเข้าชั้นและกดถูกใจให้ไรต์ด้วยนะคะ คอมเมนต์คุยกันได้น้า
กูไม่เอา 2
กูไม่เอา
“เดี๋ยวครับเจ๊”
“ว่าไงคะคุณกฤษณ์ มีอะไรให้เจ๊รับใช้คะ”
“ให้น้องนั่งที่นี่ก็ได้ครับ” เขาบุ้ยหน้าไปยังสาวสวยซึ่งยืนจิกเล็บตัวเองจนน่าพรุนไปหมดแล้วกระมัง
“หื้ม คุณกฤษณ์จะเหมาทั้งสองเลยเหรอคะ”
“เปล่าครับ แต่เดี๋ยวเพื่อนผมตามมา ให้น้องนั่งกับเพื่อนของผมก็ได้ครับ”
“แล้วเพื่อนคุณกฤษณ์จะโอเคหรือคะ”
“โอเคอยู่แล้วครับ เพื่อนผมไม่ใช่คนเรื่องมาก”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ” เจ๊ระเบียบขยับเข้าไปกระซิบสั่งเด็กของตน “นั่ง แล้วทำตัวดี ๆ ยิ้มด้วย ไม่ใช่นั่งอมทุกข์ คอยสังเกตว่าลูกค้าดื่มอะไร ดูอีบิวตี้มันเป็นตัวอย่าง แล้วก็คอยบริการให้ดี เข้าใจไหม”
“ค่ะ”
แม้จะไม่ไว้ใจยายเด็กซื่อบื้อคนนี้เท่าไร แต่ระเบียบก็คงทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ฝากฝังให้บิวตี้ช่วยเทรนและทำตัวเป็นตัวอย่างผ่านสายตา เมื่ออีกฝ่ายรับรู้จึงแยกตัวออกไปดูแลลูกค้าคนอื่น ๆ ต่อ
หากแล้วจรัสรักก็แทบลมจับ เมื่อภาพชายหญิงตรงหน้าคล้ายฉากเรตของหนังผู้ใหญ่ที่เธอเคยดูเพื่อศึกษามาก่อนหน้านี้ ร่างของบิวตี้ฝังแนบไปกับร่างสูงใหญ่ของกฤษณ์ หน้าอกเบียดชิด แอบเห็นมือหนาที่โอบอยู่ข้างหลังบีบขยำบั้นท้ายกลมกลึงแบบวับ ๆ แวม ๆ
หญิงสาวรีบดึงสายตาหลบด้วยความกระดากอาย เมื่อทั้งสองคนประกบริมฝีปากแนบเข้าหากัน เธอศึกษาผ่านคลิปวิดีโอและฟังคำแนะนำของศศิตามาแล้วก็จริง คิดว่าตัวเองคงพอรับได้ ทว่าพอได้มาอยู่ในสถานการณ์จริง ๆ เธอกลับรู้สึกร้อนวูบวาบ ใจสั่น ขณะเดียวกันก็รู้สึกหวั่นกลัวกับสัมผัสจากคนแปลกหน้า
จนเมื่อทั้งสองคนผละออกจากกัน กฤษณ์ส่งเสียงกระแอมไอเบา ๆ นั่นแหละจรัสรักถึงได้หันหน้ากลับไป
ชายหนุ่มยังโอบเอวบางของบิวตี้พลางลูบไล้สลับบีบคลึง สายตาจ้องมายังสาวน้อยที่น่าจะอ่อนประสบการณ์ตรงหน้า เขาส่งยิ้มและชูแก้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยกขึ้นดื่ม โดยมีบิวตี้คอยเอาอกเอาใจอย่างถึงเนื้อถึงตัวเช่นเดิม
ที่จริงถ้าไม่ติดว่าต้องรอเจอเพื่อนที่นัดมา กฤษณ์คงออกไปหาที่ลงกับสาวข้างกายแล้วละ
“เพื่อนคุณกฤษณ์ยังไม่มาเหรอคะ” สักพักบิวตี้ก็ถามขึ้น ไม่ใช่แค่เขาที่ต้องทนอึดอัดกับความอยาก เธอเองก็เช่นกัน แค่ได้ทำความรู้จักผ่านจูบที่ดูดดื่มก่อนหน้านี้ เธอก็รู้ได้ทันทีว่าคนนี้ต้องแซ่บแบบถึงพริกถึงขิงอย่างแน่นอน นาน ๆ ทีจะได้เจอลูกค้าเกรดพรีเมียมเช่นนี้
“น่าจะกำลังมานะครับ เพื่อนผมเพิ่งเลิกงาน”
ไม่มีใครถามต่อว่าเพื่อนเขาทำงานอะไร ด้วยรู้ดีว่าลูกค้าบางคนหรืออาจจะส่วนใหญ่อยากเก็บข้อมูลส่วนตัวไว้เป็นความลับ บิวตี้รู้ดี ส่วนจรัสรักก็ถูกเพื่อนเทรนมาอย่างดีแล้ว
“คุณไอลีฟเพิ่งทำงานแบบนี้ครั้งแรกเหรอครับ” เป็นกฤษณ์ที่ชวนคุยขึ้นมาอย่างเป็นมิตร
“เอ่อ…ค่ะ” จรัสรักพยักหน้าตอบด้วยอาการประหม่า ภาพการตะโบมจูบกันอย่างดูดดื่มยังติดตา
“คุณดูเกร็ง ๆ” ไม่ใช่แค่เกร็งอย่างเดียว ทั้งสีหน้าและท่าทางของเธอตอนนี้ดูเหมือนกำลังกลัวเลยต่างหาก “ไม่ต้องเกร็งหรอกนะครับ พวกผมเป็นคนง่าย ๆ”
บิวตี้จิกตาใส่จรัสรัก มองต่ำไปยังมือที่คอยเอาแต่ดึงชายกระโปรงให้หยุดเสียที เพราะเห็นแล้วรำคาญตา ก่อนจะส่งสายตาดุเตือนให้สาวรุ่นน้องทำตัวดี ๆ
จรัสรักมือสั่นทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะวางสีหน้าหรือแววตาอย่างไร ไม่รู้แม้กระทั่งว่าควรพูดอะไรหรือเปล่า หางตาเหลือบไปเห็นแก้วเหล้าของตนซึ่งน้ำแข็งละลายเกือบหมดแล้ว เธอคิดอะไรไม่ออกจึงหยิบมันขึ้นมา แล้วยื่นออกไปขอชนกับอีกสองคนที่นั่งร่วมโต๊ะ ด้วยหวังว่าจะทำให้บรรยากาศมันดีขึ้น
กฤษณ์ยิ้มเอ็นดู แต่ก็ยอมยกแก้วของตัวเองไปชน มิวายบอกด้วยว่า “หมดแก้วนะ”
เมื่อดื่มจนหมดอย่างเผลอตัว จรัสรักก็รีบอาสาเป็นคนชงเหล้า ดีที่ก่อนหน้านี้เธอดูบิวตี้เป็นตัวอย่าง จึงพอจำได้ว่ากฤษณ์ชอบดื่มผสมกับอะไร
“เฮ้ย! ไอ้หมอ จิณณ์! ทางนี้!”
จรัสรักหันไปมองตามที่กฤษณ์กำลังโบกมือเรียกโดยอัตโนมัติ ก่อนจะนิ่งไปชั่วขณะหนึ่งราวกับต้องมนตร์สะกด เมื่อเห็นชายรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีเทา พับแขนเสื้อขึ้นถึงศอกรับกับกางเกงสแล็กส์สีดำ รองเท้าหนังกลับสีน้ำตาลอ่อน
พลันหัวใจเต้นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเห็นว่าเจ้าของใบหน้าหล่อเหลากำลังเดินมุ่งตรงมาทางนี้
เผลอเหลือบมองบิวตี้ ก็เห็นว่าอีกฝ่ายตกอยู่ในอาการตลึงไม่ต่างกัน คงไม่คิดว่าเพื่อนของกฤษณ์จะดูดีได้ขนาดนี้
เพราะเมื่อชวดจากแขกหน้าตาหล่อเหลาคนแรกไป จรัสรักก็ทำใจไว้แล้ว และไม่ได้คาดหวังหน้าตาหรืออายุของแขก ด้วยที่เห็นนั่งในคลับตอนนี้ก็มีแต่คนที่ดูมีอายุทั้งนั้น
แต่พอเพื่อนของกฤษณ์คนที่ว่าปรากฏตัวขึ้น เธอจึงอดโล่งใจไม่ได้ นอกจากเขาจะหน้าตาดีมากแล้ว เขายังดูสะอาดสะอ้านอีกต่างหาก อย่างหลังนี่แหละที่ทำให้เธอสบายใจขึ้น…นิดนึง
“เป็นไงบ้างวะ ไม่ได้เจอกันนาน” กฤษณ์ลุกขึ้นแล้วแปะมือชนไหล่ทักทายเพื่อนง่าย ๆ
“เรื่อย ๆ มึงล่ะ”
“มีเรื่องเยอะแยะไปหมด คืนนี้ก็เลยมาคลายเครียดหน่อย” นัยน์ตาเจ้าของไร่ชาและรีสอร์ตชื่อดังทางภาคเหนือกรุ้มกริ่ม พลางพยักพเยิดใบหน้าไปยังสาวน้อยที่ตนเตรียมไว้ให้เพื่อน
“อะไร”
“เด็กไง กูเตรียมไว้ให้ ถือเป็นการขอบคุณที่มึงสละเวลาอันมีค่าออกมาหากูคืนนี้”
จิณณ์มอง ‘เด็ก’ คนที่ว่า แต่เพียงแค่แวบเดียวเขาก็หันมาบอกกับเพื่อนว่า…
“กูไม่เอา”
อ้าว! ไหนคุณพี่กฤษณ์บอกว่าเพื่อนพี่เป็นคนง่าย ๆ ไงคะ…