โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ภาษีทรัมป์”เสี่ยงถูกพับ! “ศาลฎีกามะกัน” ตั้งแง่อำนาจ IEEPA ปธน.ไม่มีสิทธิสั่งการ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 06 พ.ย. 2568 เวลา 10.26 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2568 เวลา 10.25 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

รอยเตอร์ – การไต่สวนนโยบายภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ศาลฎีกานั้นสร้างกระแสการคาดการณ์ว่ามาตรการภาษีนำเข้าอาจจะถูกยกเลิกได้ และในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลต่อความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นหากทรัมป์หันไปใช้กลยุทธ์การค้ารูปแบบใหม่แทน

ระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อวันพุธที่ผ่านมาผู้พิพากษาศาลฎีกาตั้งคำถามถึงอำนาจในการเก็บภาษีนำเข้าของทรัมป์ภายใต้รัฐบัญญัติอำนาจเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA) ปีพ.ศ. 2520 ซึ่งในรัฐบัญญัติดังกล่าวไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีไว้เลย มีแต่ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมดูแลการนำเข้าสินค้าในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินของประเทศเท่านั้น

เดมอน ไพค์ หัวหน้าส่วนงานบริการศุลกากร และการค้าของ BDO USA กล่าวว่าจากคำถามของผู้พิพากษาศาลฯ จะเห็นได้ว่าภาษีนำเข้า IEEPA นั้นกำลังตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากผู้พิพากษาเกือบทุกคนนั้นตั้งแง่ถึงอำนาจของ IEEPA ที่มอบอำนาจให้ทรัมป์จัดเก็บภาษีสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกได้อย่างไร้ข้อจำกัด

อย่างไรก็ตามไพค์เชื่อว่าหากทรัมป์แพ้คดีครั้งนี้ รัฐบาลของเขาจะเปลี่ยนไปใช้กฎหมายการค้าอื่น ๆ ซึ่งเป็นมุมมองที่ทั้งนักกฎหมายการค้า, เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล, นักวิเคราะห์, และบริษัทผู้นำเข้าต่างเห็นพ้องกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้พวกเขาเริ่มชินกับสภาวะแวดล้อมการค้าใหม่ที่มีความเสถียรมากขึ้นจากข้อตกลงยุติสงครามการค้าระยะเวลา 1 ปีระหว่างสหรัฐฯ-จีน และข้อตกลงการค้าอื่น ๆ กับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ลดอัตราภาษี IEEPA ให้อยู่ในระดับที่บริหารได้ง่ายขึ้น

ภาคธุรกิจส่วนใหญ่นั้นต้องการความแน่นอนเรื่องภาษีนำเข้าเพื่อการวางแผนการลงทุน แต่เดวิด ยัง ผู้บริหารฝ่ายนโยบายจาก Conference Board ระบุว่าตอนนี้ปัญหาคดีภาษีนำเข้าสหรัฐฯ นั้นยังไม่มีท่าทีที่จะคลี่คลายลง ซึ่งถึงแม้ว่าศาลอาจจะตัดสินให้ระงับการเก็บภาษี IEEPA แต่ความไม่แน่นอนทางการค้านั้นก็จะยังคงมีอยู่ นอกจากนี้การตัดสินคดีนั้นจะยังไม่เกิดขึ้นก่อนช่วงต้นปีพ.ศ. 2569 และก็ยังไม่มีใครทราบว่าถ้าทรัมป์แพ้คดีแล้วบริษัทต่าง ๆ จะได้รับเงินภาษีที่มีมูลค่ารวมกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐคืนหรือไม่

ผู้พิพากษาเอมี โคนีย์ บาร์เร็ตต์กล่าวว่าการคืนเงินภาษีนำเข้าที่ผิดกฎหมายให้กับบริษัทต่าง ๆ นั้นอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับศาลฎีกาได้ โดยนีล คาตยาล ทนายความของผู้ประกอบการรายย่อย 5 รายที่ร่วมฟ้องคดีนี้กล่าวว่าลูกความของเขาจะได้รับเงินภาษีคืนโดยอัตโนมัติหากทรัมป์แพ้คดี แต่บริษัทอื่น ๆ จะต้องยื่นประท้วงต่อรัฐบาลเองเพื่อเอาเงินภาษีคืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และอาจจะต้องใช้เวลานานมาก แต่ทางศาลอาจจะแค่ตัดสินให้หยุดการเก็บภาษีเพิ่มเติมในอนาคตได้

โจเซฟ สปราเรเกนทนายความด้านศุลกากรในนิวยอร์ก ระบุว่าหากศาลไม่กำหนดมาตรการคืนเงินก็อาจจะก็ให้เกิดคดีใหม่จำนวนมากจากบริษัทที่จ่ายภาษีไปแล้ว เนื่องจากคำตัดสินจะมีผลย้อนหลังไปถึงตอนที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ก็เป็นไปได้ว่าศาลฎีกาอาจจะส่งคดีกลับไปยังศาลชั้นล่างอย่างศาลการค้าระหว่างประเทศเพื่อสั่งให้รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้า และคืนเงินภาษีผ่านระบบอย่าง Automated Customs Environment ของสำนักงานศุลกากรสหรัฐฯ แต่การคืนเงินอาจใช้เวลานานเป็นปี

ในกรณีที่ภาษี IEEPA ถูกตัดสินว่าผิดกฎหมายจริง รัฐบาลทรัมป์อาจสามารถหยิบกฎหมายข้ออื่นมาใช้ตั้งภาษีนำเข้าได้อย่างมาตรา 122 ที่มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีตั้งภาษีนำเข้าได้ถึง 15% เป็นเวลา 150 วัน (สภาคองเกรสสามารถต่อเวลาได้) เพื่อแก้ไขปัญหาขาดดุลการค้าหรือป้องกันการอ่อนตัวอย่างมากของเงินดอลลาร์, มาตรา 338 ที่มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีตั้งภาษีนำเข้าได้ถึง 50% กับคู่ค้าที่คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ มองว่าเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อสินค้าของสหรัฐฯ, มาตรา 301 ที่มอบอำนาจให้ตั้งภาษีนำเข้ากับประเทศที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ พบว่ามีมาตรการการค้าที่ไม่เป็นธรรมภายใน 12-18 เดือนหรือเร็วกว่าหลังเริ่มการสืบสวน, มาตรา 232 ที่มอบอำนาจการตั้งภาษีนำเข้าให้กับสินค้าที่นำเข้าเป็นจำนวนมาก และรัฐมนตรีกระทรวงพานิชย์พบว่าสินค้าดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติหลังจากเริ่มการสืบสวนไปไม่เกิน 270 วัน, และ มาตรา 201ที่มอบอำนาจการตั้งภาษีนำเข้าให้กับสินค้าที่คณะกรรมาธิการการค้าฯ พบว่าสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมของประเทศหลังจากเริ่มการสืบสวนไปไม่เกิน 180 วัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...