เปิดวิชั่น! เลือดใหม่อสังหาฯ "กฤช พรหมสุทธิ" ฉีกกรอบข้อจำกัดลุยตลาดบ้านหรู
เปิดวิชั่น! เลือดใหม่อสังหาฯ “กฤช พรหมสุทธิ” ฉีกกรอบข้อจำกัดลุยตลาดบ้านหรู
นายกฤช พรหมสุทธิ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอสติม่า แอสเสท จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทแอสติม่าฯ ก่อตั้งเมื่อปี 2560 เพื่อดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยที่ดินที่จะนำมาพัฒนาจะมีทั้งซื้อใหม่และใช้แลนด์แบงก์ของครอบครัวที่ซื้อสะสมไว้หลายแปลงในกรุงเทพฯ ปัจจุบันได้เปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยแล้ว 2 โครงการ โดยโครงการแรกเปิดตัวเมื่อปี 2564 ภายใต้ชื่อ “อาธาร์ พหลฯ-อารีย์” (ARTHA พหล-อารีย์) จับกลุ่มตลาดผู้บริโภคแบบเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) และเน้นกลุ่มลูกค้าระดับบนกำลังซื้อสูง โดยโครงการดังกล่าว ตั้งอยู่ในซอยพหลโยธิน 14 บนเนื้อที่ดิน 182 ตารางวา พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวหรูขนาดใหญ่ 3 ชั้นครึ่ง จำนวน 3 หลัง แต่ละหลังสร้างบนที่ดินเริ่มต้น 56.3 ตารางวา (ตร.ว.) มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 570 ตร.ม. เหมาะทั้งเป็นที่อยู่อาศัยและเป็น Home Office ได้ในตัว เดินทางรถยนต์ส่วนตัวก็เข้า-ออกได้สะดวกลัดเลาะเชื่อมออกได้หลายซอย จะนั่งรถไฟฟ้าก็สะดวกรวดเร็วเพราะที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้ BTS ทั้งสถานีอารีย์ และ BTS สถานีสะพานควาย และยังอยู่ใกล้สถานที่สำคัญอื่นๆ ราคาขายเริ่มที่ 44-62 ล้านบาท ขณะนี้เหลืออยู่เพียง 1 หลังเป็นบ้านตัวอย่าง ตั้งเป้าจะขายและโอนกรรมสิทธิ์ ให้ลูกค้าภายในสิ้นปี 2565
ส่วนโครงการที่ 2 เป็นโครงการใหม่เพิ่งเปิด Pre-sales ไปเมื่อเดือน กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา คือ โครงการ “อาคิน วิภาวดี” (โครงการ ARKIN วิภาวดี) เป็นโครงการที่พัฒนาบนแลนด์แบงก์ของครอบครัวที่ซื้อไว้ในย่านถนนวิภาวดีรังสิต ซอยวิภาวดี 84 บนเนื้อที่โครงการกว่า 5 ไร่ พัฒนาเป็นบ้านแฝด 3 ชั้นครึ่ง จำนวน 32 หลัง ที่ดินบ้านเริ่มต้น 36.7-44.6 ตร.ว. มีพื้นที่ใช้สอย 270 ตร.ม. ฟังก์ชันบ้าน ขนาด 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 3 คัน สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ อาทิ Clubhouse, สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย, สวนสาธารณะ, กล้องวงจรปิด CCTV 40 ตัว รั้วโครงการสูง 6 เมตร มีความเป็นส่วนตัวพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ราคาเริ่ม 12.9 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการประมาณ 420 ล้านบาท ทั้งนี้ ในช่วงเปิด Pre-sales ทำยอดขายรวมไปแล้วกว่า 30% กลุ่มลูกค้าผู้บริโภคที่ซื้อมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 2-3 แสนบาท มีทั้งเป็นกลุ่มเจ้าของธุรกิจ, กลุ่ม Young Family หากเป็นพนักงานบริษัทก็เป็นระดับ Manager หรือ เป็นผู้บริหารระดับกลางขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพ่อแม่ซื้อบ้านไว้ให้ลูก เป็นต้น โดยบริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 50% หรือประมาณ 16 หลังภายในสิ้นปี 2565
นายกฤชกล่าวว่า สำหรับแผนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น เบื้องต้นได้แผนการดำเนินงานที่วางไว้คร่าว ๆ ทั้งระยะสั้น และระยะกลาง ถึงระยะยาว กล่าวคือ ระยะสั้นในช่วง 1-2 ปีนี้ (ปี 2565-66) การเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ จะเน้นโครงการขนาดเล็กบนที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ มูลค่าในการพัฒนาต่อโครงการไม่เกิน 400-500 ล้านบาท ส่วนแผนงานระยะกลางถึงระยะยาวช่วง 3-5 ปีขึ้นไป (นับตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป) ขนาดของโครงการ อาจจะใหญ่ขึ้นทั้งในแง่มูลค่าและขนาดของที่ดินที่จะนำมาพัฒนา รวมถึงรูปแบบการพัฒนาก็จะขยายจากที่อยู่อาศัยแนวราบมาสู่ที่อยู่อาศัยแนวสูงประเภทคอนโดมิเนียม Low Rise และพัฒนาอสังหาฯ แบบ Mixed Use โดยได้วางแผนเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2566 แล้ว 2-3 โครงการระดับราคาขายอยู่ที่ 7-15 ล้านบาทมูลค่าโครงการรวมกว่า 1,000 ล้านบาท โดย 2 โครงการแรกเป็น “แลนด์แบงก์” ของครอบครัว คือ ที่ดินย่านลำลูกกาเนื้อที่ 5 ไร่และ ย่านพหลโยธิน เนื้อที่ 12 ไร่ ส่วนอีก 1 โครงการจะอยู่ที่ภูเก็ต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาซื้อที่ดิน
สาเหตุที่จับตลาดที่อยู่อาศัยเซ็กเมนต์ราคาเริ่ม 7-15 ล้านบาท เพราะมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มบ้านเซ็กเมนต์ที่ระดับต่ำกว่า 3-5 ล้านบาท ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ค่อนข้างอ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มที่มีขีดความสามารถซื้อบ้านในราคาเริ่มต้นที่ 7 ล้านบาทอัพได้นั้น ค่อนข้างที่จะประสบความเสร็จด้านอาชีพ การทำงาน หรือมีรายได้ที่มั่นคงแล้วในระดับหนึ่ง ส่วนที่คิดจะขยายการลงทุนไปที่ภูเก็ต เพราะมองว่า ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าลงทุนและเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งขณะนี้นี้นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาแล้ว แม้จะยังไม่คึกคักเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ตาม