CBAM คืออะไร? สรุปมาตรการภาษีคาร์บอนยุโรป กระทบส่งออกไทยอย่างไร
ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยุโรปต้องจับตา! สหภาพยุโรป (EU) ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการค้าโลก นั่นคือ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่ไม่ใช่แค่กฎระเบียบใหม่ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมส่งออกไทย
CBAM คืออะไร?
CBAM หรือ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism) คือมาตรการของสหภาพยุโรปที่ออกแบบมาเพื่อกำหนดราคาสินค้านำเข้าบางประเภท โดยอ้างอิงจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาในกระบวนการผลิตสินค้าเหล่านั้น
พูดให้ง่ายขึ้น CBAM คือ "ภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้า" โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "การรั่วไหลของคาร์บอน" (Carbon Leakage) ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่บริษัทใน EU ย้ายฐานการผลิตที่ปล่อยมลพิษสูงไปยังประเทศนอก EU ที่มีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมหละหลวมกว่า เพื่อลดต้นทุน แล้วจึงนำเข้าสินค้ากลับมาขายใน EU ทำให้ความพยายามลดโลกร้อนของ EU ไม่เกิดผลอย่างแท้จริง
หลักการทำงานของ CBAM
- ผู้นำเข้าสินค้าในกลุ่มเป้าหมายมายัง EU จะต้องซื้อ "ใบรับรอง CBAM" (CBAM Certificates) ตามปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยจากกระบวนการผลิต
- ราคาของใบรับรองจะอ้างอิงกับราคาคาร์บอนในตลาดคาร์บอนของ EU (EU Emissions Trading System หรือ ETS) เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างสินค้าที่ผลิตใน EU และสินค้านำเข้า
- ในช่วงแรก (เริ่ม 1 ตุลาคม 2566) จะเป็นระยะเปลี่ยนผ่าน ที่ผู้นำเข้ามีหน้าที่เพียง "รายงาน" ปริมาณคาร์บอนเท่านั้น แต่จะเริ่มบังคับใช้ให้ ต้องซื้อใบรับรองจริง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
CBAM มีความสำคัญอย่างไรในเวทีโลก?
CBAM ไม่ใช่แค่มาตรการทางการค้า แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่ส่งผลกระทบในวงกว้างระดับโลก
สร้างมาตรฐานการค้าใหม่ที่ผูกกับสิ่งแวดล้อม
CBAM เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า การค้าโลกในอนาคตจะไม่สามารถแยกออกจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมได้อีก และอาจกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ นำไปปรับใช้ตาม
สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
ช่วยปกป้องผู้ผลิตใน EU ที่ต้องแบกรับต้นทุนการลดคาร์บอนตามกฎหมาย ไม่ให้เสียเปรียบผู้ผลิตจากประเทศอื่นที่ไม่มีภาระด้านนี้ ทำให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมกันมากขึ้น
ผลักดันให้เกิดการลดคาร์บอนทั่วโลก
มาตรการนี้สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ผู้ผลิตนอก EU ต้องหันมาลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดภาระภาษี CBAM และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตนเอง
โดยสรุป CBAM คือกลไกสำคัญที่ EU ใช้เพื่อผลักดันวาระด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ของตนเองให้ขยายผลออกไปนอกพรมแดน และเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับโลก
CBAM เกี่ยวข้องและสำคัญอย่างไรกับประเทศไทย
ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออก ย่อมได้รับผลกระทบจาก CBAM โดยตรง ทั้งในแง่ความท้าทายและโอกาส
ด้านความท้าทาย
- ต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นสินค้าไทยในกลุ่มเป้าหมาย 5 ประเภทแรก ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า, อะลูมิเนียม, ซีเมนต์, ปุ๋ย และไฟฟ้า จะมีต้นทุนสูงขึ้นเมื่อส่งไปขายใน EU ซึ่งอาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า และมีแนวโน้มจะขยายขอบเขตไปยังสินค้ากลุ่มอื่น ๆ เช่น พลาสติกและเคมีภัณฑ์ ในอนาคต
- ภาระในการจัดทำข้อมูลผู้ประกอบการไทยต้องมีความสามารถในการวัดผลและจัดทำรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตของตนเองได้อย่างถูกต้องและโปร่งใสตามมาตรฐานของ EU ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่และมีความซับซ้อน โดยผู้ส่งออกต้องเริ่มกระบวนการรวบรวมและรายงานข้อมูลนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ไม่ใช่รอจนถึงปี 2569 ที่จะเริ่มเก็บเงินจริง
ด้านโอกาส
- CBAM เป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยต้องลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด, การใช้พลังงานหมุนเวียน, และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว
- สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันบริษัทไทยที่สามารถปรับตัวและพิสูจน์ได้ว่าสินค้าของตนเป็น "สินค้าคาร์บอนต่ำ" จะได้เปรียบคู่แข่งในตลาด EU และตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ
- ยกระดับอุตสาหกรรมไทยการปรับตัวเพื่อรับมือ CBAM จะช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ (SDGs) และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2050
CBAM ไม่ใช่แค่มาตรการทางการค้า แต่เป็นภาพสะท้อนของทิศทางโลกใหม่ที่ "ความยั่งยืน" และ "สิ่งแวดล้อม" กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการทำธุรกิจ การเพิกเฉยต่อ CBAM หมายถึงการยอมรับความเสี่ยงที่จะสูญเสียตลาดสำคัญและขีดความสามารถในการแข่งขันไป ในทางกลับกัน การเร่งศึกษา ทำความเข้าใจ และปรับตัวอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส ทำให้ธุรกิจไทยไม่เพียงรักษาตลาดเดิมไว้ได้ แต่ยังสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวไปแข่งขันในเวทีการค้าโลกยุคใหม่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ