33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (74)
บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (74)
‘งานหนัก’ พนักงานสอบสวน
วันอังคารที่ 1 มิถุนายน 2525 เป็นการเข้าเวรครั้งที่ 2 คู่กับ ร.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ และรับคดีแรก เป็นคดีมียาเสพติดให้โทษ (เฮโรอีน ชนิดผงขาว) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
ด.ต.พนัส เสนีวาส กับพวก จับกุมผู้ต้องหาชื่อ นายอ่าวเมียะ เป็นชาวพม่า โดยจับกุมได้ที่หมู่ที่ 1 ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนอง
และมีคดีเพิ่มอีกคดี เนื่องจากนายอ่าวเมียะ ไม่มีหลักฐานการเข้าเมือง จึงถูกดำเนินคดีในความผิดฐานหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานตรวจคนเข้าเมือง อีกคดีหนึ่ง
ต่อมาศาลจังหวัดระนองได้พิพากษาจำคุก 1 ปีในคดียาเสพติด ส่วนคดีหลบหนีเข้าเมือง ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 1,000 บาท โทษจำ รอ 1 ปี
ในเวลานั้นมีการกำหนดการเข้าเวรกันผลัดละ 24 ชั่วโมง จะออกเวรเที่ยงตรงเวลา 12.00 น. ช่วงเช้ากลับไปอาบน้ำแล้วมาเข้าเวรต่อ จนเป็นเรื่องปกติ
ออกเวรก็ยังคงนั่งทำสำนวนการสอบสวนต่อ มีการจัดทำบันทึกคำให้การของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้จับกุมผู้ต้องหาไว้เป็นผู้กล่าวหาในคดี จำนวน 1 ปาก และพยานเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมอีก 1 ปาก เป็นการบ้านของคดีอาญาทั่วๆ ไป และต้องรีบจัดการส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์หากเป็นยาเสพติด หรืออาวุธปืน
และเมื่อมีเวลาว่างมากพอ ต้องให้สิบเวรเบิกตัวผู้ต้องหาพร้อมเครื่องพันธนาการ คือใส่กุญแจมือเรียบร้อย นำออกมาจากห้องขังเพื่อสอบสวนโดยมีการแจ้งข้อกล่าวหาในบันทึกคำให้การ
ถ้าผู้ต้องหาเป็นคนพม่า จะมอบให้ ด.ต.สายัณห์ ขอสันติกุล เป็นล่ามแปล แล้วบันทึกปากคำและผมร่วมลงชื่อสอบสวน ต้องจัดการให้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา เท่าตามจำนวนที่กำหนดและนำมาติดสำนวน 1 แผ่น รีบจัดทำบันทึกพนักงานสอบสวนไว้ว่า ได้ทำอะไรบ้างเกี่ยวกับในคดีนี้ให้ปรากฏเป็นหลักฐาน มีบันทึกการควบคุมตัวผู้ต้องหาว่าเริ่มควบคุมตัวผู้ต้องหาเมื่อไหร่ จะครบกำหนดควบคุมตัวเมื่อไหร่
ถ้าผู้ต้องหาทำผิดคดีลักทรัพย์ และรับสารภาพ ก็ต้องรีบนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประทุษกรรม ชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ จัดทำบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งถ่ายรูปประกอบ รีบเอาฟิล์มไปล้าง เพื่อเอารูปมาติดประกอบสำนวน ทำคำบรรยายรูปนั้น แล้วนำมาให้ผู้ต้องหาดู ลงชื่อยืนยันว่านำชี้ด้วยความสมัครใจ
ขั้นตอนการนำตัวผู้ต้องหาไปชี้ที่เกิดเหตุนี้ ต้องทำภายในระยะเวลาที่ยังควบคุมตัวอยู่ที่โรงพักในอำนาจของพนักงานสอบสวน ซึ่งกฎหมายให้อำนาจไว้
ภาระนี้จะต้องรีบดำเนินการให้เสร็จสิ้น ก่อนนำตัวผู้ต้องหาไปยื่นคำร้องต่อศาลขอฝากขังไว้ในระหว่างสอบสวน
ซึ่งเมื่อนำตัวผู้ต้องหาไปศาลแล้ว ส่วนใหญ่ศาลจะอนุญาตตามคำร้องของพนักงานสอบสวน จากนั้นศาลจะมีหมายส่งผู้ต้องหาไปยังเรือนจำจังหวัดระนอง ให้ขังไว้ในระหว่างสอบสวน
เมื่อพยานหลักฐานในคดีครบถ้วนแล้ว เช่น สอบสวนบันทึกปากคำทั้งผู้กล่าวหาและพยานผู้ต้องหาครบ ได้รับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ของกลางจากเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการแล้ว พนักงานสอบสวนจะต้องเร่งทำสำนวนการสอบสวนและสรุปสั่งฟ้องให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ซึ่งระยะเวลานี้ต้องเผื่อเวลาให้พนักงานอัยการได้ตรวจสำนวนการสอบสวนและร่างฟ้องด้วย
คดีเหล่านี้เป็นคดีพื้นฐานง่ายๆ แต่มีขั้นตอนการทำงานหลายขั้นตอน ถ้ายิ่งมีคดีมากๆ พนักงานสอบสวนยิ่งมีภาระมาก บางคนทำไม่ทันกลายเป็นดินพอกหางหมู คดีเก่าไม่คืบหน้า ต้องเข้าเวรอีก และมีคดีใหม่รับเพิ่มเข้ามาอีก พนักงานสอบสวนจึงต้องจัดการเวลาของตัวเองให้ดีจนเกือบจะทำงานตลอดเวลา เป็นงานติดพันแทบไม่ได้หยุดพัก
และเมื่อคดีนั้นพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว บางคดีพนักงานสอบสวนจะต้องไปเบิกความเป็นพยานในชั้นศาลอีก
หรือหลังออกเวร อาจจะต้องเป็นเวรผัดฟ้องฝากขังนำผู้ต้องหาในคดีต่างๆ ที่ควบคุมครบกำหนดไปยื่นคำร้องต่อศาลขอฝากขัง
บางคดีที่รับผิดชอบต้องมีการนัดพยานต่างๆ มาให้การเพื่อทำให้หลักฐานในสำนวนการสอบสวนมีความแน่นหนา หรือต้องออกไปสอบสวนพยานนอกสถานีตำรวจ
เช่น ต้องไปธนาคารเพื่อสอบสวนสมุห์บัญชีธนาคาร ในคดีความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค แต่บางครั้งโรงพักมีภารกิจระดมกำลังกวาดล้างอาชญากรรม พนักงานสอบสวนก็ต้องมาร่วมด้วย
หน้าที่การงานของพนักงานสอบสวนจึงมีการบ้านต้องทำมากมาย ถ้าใครมีนิสัยเกียจคร้านจะมาเป็นพนักงานสอบสวนไม่ได้เลย
ผมเคยพบพนักงานสอบสวนบางคนมีสำนวนการสอบสวนคั่งค้างเป็นร้อยคดี ทำให้ถูกตั้งกรรมการสอบสวนพิจารณาความบกพร่อง รวมทั้งพิจารณาความบกพร่องของสารวัตรสืบสวนสอบสวนที่ควบคุมกำกับดูแลด้วย
ภาระหน้าที่ของพนักงานสอบสวนจึงหนัก บางคนไม่คิดสู้ ก็ขอย้ายไปทำหน้าที่เป็นสายตรวจ สายสืบ หรือจราจร หรืองานตำรวจอื่นที่ไม่ต้องเข้าเวรที่โรงพัก เช่น งานอำนวยการงานชุดเฉพาะกิจ หรืองานตามแผนก
ประสบการณ์ของผม จะไม่ดูแคลนหน้าที่การงานของฝ่ายใด และจะนับถือถ้างานที่ทำสำเร็จน่ายกย่อง และเอามาเป็นแบบอย่างเพื่อต่อยอดต่อไป
จะเคารพอาชีพอื่นและยอมรับผู้ที่มีความสามารถและจริงใจต่ออาชีพของตน
ยกเว้น กรณีที่ผมไปพบหรือสืบสวนสอบสวนจนเจอด้วยตัวเองว่าได้ใช้อาชีพนั้นหากินในทางทุจริต
หลังออกเวร ผมได้พบกับ ร.ต.ต.สุนทร โชคอำนวย หรือพี่ไข่ นายตำรวจรุ่นพี่โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน พี่ไข่เป็นนักกีฬาว่ายน้ำที่ยอดเยี่ยมของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ส่วนผมเป็นทีมว่ายน้ำรุ่นน้อง ขณะนั้นพี่ไข่ ประจำอยู่ที่แผนก 4 กองกำกับการ 5 กองปราบปราม กรุงเทพฯ ผมจึงมีโอกาสพูดคุยกับพี่ไข่
แล้ว พ.ต.ท.วีระ ปานจันทร์ สวญ.สภ.อ.เมืองระนอง ได้ให้ผมไปตรวจราชการที่ สภ.ต.ราชกรูด และร่วมงานศพบุตรสาวของตำรวจราชกรูด ได้มีการพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 และชาวบ้าน จนประมาณสามทุ่ม จึงกลับเข้าเมือง และในคืนนั้นก็มีเหตุฆ่ากันตายในตลาดระนองอีก สวญ.จึงลงจากรถไปตรวจที่เกิดเหตุ ปรากฏว่า ทหารตาย 1 นาย ส่วนคนที่ยิงก็ตายอีก 1 คน กว่าจะได้เข้านอนก็เป็นเวลาตีหนึ่งของวันใหม่แล้ว
วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน 2525 พ.ต.ท.ทรง เรืองศรี ได้เดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ เป็น สวญ.สภ.อ.เมืองสุราษฎร์ธานี มีตำรวจและประชาชนที่เป็นพรรคพวกไปส่งมากมาย ผู้คนคึกคักมาก
ผมได้ไปกราบสวัสดีสารวัตรใหญ่คนแรกของผม และร่ำลาลูกๆ ทั้ง 2 คนของสารวัตรใหญ่ทรง
หลังจากนั้น ผมได้มีโอกาสไปทำฟันกับหมอแดง ทพ.วิโรทัย เชาวลิตวงศ์ และได้พบกับ ร.ต.ต.สุนทร โชคอำนวย พี่ไข่จากกองปราบฯ อีกครั้ง ตอนเที่ยงได้ไปกินข้าวที่บ่อน้ำร้อน ร้านชัยพฤกษ์ แล้วกลับมาทำงานที่โรงพัก
วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน 2525 พวกผมได้แต่งเครื่องแบบชุดคอแบะ พร้อมกระบี่ถุงมือ เพื่อรายงานตัวอย่างเป็นทางการกับผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดระนอง พ.ต.อ.สมศักดิ์ อภิจารี ซึ่งเป็นเจ้าของคำพูดที่พูดติดปากทุกครั้งว่า “ใช่ มิใช่” สวมแว่นสายตาสั้นตลอดเวลา หน้าตาของท่านออกไปทางแขกๆ ได้พูดคุยกันไม่นานนัก ก็กลับออกมา
แต่ก่อนออกมา ผกก.ได้สั่งการไว้ว่า ถ้าไม่มีราชการอะไร ในวันราชการปกติเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง ถึงบ่ายสี่โมงครึ่ง ให้นายตำรวจที่จบมาใหม่ทั้ง 6 คน ต้องมาพบผู้กำกับที่กองกำกับการ เพื่อจะทบทวนและสอนการทำสำนวนการสอบสวน ซึ่งเหมือนกลับมาเป็นนักเรียนอีกครั้ง
และทุกเย็นของวันจันทร์และวันพฤหัสฯ เวลาหกโมงครึ่งให้ไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านพักของท่านผู้กำกับ คุณนายที่ใจดี จะทำอาหารเลี้ยงนายตำรวจใหม่
ผู้กำกับการยังมอบรถ Jeep จำนวน 1 คัน ให้พวกผมทั้ง 6 คนได้ใช้ร่วมกัน เพื่อสะดวกในการเดินทาง
ในช่วงแรกๆ ของการมารับราชการ พวกผมยังไม่ได้รับเงินเดือน พ.ต.อ.สมศักดิ์ อภิจารี จึงให้ทุกคนยืมเงินคนละ 1,000 บาท
เมื่อถึงเวลาที่เรียนการทำสำนวนการสอบสวนกับ พ.ต.อ.สมศักดิ์ อภิจารี ผมเริ่มเข้าใจทำไมจึงต้องให้ความสำคัญกับความละเอียดรอบคอบทุกขั้นตอนในการทำสำนวนการสอบสวน ในการรวบรวมเอกสารทุกอย่าง ทุกแผ่นที่นำมาใช้ประกอบสำนวนการสอบสวน ต้องมีเหตุมีผลในการรวบรวม ทั้งต้องมีที่มาที่ไป และกำหนดหมวดหมู่ของเอกสารในสำนวนและจะต้องเป็นพยานหลักฐาน ที่สามารถอธิบายได้ทุกกรณี และแม้จะมีการต่อสู้ถกเถียง ก็จะต้องยอมจำนนต่อหลักฐานที่รวบรวมมา
ถึงผมจะรู้สึกเบื่อหน่ายบ้างที่ต้องกลับมาเรียนอีก แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็ได้ประโยชน์มาก และผมยังได้นำไปใช้ในการทำงานมาตลอด
ผมจึงมีความเคารพรักต่อท่านผู้กำกับ พ.ต.อ.สมศักดิ์ อภิจารี เป็นอย่างยิ่ง ที่มีเมตตาเสียสละเวลาถ่ายทอดความรู้ต่อพวกผม
ผมทราบว่า น้องชายท่านคือ พล.อ.อ.วรนารถ อภิจารี ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศ นับว่าเป็นครอบครัวที่เก่งมาก
นอกจากนั้นแล้ว พวกผมยังได้กินข้าวเย็นที่บ้านพักท่านผู้กำกับ ด้วยฝีมือการทำอาหารที่อร่อยของคุณนาย แรกๆ ก็ดีมากเพราะช่วงเวลาแรกพวกผมต้องฝากท้องไว้ตามร้านค้า เมื่อท่านผู้กำกับอนุญาตให้ฝากท้องกับบ้านท่านได้ ทำให้ไม่วุ่นวาย
แต่พอนานไปหลายคนเริ่มมีเพื่อนฝูง และน่าจะสนุกกว่าการไปกินข้าวกับผู้ใหญ่ วงอาหารก็ลดจำนวนลง จนที่สุดก็เลิกไปโดยปริยาย แต่ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านผู้กำกับ พ.ต.อ.สมศักดิ์ อภิจารี และคุณนายไว้ ณ ที่นี้ด้วย
เวลาต่อมาพวกผมได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดระนอง พบนายพร อุดมพงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ได้พูดคุยแนะนำข้อราชการนานพอสมควร
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (74)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com