โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

บทวิเคราะห์การลอบสังหาร'ทรัมป์'จะส่งผลต่อผลเลือกตั้งแค่ไหน?

The Better

อัพเดต 14 ก.ค. 2567 เวลา 03.56 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2567 เวลา 03.47 น. • THE BETTER

หลังข่าวความพยายามลอบสังหาร โดนัลด์ ทรัมป์ กระจายออกไป สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ สังคมอเมริกันยังแตกแยกสุดขั้ว (polarized) เหมือนเดิม คือขั้วเอารีพับลิกันและชอบอนุรักษ์นิยมกับขั้วเดโมแครตที่ชอบเสรีนิยม

เราจะเห็นพวกที่เข้ามากดหัวเราะข่าวทรัมป์โดนยิงมีจำนวนเป็นร้อยๆ พันๆ ครั้ง กับคอมเมนต์ไม่น้อยที่สะใจประมาณว่า "เสียดายที่ยิงไม่แม่น" หรือ "ไม่เคยคิดเลยว่าปืนจะมีประโยชน์ก็วันนี้" ความเห็นพวกนี้คือพวกที่ไม่เอารีพับลิกันและเกลียดทรัมป์

ความเห็นพวกนี้มีไม่น้อยเลย และเห็นได้แม้แต่สำนักข่าวที่มีความน่าเชื่อถือและผู้อ่านควรจะมีวิจารณญาณก่อนจะเมนต์อะไรออกไป นั่นหมายความว่าสังคมอเมริกันแตกแยกเป็นขั้วๆ แบบประสานไม่ได้แล้ว

และนั่นหมายความว่า พวกที่สนับสนุนทรัมป์ก็จะยิ่งชัดเจนในท่าทียิ่งขึ้น ส่วนพวกที่ไม่ชอบทรัมป์ก็ยังไม่ชอบเหมือนเดิมและยังสมน้ำหน้าด้วย ดังนั้น เหตุการณ์นี้จะไม่เปลี่ยนผลคะแนนเสียงของกลุ่มที่มีธงในใจอยู่แล้ว

โปรดทราบว่า ก่อนที่จะมีเหตุลอบสังหารทรัมป์แค่ 2 วัน คะแนนของทรัมป์ก็นำ โจ ไบเดน อยู่พอสมควรแล้วที่ 44% ต่อ 40% จากการสำรวจของ Pew Research Center แต่มาร์จินนี้ยังไม่มากนัก และมีโอกาสพลิกได้ทุกเมื่อ

และยังมีพวกที่ยังไม่ตัดสินใจที่จะเลือกคนใดคนหนึ่ง เหตุการณ์ลอบสังหารนี้จะมีผลต่อพวกเขาอย่างมาก เพราะทรัมป์อาจจะได้คะแนนสงสารเพิ่มขึ้นมา เรื่องนี้มีผลไม่น้อย เมื่อดูผลโพลของ Pew Research Center พบว่าในเดือนกรกฎาคม 53% เห็นว่าควรจะเปลี่ยนตัวทั้งทรัมป์และไบเดน หรือพูดง่ายๆ คือไม่เอาทั้งสองคน อัตรานี้เพิ่มขึ้นจาก 49% เมื่อเดือนเมษายน

แต่ถึงแม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าคนลงมือ (ณ ขณะนี้) มีเจตนาอะไรและนิยมการเมืองแบบไหน แต่ย่อมจะมีคนฟันธงไปแล้วว่า "ต้องเป็นพวกเกลียดทรัมป์แน่ๆ" การสงสัยแบบนี้จะส่งผลให้ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร เกิดความลังเลที่จะเลือกฝ่ายตรงข้ามของทรัมป์

และยังมีผลทางจิตวิทยาเฉพาะหน้าก็คือ เมื่อทรัมป์ถูกยิง แม้แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องมีแถลงการณ์แสดงความเห็นใจ (ไบเดน ก็ทำแบบนั้น และผู้สมัครบางคนชมเชยทรัมป์ด้วยซ้ำ) และมีคนดังบางคนใช้โอกาสนี้ออกมาสนับสนุนทรัมป์ (เช่น อีลอน มัสก์) ท่าทีแบบนี้จะทำให้คนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร อาจเริ่มรู้สึกว่า "ทรัมป์โดดเด่นกว่า"

สรุปการวิเคราะห์ก็คือ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ คะแนนนิยมของทรัมป์จะปรับขึ้นมา และน่าจะมีความเสถียรมากขึ้น หมายความว่าคนที่ลังเลที่จะเลือกเขาก็จะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นย้อนแย้งที่ทรัมป์จะต้องเผชิญ นั่นคือ นโยบายควบคุมอาวุธปืน

การลอบสังหารด้วยอาวุธครั้งนี้จะทำให้สังคมอเมริกันพูดถึงการควบคุมปืนกันมากขึ้น เรื่องนี้จะมีผลดีต่อฝ่ายเดโมแครตที่ต้องการให้ควบคุมอาวุธปืนที่ปัจจุบันสามารถซื้อหากันมาครอบครองโดยเสรี จนกระทั่งเกิดเหตุกราดยิงบ่อยครั้ง

ส่วนพวกรีพับลิกันจะตกที่นั่งลำบาก เพราะเป็นพวกที่สนับสนุนปืนเสรีมาแต่ไหนแต่ไร และได้รับการสนับสนุนจากสมาคมปืนไรเฟิลแห่งชาติ (National Rifle Association หรือ NRA) ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนการครอบครองปืนเสรี และมีอิทธิพลสูงทางการเมือง

ทรัมป์เคยให้คำมั่นกับ NRA ว่าหากเขาได้รับเลือก เขาจะยกเลิกข้อจำกัดเรื่องปืนที่รัฐบาลไบเดนกำหนดไว้

เรื่องนี้จึงต้องวัดใจทรัมป์ว่าจะเขาจะเปลี่ยนใจหรือไม่หลังเฉียดตายในครั้งนี้
แต่เนื่องจากเขาแค่เฉียดตาย และเขาคงคิดว่าคะแนนนิยมของเขากำลังนำ และฝ่ายที่ต่อต้านอาวุธปืนคงไม่เปลี่ยนใจมาเลือกอยู่แล้วต่อให้เขาเปลี่ยนท่าที (เพราะสังคมอเมริกันแตกหักอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น) ดังนั้น ทรัมป์จะยังคงสนับสนุนปืนต่อไป

นักวิเคราะห์การเมืองบางคนอาจจะเห็นต่าง โดยบอกว่าเรื่องนี้อาจทำให้รีพับลิกันอาจเปลี่ยนท่าทีเรื่องอาวุธปืน แต่การเปลี่ยนท่าทีกระทันหันแบบนี้ จะส่งผลต่อคะแนนนิยมในหมู่คนรักปืนได้ แม้ว่าเขาจะเลือกทรัมป์เพราะทนไม่ไหวกับไบเดน แต่อาจจะลงโทษด้วยไม่เลือกสมาชิกรีพับลิกันไปช่วยทรัมป์ในสภาคองเกรส

การลงโทษอีกอีกแบบคือ หากทรัมป์กลับท่าทีไปต้านปืน คะแนนของคนรักปืนจะเทไปที่ตัวเลือกที่สาม คือ โรเบิร์ท เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ (Robert F. Kennedy Jr.) ซึ่งลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในฐานะผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรค และตอนนี้มีคะแนนนิยม 15% ซึ่งไม่น้อยเลย ที่ผ่านมา โรเบิร์ท เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ไม่แสดงท่าทีเรื่องปืนชัดเจน แต่ก็เคยบอกว่า “ผมจะไม่แย่งปืนของใครไป” ซึ่งน่าจะหมายความว่าจะไม่กีดกันการถือปืน ดังนั้น หากทรัมป์เกิดกลัวปืนขึ้นมา พวกรักปืนก็จะลงโทษด้วยการเทคะแนนไปที่มือที่สามได้

เพราะคนรักปืนไม่ใช่แค่คนรักปืน แต่หมายถึงพวกอนุรักษ์นิยมทั้งหมด เพราะสำหรับอเมริกันอนุรักษ์นิยม สิทธิการถือปืน คือสิทธิ์ในการป้องกันตัวเอง อันป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ อันล่วงละเมิดไม่ได้

ทรัมป์และรีพับลิกันไม่กล้าเปลี่ยนท่าทีแน่นอน ต่อให้ทรัมป์ถูกยิงอาการสาหัสว่านี้ก็จะไม่ทำ

แต่มีกรณีตัวอย่างประธานาธิบดีรีพับลิกันที่ถูกยิงจนสาหัสมาก่อน คือ โรนัลด์ เรแกน ซึ่งถูกมือปืนจ่อยิงเมื่อปี 1981

เรแกน เป็นผู้นำรีพับลิกกันไม่กี่คนที่ต้องการให้ควบคุมปืน ไม่เพราะเข้าถูกยิงมาก่อนเท่านั้น แต่เพราะเขามีท่าทีแบบนี้มาตั้งแต่เป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียในช่วงทศวรรษที่ 60 และยิ่งเขาถูกลอบสังหารด้วยปืนในทศวรรษที่ 80 ท่าทีของเขายิ่งชัดเจน

เขาจึงเป็นผู้นำประเทศที่สนับสนุนสิทธิตามรัฐธรรมแบบที่พวกนิยมปืนอ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการให้ควบคุมปืน ในแง่หนึ่งก็นับว่ามีความสมดุลดีในแง่โนบายและการปฏิบัติ

แต่ในยุคนี้ การเมืองอเมริกันไม่สามารถมีความสมดุลได้ ทุกอย่างต้องสุดขั้วเท่านั้น ถ้าจะเอาปืนแล้วเปลี่ยนใจจะมาแสดงท่าทีอยากจะไม่เอาปืนไม่ได้เด็ดขาด สังคมที่ polarized (แตกแยกจนไม่ประนีประนอม) ไม่อนุญาตให้นักการเมืองทำตัวแบบนี้

ดังนั้น ทรัมป์จะไม่เปลี่ยนท่าทีเรื่องนโยบายปืน และอาจจะไม่เปลี่ยนอะไรเลย หากผลโพลครั้งต่อไปบอกว่าคะแนนนิยมเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการ และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo by Rebecca DROKE / AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...