โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สถิติน่าตกใจ! ไทยป่วยทางจิต 10 ล้านคน "ซึมเศร้า-วิตกกังวล” พุ่ง จากปัญหาเศรษฐกิจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 พ.ค. 2567 เวลา 04.33 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. 2567 เวลา 03.55 น.

สภาพัฒน์ ชี้คนไทยป่วยทางจิต 10 ล้านราย โรคซึมเศร้า-วิตกกังวลพุ่งทุกช่วงวัย จากปัญหาเศรษฐกิจ สังคมกดดัน การเรียน ความคาดหวังในอนาคต และขาดกิจกรรมในสังคม

วันที่ 28 พฤษภาคม 2567 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2567 ว่า Mental health เป็นปัญหาสำคัญ โดยในปี 2562 องค์การอนามัยโลก ระบุว่า 1 ใน 8 ของคนทั่วโลก มีปัญหาด้านสุขภาพจิต หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 970 ล้านคนทั่วโลก

โดยในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในสังคมไทย เมื่อกรมสุขภาพจิต พบว่ามีผู้ป่วยจิตเวชเข้ารับบริการเพิ่มขึ้น จาก 1.3 ล้านคน ในปี 2558 เป็น 2.9 ล้านคน ในปี 2566

“แม้ว่าประเทศไทยจะมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษา 2.9 ล้านคน แต่ผู้มีปัญหาอาจมากถึง 10 ล้านคน ทำให้สัดส่วนผู้มีปัญหาสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลก และสะท้อนให้เห็นว่ายังมีผู้ที่ไม่ได้เข้ารับรักษาเป็นจำนวนมาก” นายดนุชากล่าว

นอกจากผู้ป่วยจำนวนมากแล้ว ยังพบผู้มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตมีสัดส่วนสูงเช่นกัน (1 ตุลาคม 2566-22 เมษายน 2567) พบผู้มีความเครียดสูงถึง 15.48% เสี่ยงซึมเศร้า 17.20% และเสี่ยงฆ่าตัวตาย 10.63% ซึ่งแย่ลงกว่าในช่วงปีที่ผ่านมา

ปัญหาสุขภาพจิตไม่เพียงกระทบต่อตนเอง แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่คาดคิด องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของประชากรทั่วโลก ทำให้วันทำงานหายไปประมาณ 1.2 หมื่นล้านวัน สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

เกือบ 1 ใน 5 ของผู้มีปัญหาสุขภาพจิตไม่สามารถดูแลตนเองได้ ทำให้ครัวเรือนต้องจัดหาผู้ดูแล และเป็นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) ไม่ถึง 1 ใน 4 ที่ได้รับการติดตามดูแลและเฝ้าระวังตามแนวทางที่กำหนด

สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความกดดันส่งผลให้คนไทยเป็นโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลมากขึ้น ในปีงบประมาณ 2566 พบสัดส่วนผู้ป่วยกลุ่มโรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้า สูงเป็น 2 อันดับแรก สูงกว่าผู้ป่วยติดยาบ้าและยาเสพติดอื่น ๆ รวมกัน

การฆ่าตัวตายสูงใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 7.94 ต่อประชากรแสนคน ใกล้เคียงช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (8.59 ต่อประชากรแสนคน)

ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตภายใน จากการศึกษาในประเทศอังกฤษ พบว่า มลพิษทางอากาศส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าในเยาวชนเพิ่มขึ้น 20% ซึ่งไทยต้องเฝ้าระวังเนื่องจากกำลังประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

เด็กและเยาวชน ซึมเศร้าจากการเรียน

ทั้งนี้ หากพิจารณาตามช่วงวัย จะพบสาเหตุของปัญหาที่น่าสนใจแตกต่างกัน คือ ในกลุ่มวัยเด็กและเยาวชน จะมีปัญหาสุขภาพจิตในหลายเรื่อง โดยเฉพาะความเครียด พบว่าปี 2567 (ม.ค.-มี.ค. 2567) พบผู้ป่วยมีความเครียดเพิ่มขึ้นจากปี 2566 โดยในปี 2567 พบวัยเด็กและเยาวชน มีภาวะหมดไฟเพิ่มขึ้น ร้อยละ 26.7 และภาวะเครียดสูง ร้อยละ 18.3 ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียดสูง

  • กลุ่มอายุ 15-18 ปี ร้อยละ 38.4 และอายุ 19-22 ปี ร้อยละ 60.9 เครียดด้านการเรียนและความคาดหวังถึงงาน ในอนาคตมากที่สุด
  • กลุ่มอายุ 23-25 ปี ร้อยละ 67.1 เครียดด้านการเงินของครอบครัว และร้อยละ 66.1 เครียดการเรียนและการทำงาน

วัยทำงาน หลายปัญหารุมเร้า

ขณะวัยทำงานความรับผิดชอบสูง และหลายปัญหารุมเร้า ทั้งความเครียดจากการทำงาน การติดสุรา การใช้สารเสพติด และปัญหาจากการดำรงชีพ โดยปัจจัยสำคัญอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต คือ

  • การทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการทำงาน
  • การใช้เวลาถึง 1 ใน 3 ของแต่ละวันไปกับการทำงาน
  • บริษัท Kisi พบว่า ในปี 2565 กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับ 5 จาก 100 เมืองทั่วโลกที่มีผู้คนทำงานหนักเกินไป และมีพนักงานประจำกว่าร้อยละ 15.10 ทำงานล่วงเวลามากกว่า 48 ชั่วโมง/สัปดาห์
  • มหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบว่า คนกรุงเทพฯ 7 ใน 10 หมดไฟในการทำงาน
  • การทำงานหนัก ส่งผลให้เกิดปัญหาความเครียด ซึมเศร้า และหมดไฟในการทำงานได้ง่าย

จากข้อมูลจากสายด่วน 1323 ของกรมสุขภาพจิต พบว่าปี 2566 วัยแรงงานขอรับบริการเรื่อง ความเครียด วิตกกังวล ไม่มีความสุขในการทำงานถึง 5,989 สาย จากทั้งหมด 8,009 สาย ซึ่งหากภาวะเหล่านี้ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องต่อเนื่อง จะทำให้ปัญหาสุขภาพร่างกายรุนแรงมาก

ผู้สูงอายุเหงา-โดดเดี่ยว สูญเสียคุณค่าในตนเอง

ขณะที่ผู้สูงอายุ ต้องอยู่กับความเหงาและโดดเดี่ยว สูญเสียคุณค่าในตนเอง ในปี 2566 พบว่าผู้สูงอายุ 84.93% มีความสุขในระดับที่ดี แต่จะลดน้อยลงตามวัย การขาดกิจกรรมและการอยู่คนเดียว พบว่าผู้สูงอายุ ร้อยละ 84.93 มีความสุขในระดับที่ดี แต่ความสุขจะลดน้อยลงตามวัน

ผู้สูงอายุที่ต้องอยู่คนเดียวมีสูงถึงร้อยละ 28.1 ของผู้สูงอายุทั้งหมด ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดกิจกรรมและบทบาททางสังคม โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำกิจกรรมใด ๆ เลย ถึงร้อยละ 49.0 ของผู้สูงอายุทั้งหมด

อีกทั้งมีผู้สูงอายุจำนวนมากมีภาวะความจำเสื่อม และมีปัญหาสุขภาพจิตด้านอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยผู้สูงอายุ 8 แสนคน คิดเป็นสัดส่วน 10.2 ต่อประชากรแสนคน ต้องใช้ชีวิตอยู่กับภาวะความจำเสื่อม ซึ่งในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 90.0 มีปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ร่วมด้วย

ทั้งนี้ แม้ผู้สูงอายุจะมีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายเพียง 14.42 ต่อ ประชากรแสนคน แต่กลับพบอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงกว่าช่วงวัยอื่นอยู่ที่ 9.47 คนต่อประชากรแสนคน

แนะการวิธีป้องกัน-รักษา

ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การป้องกัน สร้างความเข้มแข็งให้สถาบันทางสังคม โดยเฉพาะ สถาบันครอบครัว ควรเร่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี อาทิ การพูดคุยแลกเปลี่ยนนความรู้สึก การแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม การเลี้ยงดูเชิงสร้างสรรค์

สถาบันการศึกษา : ควรเสริมสร้างความรู้ด้านสุขภาพจิตผ่านการเรียนการสอน รวมถึงการเฝ้าระวัง พฤติกรรมเสี่ยง และให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่นักเรียน

สถานที่ทำงาน : ควรสร้างสภาพแวดล้อม และระบบการทำงานที่เอื้อต่อการมีสุขภาพจิตที่ดี และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต อาทิ การให้สถานประกอบการจัดบริการสุขภาพจิตประจำปีแก่พนักงาน การยืดหยุ่นตารางเวลาการทำงาน

สถาบันชุมชน : ส่งเสริมการพัฒนาและจัดบริการสุขภาพจิตในชุมชน อาทิ การจัดกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ การเฝ้าระวังป้องกันการฆ่าตัวตาย การบูรณาการเครือข่ายในระดับชุมชน

การรักษา ควรเร่งเพิ่มและพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพจิตให้เพียงพอ ต่อจำนวนผู้ป่วย รวมทั้งขยายบริการ การรักษา ผู้ป่วยจิตเวชในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติ อีกทั้งต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้มากขึ้นกว่าเดิม อาทิ การพัฒนาแพลตฟอร์มการตรวจจับปัญหาสุขภาพจิตแต่แรกเริ่ม การจัดบริการสุขภาพจิตทางไกล เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการบริการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

การติดตามและการฟื้นฟูเยียวยา ต้องมีการจัดทำฐานข้อมูลกลางด้านสุขภาพจิตที่ครอบคลุม เร่งติดตามผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงก่อความรุนแรงให้ได้รับการรับฟื้นฟูต่อเนื่อง รวมทั้งพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนและสังคม อาทิ วัด หรือองค์การศาสนาต่าง ๆ ในการส่งเสริมการฟื้นฟูสภาพทางจิตใจ และความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนงาน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สถิติน่าตกใจ! ไทยป่วยทางจิต 10 ล้านคน “ซึมเศร้า-วิตกกังวล” พุ่ง จากปัญหาเศรษฐกิจ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...