โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เทรนด์ Treatonomics พุ่ง! คนเทงบซื้อของ-ปสก.ฮีลใจ สู้เศรษฐกิจฝืด

Amarin TV

เผยแพร่ 12 ส.ค. 2568 เวลา 04.32 น.
เทรนด์ ‘Treatonomics’ พุ่ง! คนเทงบซื้อของ-ประสบการณ์ฮีลใจ สู้ยุคเศรษฐกิจฝืด สงครามเดือด

ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่กัดเซาะกำลังซื้อ อัตราดอกเบี้ยสูงที่ยังไม่มีทีท่าจะปรับลด และความกังวลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกลับเลือกรับมือสถานการณ์เหล่านี้ด้วยการมอบ “รางวัลเล็ก ๆ” ให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นลิปสติกแท่งใหม่ น้ำหอม เทียนหอม หรือของสะสมยอดฮิตอย่างเป็ดยางและตุ๊กตา Labubu ที่ขายหมดเกลี้ยงทั้งในร้านและบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ปรากฏการณ์นี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ขนานนามว่า “ทรีตโนมิกส์” (Treatonomics) ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการซื้อของชิ้นเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่การใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์ที่สร้างความทรงจำ เช่น การซื้อตั๋วคอนเสิร์ตเทย์เลอร์ สวิฟต์ในราคากว่า 200 ดอลลาร์ หรือการเดินทางไปชมการกลับมารวมวงของ Oasis ด้วยงบ 500-1,000 ปอนด์ (ราว 1,330 ดอลลาร์) สำหรับคนกลุ่มใหญ่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความฟุ่มเฟือย แต่เป็นการสร้าง “ช่วงเวลาที่มีความหมาย” เพื่อคลายความตึงเครียดทางใจ ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

รากฐานจาก “ลิปสติกเอฟเฟกต์”

แนวคิด “ทรีตโนมิกส์” (Treatonomics) มีที่มาจากทฤษฎีการตลาดคลาสสิกที่รู้จักกันในชื่อ “ลิปสติกเอฟเฟกต์” (Lipstick Effect) ซึ่งอธิบายว่าในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนมักหันไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นเล็กอย่างลิปสติก แทนที่จะใช้จ่ายกับของชิ้นใหญ่ราคาแพง

ปรากฏการณ์นี้ถูกพูดถึงครั้งแรกในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ทศวรรษ 1930 และกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งเมื่อต้นทศวรรษ 2000 หลังเลโอนาร์ด ลอเดอร์ อดีตประธานบริษัท Estée Lauder สังเกตว่า ยอดขายลิปสติกพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนหลังเหตุการณ์ก่อการร้าย 11 กันยายน ซึ่งเป็นเหตุการณที่สร้างแรงกระทบต่อความรู้สึกและความมั่นคงในชีวิตของผู้คนอย่างรุนแรง

จอห์น สตีเวนสัน นักวิเคราะห์ค้าปลีกจาก Peel Hunt อธิบายให้เห็นภาพว่า ลิปสติกเอฟเฟกต์คือการซื้อของเล็ก ๆ เพื่อมอบความสุขให้ตัวเองในยามที่งบประมาณจำกัด “คุณอาจซื้อชุดใหม่ไม่ได้ แต่ซื้อลิปสติกแท่งหนึ่งได้ คุณซื้อโซฟาใหม่ไม่ไหว แต่ซื้อหมอนอิงหรือผ้าคลุมได้ คุณอาจตกแต่งบ้านใหม่ไม่ได้ แต่เปลี่ยนผ้าปูโต๊ะได้” นี่ทำให้หมวดสินค้าตกแต่งบ้านมักมียอดขายคงทนกว่าที่หลายคนคาด เพราะแม้จะไม่พร้อมลงทุนก้อนใหญ่ ผู้บริโภคยังต้องการ “เปลี่ยนบรรยากาศ” ให้ชีวิตสดชื่นขึ้น

นอกจากนี้ หากจะยกตัวอย่างช่วงเวลาที่ “ลิปสติกเอฟเฟกต์” กลับมาให้เห็นเด่นชัดอีกครั้ง คงหนีไม่พ้นช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อผู้คนเริ่มหันมาทบทวนว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่า หลายคนปรับวิธีใช้เงิน ลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น หันไปซื้อสินค้าแบรนด์ราคาย่อมเยาในซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อเก็บงบไว้สำหรับ “เหตุการณ์พิเศษ” ที่จะกลายเป็นความทรงจำยาวนาน

สตีเวนสันมองว่า นี่คือการก้าวจาก “ลิปสติกเอฟเฟกต์” มาสู่ “ทรีตโนมิกส์” อย่างเต็มตัว เพราะผู้บริโภคไม่ได้เพียงซื้อของเล็ก ๆ เพื่อปลอบใจตัวเอง แต่พร้อมตัดค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เพื่อทุ่มงบไปกับสิ่งที่มอบความสุขสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปชมคอนเสิร์ตศิลปินในฝัน หรือเข้าร่วมอีเวนต์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ยากจะลืม

โลกปัจจุบันไม่แน่นอน คนหันซื้อของปลอบใจ

ในปัจจุบันเอง แม้จะผ่านการระบาดของโควิด-19 มาแล้ว แต่บรรยากาศความไม่แน่นอนยังคงปกคลุมอยู่รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ โรคระบาดที่ยังเกิดซ้ำเป็นระยะ สงคราม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้แต่นโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วเศรษฐกิจโลก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนกัดกร่อนความเชื่อมั่นของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยหันมาใช้จ่ายกับ “ของเล็ก ๆ ที่ชุบชูใจ” แทนการลงทุนซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ที่มาพร้อมความเสี่ยง

ภาพนี้สะท้อนชัดในตัวเลขเศรษฐกิจ ล่าสุดในสหราชอาณาจักร ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค GfK ซึ่งวัดทั้งมุมมองเศรษฐกิจ การเงินครัวเรือน และทัศนคติต่อการซื้อสินค้าขนาดใหญ่ ร่วงลงเหลือ -19 ในเดือนกรกฎาคม 2025 ลดจากเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก สหรัฐฯ แม้จะเห็นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขยับขึ้นเล็กน้อยในเดือนเดียวกัน แต่สเตฟานี กีชาร์ด นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก The Conference Board เตือนว่า ระดับความเชื่อมั่นยังคงต่ำกว่าปีก่อนมาก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคยังเลือกสิ่งที่ให้ความสุขจับต้องได้ทันที มากกว่าการใช้จ่ายกับสินค้าชิ้นใหญ่ที่อาจกลายเป็นความเสี่ยง

ในมุมกว้าง Kantar ระบุว่า ดัชนีความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจโลก (Global Economic Policy Uncertainty Index) จัดให้ยุคนี้เป็น “ยุคแห่งความไม่แน่นอนครั้งใหญ่” เมื่อเปรียบเทียบกับช่วง 40 ปีก่อนหน้า และยังคาดว่าความผันผวนอาจยืดเยื้อต่อเนื่องอีก 5-8 ปี

เมเรดิธ สมิธ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Kantar เชื่อว่า กระแส “Treatonomics” หรือการใช้จ่ายเพื่อปรนเปรอความสุขของตัวเองนี้ จะยังคงเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 ปี และเทรนด์ย่อยอย่าง “Little Treat” หรือของเล็ก ๆ ที่ให้รางวัลหัวใจ จะหมุนเร็วและแตกแขนงไปตามบริบททางภูมิภาคและวัฒนธรรม แบรนด์ที่ต้องการชิงพื้นที่ในตลาดนี้จึงต้องไม่เพียงแค่จับกระแส แต่ต้องมองลึกไปถึง “ไมโครเทรนด์” และตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงแทบทุกวั

ตัวอย่างกระแส Treatonomics ในเจน Z

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัดของกระแส Treatonomics คือกระแสซื้อของฮีลใจที่เกิดขึ้นในกลุ่มเจน Z เมเรดิธ สมิธ ผู้อำนวยการอาวุโสจาก Kantar เล่าว่า บนโลกโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะใน TikTok คนรุ่นนี้มักเรียกพฤติกรรมดังกล่าวว่า “Little Treat Culture” หรือวัฒนธรรมการให้รางวัลเล็ก ๆ แก่ตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากการตามใจแบบเดิมที่มักมาพร้อมความรู้สึกผิด เพราะนี่คือการสร้างช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกดีจริง ๆ โดยไม่ต้องโทษตัวเองทีหลัง

“มันเหมือนกับ ‘ลิปสติกเอฟเฟกต์’ เวอร์ชันขยาย” สมิธอธิบาย “เพราะผู้บริโภครู้สึกถึงความไม่แน่นอนมากขึ้น แต่ก็มีทางเลือกและวิธีหลากหลายกว่าที่เคยในการเปลี่ยนการตัดสินใจเล็ก ๆ ให้กลายเป็นรางวัล”

เธอเสริมว่า เหตุการณ์สำคัญในชีวิตแบบดั้งเดิม เช่น การแต่งงาน การซื้อบ้าน การเลื่อนตำแหน่ง หรือการเกษียณ กำลังถูกตีความใหม่ บางอย่างก็เลือนหายไป ทำให้ผู้คนหันมาฉลอง “เหตุการณ์เล็ก” แทน เช่น ปาร์ตี้เลิกรา วันเกิดสัตว์เลี้ยง “ปาร์ตี้ลาออกจากงาน” ที่กำลังฮิตในจีน หรือแม้แต่ “ปาร์ตี้หย่า” ที่พบในสหรัฐฯ และยุโรป บางคนถึงกับซื้อเค้กหรือเครื่องประดับเพชรให้ตัวเองหลังผ่านเหตุการณ์อย่างการเลิกราหรือตกงาน

อีกเทรนด์ที่เดินคู่กันคือ “Kidulting” การกลับไปเพลิดเพลินกับสิ่งที่ชอบในวัยเด็ก แต่ในเวอร์ชันผู้ใหญ่ เช่น การซื้อชุดเลโก้รุ่นพรีเมียมที่มีราคาสูงถึง 1,000 ดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าความสุขเล็ก ๆ อาจมีทั้งมิติความซับซ้อนและการลงทุนที่มากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...