โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ย้อนรอยเลือกตั้งไทยในรอบ 20 ปี พรรคเปลี่ยนชื่อ โลโก้เปลี่ยนใหม่ แต่เครือข่ายเก่ายังคุมเกมการเมืองเหมือนเดิม สาเหตุหลักการเมืองไทยยังวนในอ่าง

THE STATES TIMES

อัพเดต 26 พ.ย. 2568 เวลา 04.36 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2568 เวลา 06.00 น. • THE STATES TIMES TEAM

เลือกตั้งไทย 20 ปี: เราเปลี่ยนแต่ชื่อพรรค หรือจริง ๆ ไม่เคยเปลี่ยนคนถือเกม?

เวลาเราเดินเข้าคูหาทุก 4 ปี
เราคิดว่าเรากำลัง “เลือกพรรคการเมือง”

แต่ถ้ามองย้อนไป 20 ปีที่ผ่านมา รายชื่อที่โผล่ในสนามเลือกตั้งไทยมันชวนให้ถามกลับว่า…

หรือจริง ๆ แล้ว เราแค่เลือก “เครือข่ายเดิม”
ที่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนโลโก้ ไปตามจังหวะการเมือง?

ลองไล่ชื่อดูช้า ๆ

- ชาติไทย → ชาติไทยพัฒนา → ภูมิใจไทย
- อนาคตใหม่ → ก้าวไกล → พรรคประชาชน

บนหน้ากระดาษ นี่คือ “คนละพรรค”
แต่ในสนามจริง คนจำนวนมากรู้สึกเหมือนกำลังดูซีรีส์เรื่องเดิม ที่เปลี่ยนแค่ชื่อภาคกับหน้าปก

ประเทศไทยอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่

“ยุบพรรคได้ด้วยคำตัดสิน
แต่ไม่เคยยุบเครือข่ายการเมืองเดิมได้สักครั้ง”

1. ชาติไทย-ชาติไทยพัฒนา: ย้ายบ้านทั้งเครือข่าย ไม่ใช่แค่ตั้งพรรคใหม่

พรรคชาติไทยเคยเป็นหนึ่งใน “พรรคหลักของระบบผสม” ในการเมืองไทย
ฐานเสียงแน่นในหลายจังหวัดภาคกลาง บ้านใหญ่ ภูมิภาค นักการเมืองท้องถิ่นครบเครื่อง

จนวันที่ศาลมีคำวินิจฉัย “ยุบพรรคชาติไทย”
บนหน้าข่าว มันดูเหมือนฉากจบของทั้งพรรค

แต่ในสนามจริง ภาพที่คนในพื้นที่เห็นคือ

- ทีมเดิม
- ผู้สมัครเดิม
- เครือข่ายเดิม

เพียงแค่ “ย้ายบ้าน” ไปอยู่ใต้ป้ายใหม่ชื่อ ชาติไทยพัฒนา

สำหรับคนในจังหวัดฐานเสียง ความรู้สึกไม่ใช่ว่า
“พรรคเก่าตาย พรรคใหม่มาแทน”

แต่คือ

“ทีมเดิม ย้ายจากบ้านเลขที่เก่า ไปอยู่บ้านเลขที่ใหม่ที่กฎหมายแตะไม่ได้ก็เท่านั้น”

2. ภูมิใจไทย: แบรนด์ใหม่ของสไตล์การเมืองแบบเดิม

ฝั่ง ภูมิใจไทย ก็เป็นตัวอย่างชัดเจนของ “เครือข่ายเก่าภายใต้โลโก้ใหม่”

ภูมิใจไทยไม่ได้ผุดขึ้นมาลอย ๆ จากอากาศ
แต่เกิดจากการรวมตัวของหลายกลุ่ม–หลายบ้านใหญ่–หลายเครือข่าย ที่เคยอยู่พรรคอื่นมาก่อน

เมื่อเวลาผ่านไป ภูมิใจไทยขยายฐานจนกลายเป็น “พรรคตัวกลาง” ที่พร้อมจะจับมือกับรัฐบาลเกือบทุกขั้ว

สไตล์การเมืองชัดมาก:

- ทำงานหนักในพื้นที่
- รักษาฐานท้องถิ่น
- ใช้จำนวน ส.ส. เป็นน้ำหนักต่อรองในสภา

โลโก้ใหม่ ชื่อใหม่
แต่สูตรการเมืองแบบ “ฐานเสียงท้องถิ่น + อำนาจต่อรอง” คือชุดเดิมแทบทั้งหมด

3. อีกฟากหนึ่ง: อนาคตใหม่-ก้าวไกล-พรรคประชาชน
สามร่างของสายการเมืองเดียวกัน

ฝั่งก้าวหน้าเอง ก็มี “สามร่าง” ที่คนไทยจำได้ขึ้นใจเหมือนกัน

- ยุค อนาคตใหม่: พรรคใหม่ที่สร้างกระแสคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ
- โดนยุบ → ส.ส. ส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่ ก้าวไกล
- ก้าวไกลโดนยุบอีก → ส.ส. ส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่ พรรคประชาชน

ชื่อเปลี่ยน โลโก้เปลี่ยน แต่สำหรับคนจำนวนมาก นี่คือการเมืองสายเดียวกันที่เดินต่อในตัวถังใหม่

บางคนเลยถามกันตรง ๆ ว่า

การยุบพรรคจริง ๆ ลงโทษใครกันแน่?
พรรคที่ถูกยุบ
หรือประชาชนที่ตั้งใจเลือกพรรคนั้นเข้าไปในสภา?

4. ทำไม “ยกพรรค-ย้ายพรรค-รีแบรนด์” ถึงกลายเป็นเรื่องปกติในไทย?

ถ้าไม่ดูแค่เคสดัง ๆ แต่ดูทั้งภาพใหญ่ เราจะเห็นแพตเทิร์นคล้าย ๆ กันซ้ำไปซ้ำมา

4.1 กติกาทำให้ “ยุบก็ได้ ตั้งใหม่ก็ได้”

เราอยู่ในระบบที่

- การยุบพรรคกลายเป็นทางเลือกหนึ่งในเกมการเมือง
- แต่การตั้งพรรคใหม่ก็ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับเครือข่ายที่มีเงิน-คน-โครงสร้างพร้อม

ผลคือ พอพรรคหนึ่งเริ่มมีปัญหาหนัก ๆ
เครือข่ายเดิมก็แค่ “เตรียมพรรคสำรอง-บ้านสำรอง” ไว้รอล่วงหน้า

ยุบวันนี้ พรุ่งนี้มีบ้านใหม่ให้สังกัดต่อ

4.2 คนไทยจำนวนมาก “เลือกคน-เลือกบ้านใหญ่” มากกว่าเลือกพรรค

ในหลายพื้นที่ คนยังเลือกจาก

- ใครช่วยงานพื้นที่มานาน
- ใครเป็นคนของบ้านใหญ่ที่เขาเชื่อใจ
- ใครสามารถพาโครงการ-งบประมาณเข้ามาได้

ชื่อพรรคจึงกลายเป็นแค่ “ป้ายบนปกเสื้อ” ที่เปลี่ยนได้ตามฤดูกาล

ถ้าเครือข่ายเดิมย้ายไปพรรคใหม่
ป้ายโลโก้ใหม่ก็ไม่ได้ทำให้คนเลิกเลือกทันที

4.3 พรรคการเมืองถูกใช้เหมือน “บริษัทโปรเจกต์”

ในประเทศที่พรรคการเมืองเข้มแข็ง พรรคมีชีวิตตัวเองยืนยาวกว่าผู้นำและนักการเมืองแต่ละรุ่น

แต่ในไทย พรรคจำนวนมากถูกใช้เหมือน “บริษัทโปรเจกต์”:

- ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ลงเลือกตั้งรอบนี้
- ต่อรองอำนาจรอบนี้
- จบโปรเจกต์ก็เปลี่ยนชื่อ ยุบ-รวม-ย้ายไปอยู่หลังโลโก้ใหม่

5. สุดท้ายแล้ว เราเลือกอะไรอยู่กันแน่?

เมื่อมองจากสายตาประชาชน คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า

“ต่อไปพรรคไหนจะโดนยุบ?” หรือ “ปีหน้าเราจะเห็นชื่อพรรคใหม่อะไรอีก?”

แต่ควรเป็นคำถามที่แรงกว่านั้นว่า

- เวลาเราเลือกพรรค เรากำลังเลือก “นโยบายกับอุดมการณ์”
หรือเลือก “เครือข่ายอำนาจที่รีแบรนด์ตัวเองเก่งมาก”?

- การยุบพรรคช่วยยกระดับมาตรฐานการเมืองจริง
หรือแค่เปลี่ยนฉาก แต่ให้คนเดิมถือเกมต่อ?

- เราเคยลงโทษ “เครือข่ายเดิม” ด้วยคะแนนเสียงจริง ๆ บ้างไหม
หรือทุกครั้งที่เขาเปลี่ยนชื่อ เราก็ให้โอกาส 4 ปีใหม่เหมือนเดิม?

ประโยคหนึ่งที่น่าจะสะท้อนยุคนี้ได้ดีที่สุดคือ

“ประเทศไทยเปลี่ยนชื่อพรรคบ่อยกว่าที่เปลี่ยนคุณภาพชีวิตคนส่วนใหญ่ในประเทศ”

6. ถ้า “ยุบพรรคไม่ได้ยุบเครือข่าย” เราควรเรียกร้องอะไรต่อ?

การยุบพรรคอาจยังจำเป็นในกรณีที่มีการทำผิดกฎหมายร้ายแรงจริง
แต่ถ้าเราไม่อยากเห็นประเทศวนอยู่กับเกม “ยุบ-ตั้ง-ยุบ-ตั้ง” แบบนี้ไปเรื่อย ๆ

อย่างน้อยที่สุด สังคมไทยควรเรียกร้อง 3 เรื่องนี้ให้ชัด:

1. ความโปร่งใสของเครือข่าย
- ใครหนุน ใครจ่าย ใครได้ประโยชน์
- คนควรเห็นโครงสร้างจริงของอำนาจหลังพรรค ไม่ใช่เห็นแค่โลโก้

2. ระบบลงโทษทางการเมืองที่ไปถึง “คนและเครือข่าย” ไม่ใช่แค่ตัวนิติบุคคลพรรค
- ถ้าพรรคผิดจนถึงขั้นต้องยุบ
- คนที่เกี่ยวข้องต้องถูกตรวจสอบจริง และไม่สามารถสร้าง “บริษัทการเมือง” ใหม่มาทำแบบเดิมซ้ำได้ง่าย ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...